สืบเนื่องจากการได้ร่วมฟังการสัมนาทางวิชาการ ในงานครบรอบ ๑๐ ปี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ทำให้เห็นมิติมุมมองหนึ่งที่ใครหลายคนมีความคิดเห็นมาตั้งนานแล้วแต่เพียงมองไม่เห็นความเป็นรูปธรรมในการจัดการ
การพัฒนา หรือ วัฒนา มีความหมายไปในทางที่ควรจะเป็นนั่นหมายถึงการสานต่อเพื่อสู่คำว่า "เปลี่ยนแปลง" หลายต่อหลายครั้งที่เราพยายาม ปริวรรต ความมีอยู่ให้มีคุณอนันต์มากยิ่งขึ้น แต่เราลืมนึกไปว่า การปริวรรตสิ่งเหล่านั้นมันจะก่อเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อวานได้รับฟังการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อสัมนาทางรัฐประศาสนศาสตร์ เรื่อง "การสร้างสันติสุขกับการบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่นและการกระจายอำนาจ" โดยมีวิทยากร ดังนี้
ท่าน สมพร ใช้บางยาง (อธิบดีกรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น)...ถ้าจำไม่ผิด
ท่าน ดร.อุดร สันติสุนทร (ประธานมูลนิธิ)
ท่าน ดร.สุกรี หลังปูเต๊ะ (คณบดีคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา)
ท่านก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ (บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก)
การพูดคุยของท่านวิทยากรได้ข้อสรุปว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการบริหารไม่ว่าจะเป็นการบริหารอะไรก็แล้วแต่ เราคงหลีกเลี่ยงการ "พัฒนาคน" ไม่ได้ การเดินทางที่ไม่รู้ว่าจะถูกหรือผิดตลอดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่แผนแรกจนกระทั่งแผน ๗ เราเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นหลักมาโดยตลอด โดยลืมนึกไปว่าการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพนั้น มันจะก่อเกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัยอะไร ใคร และใครจะเป็นตัวขับเคลื่อนอย่างแท้จริง
หลังจากฟังการสัมนาเมื่อวาน การมาทำงานของผมในวันนี้ขณะกำลังเปิดโน๊ตบุ๊คทำให้ผมคิดอะไรขึ้นมาว่า "มิใช่เฉพาะในเรื่องการบริหาร" ที่เราควรพัฒนาคน แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ เรื่องการศึกษาที่เราควรจะกำหนดให้ชัดว่า ควรเป็นไปในทิศทางใด เพราะอย่าลืมว่า สถานศึกษาที่จะบ่มเพาะคนที่มีคุณภาพนั้น มันย่อมเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับคนที่จะบ่มเพาะเยาวชนที่จะได้ขึ้นชื่อว่าเป็น "ปัญญาชน" ด้วย
หลายต่อหลายครั้งที่เราคิดจะพัฒนาองค์กร แต่เราลืมพัฒนาคน และหลายต่อหลายครั้งอีกเช่นกันที่เราคิดพัฒนาคน โดยลืมความพร้อมขององค์กร ภาพสะท้อนที่เกิดขึ้น เลยเป็นภาพสะท้อนที่มึนงง ต่อทิศทางที่จะก้าวเดินต่อไป สุดท้ายเดินไปสุ่มสี่สุ่มห้า ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์รูดซิปความคิดกันเพียงแค่ลมปากกับคำว่า "ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์" และแล้วเราก็ได้เจอกับคำตอบที่ไม่สามารถตอบได้ว่า การที่เราปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ โดยไม่คิดตริตรอง ลองทำอะไรใหม่บ้าง มันเป็นอย่างไร
การเดินทางของเวลาที่เหลือนับต่อจากนี้ มาเถอะครับมาร่วมกันผลักดัน สรรค์สร้าง ด้วยแรงขับเคลื่อนที่ย้ำเตือนอัตตาของตัวเองว่า เราต้องทำอย่างจริงจัง มิใช่แค่หวังและไม่ลงพละกำลังกับความหวังที่คิดไว้ อย่าปล่อยให้ใครคนใด คนหนึ่ง ในองค์กรใดๆ ต้องมีคำถามกับตัวเองเลยว่า "ฉันมาทำงานที่นี่ทำไม"
ผมค่อนข้างดีใจเมื่อได้เห็นการกลับมาของท่านรองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ความมุ่งมั่นแม้ร่างกายจะเจ็บป่วยอยู่บ้าง แต่ทางที่ท่านเลือกเดินมาในห้วงเวลานี้ ผมว่า ถูกต้องแล้ว เพราะถ้าปล่อยให้ช้าไปถึงการกลับมา ผมไม่รู้ว่า เวลาจะล่วงเลยผ่านพ้นไปแล้วทิ้งเรื่องราวอีกมากมายให้ขบคิดอีกมากน้อยเพียงไร
๑๐ ปีกับความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ด้วยส่วนตัวแล้ว ขอชื่นชมกับความมุ่งมั่นรังสรรค์สร้าง เรื่องราวบางสิ่งบางอย่างบนหน้าประวัติศาสตร์แห่งนี้ เพราะผมเชื่อเหลือเกินว่า การสร้างคนให้มีความเก่ง เฉลียวฉลาดอย่างเดียว สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันมันคงไม่เพียงพอ เพราะสิ่งสำคัญที่จะช่วยร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของสังคม คือ คำว่า "คุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรม" เป็นหลัก และมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็น "อุทยานแห่งการเรียนรู้ สู่การสร้างสังคมคุณธรรม" ได้อย่างประจักษ์แจ้ง (ขอพระเจ้าทรงตอบแทนทุกคน)
สุดท้ายที่อยากจะเขียนขึ้นในวันนี้ คือ การเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวการก่อเกิดขึ้นของ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เพราะผมยังเชื่อว่าการผลิตคน สร้างคนคือสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม อย่างที่เราอยากจะให้มันเกิดขึ้นในเร็ววัน โดยเฉพาะสังคมบ้านเรา นั่นก็คือ สังคมานุภาพ (สังคมคุณภาพ)
การพัฒนาคนไม่ต้องรอให้ใครมาสั่ง เพราะความหวังของการพัฒนาคนอย่างที่ควรจะเป็นและเป็นไปได้เร็วที่สุด คือ การพัฒนาตัวเองก่อน (ไม่มีมนุษย์คนใดสมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง)
...วัลลอฮฺอะลัมครับ
ขอบคุณ อ.
