'กฤษฎีกา' ฟันธง ห้ามอปท.ติดรูป-ข้อความ บน 'สิ่งของ' มีสิทธิถูกถอดได้ตามรธน.
นสพ.มติชนรายวันออนไลน์
ผู้อ่าน 34 คน วันที่ 20 กรกฎาคม 2551 เวลา 21:32:29 น.
กฤษฎีกาชี้ชัดผู้บริหาร-สมาชิกสภาท้องถิ่นไม่สามารถติดรูป-ข้อความบนสิ่งของบ่งบอกการสนับสนุนได้ ฝ่าฝืนเข้าข่ายถูกถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ นายก อบจ.หลายจังหวัดหนาว หลังซื้อหนังสือแจกโรงเรียนตีพิมพ์รูปตัวเองหราหลัง รธน.ประกาศใช้ ส.ค.2550 มท.สั่งผู้ว่าฯสอบทั่วปท.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เผยแพร่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ที่มีผลต่อการเมืองท้องถิ่น โดยชี้ว่าการติดข้อความบนสิ่งของหรือปิดประกาศว่าเป็นงบประมาณของใคร โดยการเสนอของใคร อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ และอาจเป็นเหตุให้ผู้กระทำการเช่นนั้นถูกถอดถอนได้ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เนื่องจากมีบทบัญญัติห้ามใช้สถานะหรือตำแหน่งเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซง เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม จากคำวินิจฉัยของกฤษฎีกาดังกล่าว น่าจะมีผลให้ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หลายแห่งถูกถอดถอนจากตำแหน่ง เนื่องจากจัดพิมพ์รูปตัวเองพร้อมระบุด้วยว่าเป็นการสนับสนุนจากผู้บริหารท้องถิ่นไว้ในปกหนังสือเรียนเสริมและสื่อการเรียนการสอนแพร่ ซึ่งเป็นการกระทำภายหลังจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ประกาศใช้เมื่อเดือนสิงหาคม 2550
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อไปว่า ขณะนี้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการจัดซื้อหนังสือเรียนเสริมและสื่อการเรียนการสอนส่อไปในทางทุจริตมิชอบ กระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนควบคู่กันไป เบื้องต้นพบว่า มีผู้บริหาร อบจ.หลายจังหวัดดำเนินโครงการจัดซื้อหนังสือแจกจ่ายตามโรงเรียนโดยพิมพ์รูปตัวเองลงไปในปก อันเป็นการดำเนินการภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายถูกถอดถอนได้ตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
สำหรับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ดังกล่าว สืบเนื่องจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มีหนังสือลงวันที่ 4 ตุลาคม 2550 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า ตามที่ กทม.ได้จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 และงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2551 เสร็จแล้ว แต่เนื่องจากในการพิจารณางบฯรายจ่ายดังกล่าว สมาชิกสภา กทม. (ส.ก.) ได้แปรญัตติไว้ ทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมสองประเด็น ดังนี้
1.การที่มาตรา 287 วรรคสี่ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 168 วรรคหก มาใช้บังคับกับการจัดทำงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยอนุโลมนั้น ใช้บังคับเฉพาะงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา หรือครอบคลุมไปถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้จัดทำเสร็จแล้วด้วย
2.ในส่วนของการใช้จ่ายงบฯแปรญัตติของ ส.ก.หรือคณะกรรมการวิสามัญที่ ส.ก.แต่งตั้ง จะมีการติดข้อความบนสิ่งของหรือปิดประกาศว่าเป็นงบประมาณของ กทม. โดยการเสนอของ ส.ก.ในโครงการต่างๆ ได้หรือไม่ อย่างไร เนื่องจากประเด็นปัญหาดังกล่าวมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของ กทม.ทั้งในด้านการบริหารและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการจัดทำงบฯและการใช้จ่ายงบฯ
คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 ได้พิจารณาข้อหารือดังกล่าวแล้ว มีความเห็นดังนี้ ประเด็นที่หนึ่ง เห็นว่า ในการจัดทำงบฯของ อปท.นั้น มาตรา 287วรรคสี่ [1] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้นำบทบัญญัติมาตรา 168 วรรคหก [2] มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือของคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้ การนำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาใช้บังคับกับการจัดทำงบฯรายจ่ายประจำปีของ กทม.ต้องพิจารณาในระหว่างที่มีการพิจารณางบฯของ ส.ก.หรือคณะกรรมการวิสามัญที่สภา กทม.แต่งตั้งขึ้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า กทม.ได้จัดทำงบฯรายจ่ายประจำปี 2550 และงบฯรายจ่ายประจำปี 2551 เสร็จสิ้นก่อนที่บทบัญญัติ มาตรา 287 [3] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีผลใช้บังคับ กรณีนี้จึงไม่เป็นการต้องห้ามตามมาตรา 168 วรรคหก [4] แต่อย่างใด
ประเด็นที่สอง เห็นว่า เมื่อมาตรา 284 [5] ว่าด้วยเรื่องสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้นำบทบัญญัติมาตรา 266 [6] มาใช้บังคับกับสมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี ด้วยโดยอนุโลม โดยบทบัญญัติดังกล่าวได้ห้าม ส.ส. และ ส.ว. ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็น ส.ส. และ ส.ว.เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม กรณีการติดข้อความบนสิ่งของหรือปิดประกาศว่าเป็นงบประมาณของ กทม. โดยการเสนอของ ส.ก. จึงอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามหมวด 12 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 2 การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และอาจเป็นเหตุให้ผู้กระทำการเช่นนั้นถูกถอดถอนได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=41686&catid=19
เราจำเป็นต้องตรวจสอบหนังสือเว้นที่เป็นข่าวอีกครับ เพื่อให้ทราบว่า มีการตรวจสอบหรือไม่อย่างไร โดยใคร องค์กรไหน เนื่องจากข้อที่กล่าวประจักษ์แจ้ง เป็นข่าวที่สำเนามาครับ เหตุที่นำเผยแพร่เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ควรพลาดจริง ๆ ครับ
เขาว่ากันว่าอีก หากไม่อยากผิด หรือ พ้นผิด ก็รณรงค์แก้ไข รธน.ก็สิ้นเรื่อง เรียกว่า แก้สเปคซะ หรือไม่ก็ออก รธน.นิรโทษ ติดตามข่าวสารบ้านเมืองขณะนี้ ยังฟังรายการนายกฯ แล้วมึนจริง ๆ เป็นผู้หลัก ผู้ใหญ่ ผู้นำประเทศพูดมาแบบนี้เสียแล้ว?