เราควรหันกลับมาพัฒนานวัตกรรมเดิมๆที่ถูกละเลยไป ให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น เราไม่ต้องเหนื่อยในการคิดเรื่องใหม่ทุกครั้งไปเพื่อสอดรับกับปัญหาให้ทัน และมีระบบการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพเป็นคลังทางปัญญามาเป็นต้นทุนการแก้ไขปัญหา

การศึกษาที่มุ่งให้คนในชุมชนภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตัวเอง คือ เครื่องมือพัฒนาปัญญาที่เป็นธรรมอย่างยิ่งสำหรับคนชายขอบ เพราะการศึกษากระแสหลักผลักคนให้ห่างไกลจากโลกของเขามากขึ้น โดยการเน้นเรียนรู้โลกใหม่ ภูมิใจเรื่องราวถิ่นอื่น และไม่เห็นค่าทุนที่มีอยู่ของตัวเอง อีกทั้งสร้างอัตตาเพื่อแข่งขันในกระแสทุนนิยมที่ไม่สร้างสรรค์

ผมนั่งอ่านหนังสือ เกี่ยวกับ นวัตกรรมการศึกษาที่เรื่องราวเก่าๆแต่ไม่ล้าสมัย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมมองว่า เราได้คิดค้นนวัตกรรม แนวทาง และกลวิธีดีๆขึ้นมามากมาย สุดท้ายเราละทิ้งไม่ได้นำผลผลึกของงานเหล่านั้นมาใช้เพื่อพัฒนาพื้นที่จริงๆ หรือใช้ก็เพียงชั่วครั้งชั่วคราว การพัฒนาจึงเป็นแบบไม่ประติดประต่อ ไม่มีความต่อเนื่อง

กือเต๊าะ บาเญาะ ดุ วิ บาเญาะ

เป็นนวัตกรรมที่ ๒ ที่ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ นำมาใช้ในพื้นที่ ๓ จชต. (ยุค พ.ศ.๒๕๑๓ - ๒๕๒๔) เป็นการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จ (functional Literacy) หลักการนี้คือใช้ "หนังสือหน้าเดียว" อ่านวันละหน้าเสนอด้วยประโยคง่ายๆให้นักศึกษาได้อ่านแล้วสนทนาภายใต้การนำของครูผู้สอน หลักสูตรนี้ใช้เวลา ๖ เดือนจบ รับเฉพาะผู้เรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับแล้ว

วิธีคิดของนวัตกรรมนี้ คิดมาจากสื่อส่วนกลางที่มีเนื้อหาการเรียนที่ว่า

"ข้าวมาก เงินมาก"

"ปลามาก เงินมาก"

ในหนังสือเรียนดังกล่าวที่ใช้ในเฉพาะเขตการศึกษาที่ ๒ ยะลา ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็น สำนักตรวจราชการเขต ๑๒ (ยะลา เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมา)  เปลี่ยนเนื้อหาการเรียนจากภาษาไทย มาเป็นภาษามลายู

กือเต๊าะ บาเญาะ ดุวิ บาเญาะ

อีแก บาเญาะ ดุวิ บาเญาะ

ปาดี บาเญาะ ดุวิ บาเญาะ

ฯลฯ

ชั่งโมงแรกในห้องเรียน  "การศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จ" ที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ครูแจก "ปกหนังสือ" ชนิดมีลวดทองแดงร้อยให้นักศึกษาคนละชุด พร้อมหนังสือหน้าแรกที่มีข้อความโตๆ

กือเต๊าะ บาเญาะ ดุ วิ บาเญาะ

พอมาถึงบทที่จะสอนอ่าน ครูก็อ่านให้ฟังเป็นภาษามลายู บางคนก็อ่านเองได้ ดร.โมฮัมหมัด อับดุลกาเดร์ (ผอ.กศน.ยะลาในขณะนั้น) ได้อธิบายว่า "นักศึกษาเคยผ่านการเรียนภาษาไทยมาแล้ว เพียงแต่ลืมไปชั่วคราว พอมาเห็นรอบใหม่ ใช้เวลาไม่นานก็อ่านได้ จำได้ ยิ่งเขียนด้วยสำเนียงมลายูด้วยแล้ว พออ่านปั้บก็เข้าใจความหมายทันที นักศึกษาเพียงทำความเข้าใจกับพยัญชนะ (สัญลักษณ์) เท่านั้น ส่วนเสียง (Sound) และความหมาย(Meaning) สามารถเข้าใจได้ทันที นี่คือปรัชญาการใช้ ๒ ภาษาในการสอน ซึ่งจะเข้าใจเร็วกว่าที่ต้องเรียนพร้อมกัน ๓ อย่าง คือ สัญลักษณ์/เสียง/ความหมาย"

