"สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" รอจังหวะชงแพ็กเกจใหญ่ กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มรายได้ เตรียมถก สศค. ก่อนคลอดมาตรการใหม่ ครอบคลุมการใช้ธนาคารรัฐนำร่อง ลดส่วนต่างดอกเบี้ย-ชะลอปฏิบัติตามเกณฑ์ IAS39 พ่วงขึ้นเงินเดือนข้าราชการยกแผง ด้านนักวิชาการชี้ 6 มาตรการได้ไม่คุ้มเสีย แค่แก้ปัญหาแบบเปลี่ยนแปลงตัวเลขให้ดูดีขึ้น    ไม่ได้เปลี่ยนแปลงต้นทุนที่แท้จริง หวั่นยิ่งกระตุ้นการใช้จ่าย คนประหยัดน้อยลง

นับจากรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช ได้นำมาตรการบรรเทาผลกระทบ 6 ด้าน เป็นระยะเวลา 6 เดือนออกมาใช้ระยะหนึ่ง ซึ่งได้รับกระแสตอบรับด้วยดีจากประชาชนกระทรวงการคลังกำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่อไปเข้ามาเติม ซึ่งเน้นหนักไปที่การเพิ่มรายได้

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง เปิดเผยว่า ไม่เคย  คิดมาก่อนว่าราคาน้ำมันจะพุ่งเร็วเกินคาด จึงต้องคิดมาตรการเร่งด่วนมาบรรเทาผลกระทบ ซึ่งทั้ง 6 มาตรการนี้    เพื่อรองรับราคาน้ำมันที่ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะนี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลง จึงคาดว่าคงไม่ถึง 200 ดอลลาร์    ต่อบาร์เรล ยกเว้นเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ดังนั้น จึงเชื่อมาตรการดังกล่าวว่าพอรับมือได้ แต่จะไม่ประมาท โดยระหว่างที่รอผล 6 เดือน จะเตรียมมาตรการเพิ่มรายได้เป็นแพ็กเกจใหญ่ออกมาอีก  "ยืนยันว่า มาตรการนี้ไม่ยืดเยื้อ 6 เดือนจบแน่ หลังจากนั้นโครงการเมกะโปรเจ็กต์จะได้เห็นอย่างแน่นอนโดยเฉพาะสายสีม่วง ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่า
จะกระทบฐานะการคลังหรือไม่นั้น จากการจัดเก็บรายได้
9 เดือนปีนี้ ตอนนี้เกินเป้าไป 3 หมื่นกว่าล้านบาท คนวิจารณ์ชอบคิดไปว่าทำแล้วเสียรายได้เท่าไหร่ แต่ไม่มองกลับกันถ้าไม่ทำแล้วจะเสียรายได้เท่าไหร่ วันจันทร์ที่ 21 ก.ค.นี้        จะเชิญ สศค.มาประเมินสถานการณ์มาตรการที่ออกไปก่อนหน้าทั้งหมด และให้วิจารณ์ 6 มาตรการนี้ด้วย และ ผมจะไม่รอผล 6 มาตรการนี้จะเดินหน้ามาตรการอื่น ๆ ต่อไป"

รมว.คลังกล่าวว่ามาตรการบรรเทาทุกข์ 6เดือนนั้นมีความจำเป็นที่รัฐต้องช่วยเหลือคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้เพราะผลกระทบจากภาวะราคาน้ำมันแพง แต่หลังจากนี้รัฐบาลจะต้องออกมาตรการที่จะทำให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน และหากมาตรการการเงินไม่ได้ผลจะทำให้เศรษฐกิจเกิดการชะลอตัว "รูปแบบของมาตรการการคลังที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่นี้เน้นไปที่การสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับประชาชนคาดว่าจะใช้งบประมาณอีกไม่มาก และถ้านโยบายการเงินสอดคล้องกับมาตรการด้านการคลังก็จะทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้นแต่ถ้าไม่ตรงกันก็ลำบาก" รมว.คลังกล่าว

น.พ.สุรพงษ์กล่าวต่ออีกว่า ที่ตั้งใจจะทำต่อไปคือ ให้ธนาคารรัฐลดส่วนต่างดอกเบี้ยลงปัจจุบันอยู่ที่ 4% ขณะที่ต่างประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 2% โดยให้แบงก์รัฐเป็นแกนนำตลาด จะเชิญแบงก์รัฐมาหารือภายในสัปดาห์นี้ และให้แบงก์รัฐชะลอการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานบัญชีใหม่ IAS39 ออกไป เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยที่ตนเป็นห่วงมาก เพราะต่างกับรายใหญ่ที่มีช่องทางระดมทุนมากกว่าและการผ่อนคลายกฎระเบียบนี้อยู่ที่อำนาจกระทรวงการคลัง    ไม่ต้องหารือแบงก์ชาติ  ส่วนนโยบายดอกเบี้ยที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพิ่งปรับขึ้นไปนั้น ตนมีความกังวล เพราะ ธปท.พูดว่า หากคุมเงินเฟ้อจะขึ้นดอกเบี้ยอีก "ประเด็นนี้ผมกังวลมาก คงต้องมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันให้มากกว่านี้"

