"พาณิชย์" ฟุ้งมูลค่าส่งออกสูงทุบสถิติ 16,268.1 ล้านเหรียญสหรัฐ  ฟาก "จักรมณฑ์" ชี้แนวโน้มลงทุนครึ่งปีหลังของไทยคงชะลอตัว ไม่ลุ้นบีโอไอชี้ปีนี้ขอ 3 แสนล้านบาทพอ  เลี้ยบกล่อมแบงก์รัฐลดดอกเบี้ย

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มูลค่า 16,268.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าการส่งออกที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 27.4% เทียบเดือนเดียวกันปีก่อนคิดเป็นมูลค่าในรูปเงินบาท 518,301.3 ล้านบาท ขยายตัว 18.1% การนำเข้ามีมูลค่า 15,640.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าการนำเข้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน เพิ่มขึ้น 30.7% เทียบเดือนเดียวกันปีก่อน คิดเป็นมูลค่าในรูปเงินบาท 503,459.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.1% เกินดุลการค้า 627.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกินดุลในรูปเงินบาท 14,841.6 ล้านบาท

 สำหรับการส่งออกในช่วง  6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.51) มีมูลค่า 87,212.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.1% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน  ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 88,279.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 33.6% ทำให้ในช่วง        6 เดือนแรกไทยขาดดุลการค้า 1,067.3 ล้านเหรียญสหรัฐ  "การส่งออกในเดือนนี้มีมูลค่าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องจากเดือนก่อน ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายการส่งออกทั้งปีที่ 12.5% มูลค่า 171,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีโอกาสเป็นไปได้สูง แต่เป้าหมายท้าทายที่ 15% นั้นยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าจะสามารถทำได้หรือไม่" นายศิริพลกล่าว

ด้านนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนของไทยในช่วงครึ่งปีหลังคงจะชะลอตัว ทั้งการลงทุนของนักลงทุนไทยและการลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ซึ่งสาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐที่มาเป็นระลอก ซึ่งทั้งหมดกระทบกับความรู้สึกของนักลงทุน ดังนั้นประเมินแล้วเป้าหมายตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ตั้งไว้ทั้งปี 6 แสนล้านบาทคงจะยาก แค่ให้ได้ในระดับ 3 แสนล้านบาทก็นับว่าดีแล้ว

ด้าน นพ.สุรพงษ์  สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้าจะหารือกับผู้บริหารของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่ง เกี่ยวกับแนวทางการชะลอการใช้มาตรฐานทางบัญชีใหม่ (IAS 39) และเลื่อนใช้มาตรฐานบาเซิล 2 ออกไปอีกระยะหนึ่งด้วย รวมถึงหารือแนวทางการลดส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก (สเปรด) จากปัจจุบันอยู่ที่ 4% ให้เหลือ 2% เพื่อให้แบงก์รัฐเข้ามาช่วยเหลือประคับประคองเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างชะลอตัว ซึ่งเห็นว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้สามารถผ่อนคลายเพื่อแบ่งเบาภาระประชาชนได้ รวมถึงจะหารือว่าด้วยว่าหากชะลอใช้เกณฑ์เหล่านี้แล้วต้องเพิ่มทุนหรือไม่  "แบงก์รัฐอ่อนแอลงหรือไม่นั้น เห็นว่าแบงก์รัฐ       จะอ่อนแอลงหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การปฏิบัติตามกฎเรื่องไอเอเอส 39 หรือบาเซิล 2 หรือไม่  แต่อยู่ที่การบริหารความเสี่ยงมากกว่า" นพ.สุรพงษ์กล่าว

นอกจากนี้ ได้ให้นโยบายแก่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปเตรียมหามาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมามีหลายมาตรการได้มีการศึกษาไว้ แต่ยังไม่มีบทสรุป และ หลายมาตรการต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เช่น มาตรการเน้นส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจะมีผลช่วยสร้างรายได้       ใน 6 เดือนข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น  ทั้งนี้ เรื่องนี้อาจมีการหารือกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย  ส่วนการลดภาษีนิติบุคคลนั้น  ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่ได้สรุป แต่ก็ยืนยันว่ามาตรการภาษีเป็นอีกวิธีหนึ่งที่กระทรวงการคลังสนใจ

ไทยโพสต์  แนวหน้า  23  ก.ค. 2551