ซึ่งการสอนต่อไปเป็นการสอนบทสนทนา นักศึกษาสามารถอภิปรายเป็นภาษามลายูได้ด้วย การเรียนรู้นั้นจะสนุกและเร้าความสนใจเพราะเป็นเรื่องราวของตนเอง ผ่านความคุ้นชิน บรรยากาศการเรียนรู้จึงผสมระหว่างองค์ความรู้กับประสบการณ์ของนักศึกษาพร้อมๆกันไป

 

ที่ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนบันทึก ผมขอมองในส่วนของผู้อยู่ข้างนอกว่า พัฒนาการของการศึกษาที่นำมาทดลองในพื้นที่ ได้สรุปบทเรียนและส่วนหนึ่งประสบความสำเร็จมาเป็นอย่างดี แต่เราไม่ได้มีการ "การจัดการความรู้" (Knowledge management )ที่เป็นระบบ ผลึกผลที่มีคุณค่าเหล่านั้นจึงถูกพับเก็บไว้ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น และเราก็เร่งการแก้ปัญหาใหม่ๆ ซึ่งก็ถูกต้องแล้วครับ แต่บางครั้งเราไม่ทันต่อปัญหาที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และซับซ้อนด้วยเงื่อนไขใหม่ๆ

ผมเพียงอยากจะเสนอว่า เราควรหันกลับมาพัฒนานวัตกรรมเดิมๆที่ถูกละเลยไป ให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้น เราไม่ต้องเหนื่อยในการคิดเรื่องใหม่ทุกครั้งไปเพื่อสอดรับกับปัญหาให้ทัน และมีระบบการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพเป็นคลังทางปัญญามาเป็นต้นทุนการแก้ไขปัญหา

ครูฮาบิบ๊ะ แห่งโรงเรียนดารุลอูโลมนิบงบารู

 

ผมได้สนทนากับคุณครูฮาบิบ๊ะ เหมจำ แห่งโรงเรียนดารุลอูโลมนิบงบารู

("ฮาบีบ๊ะ" แปลว่า "ที่รัก" ส่วนชื่อโรงเรียน ดาอุลอูโลมนิบงบารู แปลว่า "โรงเรียนเมืองใหม่"  - ดารุลอูโลม แปลว่า "โรงเรียน "  นิบง แปลว่า "แห หรือเมือง"  และบารูแปลว่า "ใหม่")

ครูฮาบิบ๊ะ แปลความ อักษรมลายูให้ผมได้เข้าใจง่ายๆดังนี้ครับ

กือเต๊าะ บาเญาะ ดุวิ บาเญาะ = ยางเยอะ เงินเยอะ

อีแก บาเญาะ ดุวิ บาเญาะ = ปลาเยอะ เงินเยอะ

ปาดี บาเญาะ ดุวิ บาเญาะ = ข้าวเยอะ เงินเยอะ

แต่ผมและเธอเห็นพ้องกันว่าในสถานการณ์ใต้ขณะนี้ น่าจะเขียนใหม่ว่า

"กือเต๊าะ บาเญาะ ตาปี บูเล๊ะ ดุวิ เต๊าะบาเญาะสามะ การยอแอ ตีเดาะดีสื่อนั่นกัน "

แปลความได้ว่า  "ยางเยอะ แต่ได้เงินไม่เยอะ เพราะสถานการณ์ความไม่สงบ"

 

 


 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

๒๒ ก.ค.๕๑

๑๐.๕๙ น.

 

อ้างอิงข้อความบางส่วนจาก :  หนังสือ "สู่เหย้า เขตการศึกษา ๒"  ,๒๕๔๙,ไม่ปรากฏสำนักพิมพ์