ในแง่ความคาดหวังของรัฐบาลต่อ 6 มาตรการบรรเทาผลกระทบนั้น แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง     ให้ความเห็นว่า 6 มาตรการเป็นการตัดตอนเงินเฟ้อไม่ให้สูงมาก คาดว่าหลังจบมาตรการนี้ (6 เดือน) จะทำให้เงินเฟ้อในต้นปีหน้า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันจะไม่สูงไปกว่าต้นปี 2551 ทั้งนี้ อยู่บนสมมติฐานว่า ราคาน้ำมันดิบ 130-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีหน้า ก็จะยุติมาตรการนี้ แต่ถ้าราคาน้ำมันตอนนั้นขึ้นไป 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจจะต้องขยายเวลาหรือคิดมาตรการใหม่มาเสริม  "เงินเฟ้อที่ 8% และกำลังจะเป็นเลข 2 หลัก มาจากน้ำมัน ดังนั้น จึงต้องลดราคาน้ำมันลง แม้จะไม่เห็นด้วย จริง ๆ ควรจะลดเฉพาะดีเซล การลดในส่วนนี้ก็ช่วยกดเงินเฟ้อไม่ให้สูงมาก ส่วนการเพิ่มรายได้คาดว่าจะประกาศสัปดาห์หน้า เช่น การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการประจำปี ซึ่งปกติปรับขึ้นอยู่แล้ว แต่ปีนี้จะปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติอีกเล็กน้อย เดิมขึ้นแต่ชั้น ผู้น้อย แต่คราวนี้ขึ้นให้ทั่วถึง นอกจากนี้การเพิ่มรายได้ในส่วนของครูทั่วไปและครูกรมอาชีวศึกษา จะหาอาชีพเสริมให้มากขึ้น กำลังคิดหลักสูตรอยู่" แหล่งข่าวกล่าว

ภายใต้สมมติฐานผลกระทบต่อเศรษฐกิจส่วนรวมสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดการณ์ว่า 6 มาตรการจะทำให้สามารถตรึงอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2551 ไม่ให้เกิน     ร้อยละ 6-7 ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.3-0.5 และสามารถ     เพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนได้ประมาณ 1,000-1,500บาท และทำให้เกิดการกระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท/ครัวเรือน/เดือน (ครอบคลุมประมาณ 9.85 ล้านครัวเรือน)  โดยผลกระทบแบ่งเป็นรายมาตรการ อาทิ    
การปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์
2.30-3.90 บาท/ลิตร เมื่อเทียบเป็นราคาน้ำมันดิบจะลดลง 10-12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อไม่สูงไปกว่าไตรมาสที่ 2 ที่ประมาณร้อยละ 9   ผลกระทบจากมาตรการการปรับลด ค่าสาธารณูปโภค (น้ำประปา/ไฟฟ้า) ประชาชนจะได้รับประโยชน์ประมาณ 9.85 ล้านครัวเรือน โดยสามารถลดค่าใช้จ่าย ประมาณ 300-400 บาท/ครัวเรือน/เดือน ส่วนมาตรการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางจะทำให้รายจ่ายลดลงประมาณ 400-500 บาท/คน/เดือน

สมมติฐานดังกล่าวสภาพัฒน์รายงานต่อคณะรัฐมนตรีว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2551 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกินกว่าระดับ 140 ดอลลาร์    ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรในเดือนมิถุนายน ปรับสูงขึ้นกว่าร้อยละ 36 ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภค หรืออัตราเงินเฟ้อ ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ระดับร้อยละ 8.9 และในช่วงครึ่งปีแรก อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 6.3 และยังมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ต่อไปอีก 1-2 ไตรมาส ทั้งนี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบ       จะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 120-140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลอดทั้งปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