1. ขจิต ฝอยทอง มากครับสำหรับกำลังใจที่มีให้กันเสมอมา ผมก้หวังจะเห็น คณะศึกษาศาสตร์เหมือนกับพี่ครับ และเป็นกำลังใจเช่นเดียวกันครับ
ได้อ่านบันทึกของอาจารย์แล้วได้รับรู้อะไรๆเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแนวคิด และความหวังของอุมมะฮฺ(ประชาชาติ)
ถูกต้อง.. ตามที่อาจารย์กล่าว ถ้าต้องการพัฒนาอะไรก็ตามสิ่งแรกที่ต้องพัฒนาคือ "คน"
แต่ จะพัฒนาคน เริ่มที่ไหน และเริ่มต้นอย่างไร
การทำงานอะไร ถ้าทำบนแนวทางอิสลามแล้ว จะไม่ค่อยมองว่าได้ผลหรือไม่ได้ผล แต่จะมองว่าทำมาตามสุนนะฮฺหรือเปล่า..
แม้ว่าบางครั้ง..ทำไปแล้ว สุดท้ายหลายคนบอกว่าไม่สำเร็จ แต่เราได้ทำตามแนวทางอิสลามกำหนด .. นั้นแหละคือความสำเร็จ
พัฒนาคน .. ต้องมองดูการพัฒนาคนในอิสลาม..
อายัตหรือโองการแรกที่ นบีผู้ต้องทำหน้าที่นำคน ได้รับ คือ اقرأ (จงอ่าน) นั้นหมายถึงให้ศึกษา..
จะเปลี่ยนคนจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่ง เปลียนอย่างไร ...
ไม่ใช่เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเป้าหรอกครับ...
สิ่งที่แรกที่ต้องเปลี่ยนคือ ความเชื่อ ความศรัทธา ที่มีต่อพระผู้สร้าง ผู้ทรงอำนาจอย่างแท้จริง ... นั้นหมายถึงต้องเปลี่ยนจิตก่อน
นักปราชญ์ยุโรปท่านหนึ่ง กล่าวว่า "จงเปลียนความคิดของท่านแล้วแล้วของท่านก็จะเปลี่ยนไป"
จริง..ครับ เพราะอัลลอฮฺได้ตรัสไว้ซึ่งมีว่า
..แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่เปลี่ยนชนกลุ่มใด จนกระทั้งชนกลุ่มนั้นได้เปลี่ยนภายในตัวของพวกเขา...
เห็นด้วยค่ะ...ยิ่งตอนท้ายๆ ยิ่งเห็นด้วย ดั่งคำคมที่ว่า...
"If a man would move the world, he must first move himself"
"ถ้าคนๆนึงต้องการจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ อันดับแรกเขาต้องเปลี่ยนแปลงตัวเขาเองก่อน"
จำไม่ได้แล้วว่าเป็นคำกล่าวของใคร แต่คิดว่าสอนอะไรเราได้มาก ถึงการพัฒนาคน...เพื่อการพัฒนาสังคมและโลกใบนี้..
ขอบคุณ อ.
3. Ibm ครูปอเนาะ สำหรับข้อคิดเห็น ผมว่าเพราะคนลืมความเป็นคนอย่างแท้จริงปัญหามันถึงเกิดขึ้นไม่รู้จักจบสิ้น ขออัลลอฮฺให้อาจารย์ดีขึ้นเรื่อยๆนะครับ มีโอกาสผมจะแวะไปเยี่ยมอีกครับ อินชาอัลลอฮฺ
และ ขอบคุณ
4. อ.ซอบีเราะห์ มากๆๆครับกับการเพิ่มเติมคำคมที่ชวนให้คิด ถ้าเราไม่เริ่มที่ตัวเองเราก็ไม่รู้จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ดั่งที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.)ได้กล่าวว่า ..แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่เปลี่ยนชนกลุ่มใด จนกระทั้งชนกลุ่มนั้นได้เปลี่ยนภายในตัวของพวกเขา...ขอเป็นกำลังใจในการทำงาน ณ ที่แห่งความหวังของประชาชาติแห่งนี้ครับ
ืจริงหรือปล่าวค่ะที่ว่า จะมีอาจารย์ภาษาไทย คนใหม่ จาก กทม และที่สำคัญเป็นสุภาพสตรี ดีใจจังเลย