ในมุมมองของนักวิชาการแล้ว บางส่วนแสดงความเป็นห่วงว่า มาตรการบรรเทาผลกระทบ 6 ด้าน 6 เดือนของรัฐบาล ที่ใช้เม็ดเงินไปประมาณ 50,000 ล้านบาท เป็นการดำเนินนโยบายที่ได้ไม่คุ้มเสีย ดังความเห็นของ      ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งระบุว่า มาตรการทั้งหมดล้วนเป็นการกระตุ้นให้คนประหยัดน้อยลง ทั้งที่ในภาวะขณะนี้สังคมไทยต้องการให้คนประหยัดมากขึ้น  "สิ่งที่รัฐบาลทำ  เหมือนเป็นการแก้ปัญหาแบบเปลี่ยนแปลงตัวเลขให้ดูดีขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงต้นทุนที่แท้จริง กล่าวคือมาตรการต่าง ๆ เป็นการทำให้มีต้นทุนในรูปแบบอื่นเพิ่มขึ้น เพราะการให้ใช้ไฟฟ้า น้ำประปาฟรี การขึ้นรถไฟ รถเมล์ฟรี และลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จริงๆ แล้วไม่ได้มีต้นทุนแค่เม็ดเงิน 50,000 ล้านบาทที่ใช้ไป แต่มีภาระในรูปอื่นเพิ่มขึ้นด้วย เช่น หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องต้องแบกรับภาระขาดทุนจากการดำเนินมาตรการครั้งนี้ ซึ่งบางแห่ง ก็มีปัญหาฐานะการเงินอยู่แล้วยิ่งมีภาระเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นต้นทุนของสังคม"

ดร.ตีรณยังวิจารณ์ด้วยว่า สิ่งที่น่าห่วงคือหากไม่สามารถยกเลิกมาตรการดังกล่าวได้ตามที่กำหนดใน 6 เดือน รัฐบาลก็ต้องคอยหาเงินมาอุดหนุน ในที่สุดเม็ดเงินที่ใช้อาจไม่ใช่แค่ 50,000 ล้านบาท อาจเพิ่มขึ้นเป็น  100,000 ล้านบาทก็ได้ ซึ่งอาจทำให้ดุลเงินสด และฐานะการคลังย่ำแย่ เป็นช่องทำให้เกิดวิกฤตได้มากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ยังเป็นความเสี่ยงในระยะยาว เพราะหากราคาน้ำมันยังอยู่ระดับสูงต่อเนื่อง ถ้าประเทศอื่นปรับตัวได้ดีกว่าเราจะเสียโอกาส เนื่องจากปรับตัวได้ช้ากว่าและยังเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดทางอีกด้วย เพราะมาตรการดังกล่าวไม่ได้ ทำให้เกิดการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ แต่กลับกระตุ้นให้มีการใช้พลังงานมากขึ้นในกรณีของน้ำมันที่ได้รับการลดภาษีสรรพสามิต  "การทำนโยบายแบบนี้ส่วนหนึ่งสะท้อนว่า รัฐบาลไม่มีความพร้อมที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างถูกวิธี แต่เลือกที่จะทำแบบง่าย ๆ แต่ผลกระทบที่ตามมามีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะมาตรการที่รัฐออกมาเป็นเพียงการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อน แต่ไม่สามารถทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ กลายเป็นนโยบายหนีปัญหามากกว่า" ดร.ตีรณกล่าว ในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากด้านซัพพลาย หรือต้นทุนการผลิต ดร.ตีรณเสนอแนะว่า แนวทางแก้ไขมีหลักการที่สำคัญคือต้องปรับพฤติกรรมผู้บริโภคให้เน้นการประหยัดและหันมาใช้พลังงานทดแทนขณะที่ผู้ผลิตต้องปรับเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการผลิต ดังนั้นถ้ามาตรการใด ๆ ออกมาไม่สามารถทำให้ประชาชนปรับพฤติกรรมผู้บริโภคให้เน้นการประหยัด และผู้ผลิตมีประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น ถือว่ามาตรการนั้นล้มเหลว

สำหรับเม็ดเงิน 50,000 ล้านบาทที่รัฐบาลใช้ใน 6 มาตรการ 6 เดือน โดยเฉพาะเม็ดเงินที่นำไปลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลดร.ตีรณเห็นว่า"หากนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้ในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน จะได้ประโยชน์มากกว่า เช่น นำไปส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ หรือนำไปลดภาษีนำเข้าสำหรับรถประหยัดพลังงาน หรือรถที่ไม่ใช้น้ำมัน ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่า นอกจากนี้ยังเห็นว่าการนำเม็ดเงินดังกล่าวไปลงทุนสร้างรถไฟฟ้ายังดีกว่าการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลด้วยซ้ำไป"

                                                                                                                   ประชาชาติธุรกิจ  21  ก.ค.  2551