วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม 2551

            นี่เป็นวันที่สองที่เราอยู่ที่สมุยกันครับ คุณจ้าเธอตื่นเวลา 6 โมงเช้ากว่าๆ กลิ้งไปกลิ้งมาน่าตบกะโหลกนัก เพราะพ่อกับแม่อยากงีบต่อ ส่วนพี่แป้งนั้นเธอนอนสบายกว่าคนอื่น เพราะไม่ต้องมานอนเบียดพ่อกับแม่บนเตียง น้าอ้อจัดแจงโซฟาในห้องที่ตัวใหญ่โตไว้ให้เป็นที่นอนส่วนตัวของเธอ ผ้าห่มหนาเตอะปิดตัวเธอจนเกือบมิด เธอเลยได้หลับสบายทั้งคืน

            6.58 น.ปั๊บ ก็ถูกคุณจ้าบังคับตื่น ผมจึงปลุกเจ้าลูกสาวหัวปีเพื่อที่จะให้ไปลงเล่นที่ชายหาดยามเช้ากัน

            หาดบ่อผุดเป็นอ่าวที่หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ในตอนเช้า ผมจึงคิดว่ามันเป็นฮวงจุ้ยที่ดีอย่างยิ่ง ดังนั้นการตื่นเช้าวันนี้ (จริงๆแล้วมันก็สายนั่นแหละ) จึงเป็นการดีที่ร่างกายจะได้มาถูกแดดอ่อนๆซะบ้าง ผมเองนั้นยืนเฝ้าสองสาวเล่นทรายชนิดที่เรียกว่าวิญญาณยังไม่เข้าร่าง เพราะกาแฟยังไม่ตกถึงท้องสักหยด อีกทั้งปวดหัวนิดๆเนื่องจากฤทธิ์คุณไวน์แดงที่กินกันขวดหนึ่งเมื่อคืนนี้ ฮ่า ฮ่า

            เครื่องบินเที่ยวแรกที่ออกมาจากสุวรรณภูมิเริ่มมาถึงสมุยแล้ว จากที่ที่ผมยืนอยู่ เราสามารถเห็นเครื่องบินบินลงได้ทั้งวัน เดี๋ยวนี้บินไทยก็มาลงสมุยแล้ว เขาก็มาใช้สนามบินที่บางกอกแอร์เวย์ใช้นั่นแหละ ผมอยู่ที่หาดบ่อผุด มองทางขวาก็เห็นเครื่องบิน หากอยู่เฉวงต้องมองทางแหงนมาทางซ้ายจึงจะเห็นเครื่องบิน (ไม่ต้องเห่านะครับ) ตอนนี้สองสาวชักอยากจะลงทะเล แต่พ่อมันไม่ยอม เพราะน้ำทะเลมันตากน้ำค้างมาทั้งคืน มันจึงเย็นไปหน่อย อีกอย่าง ตอนนี้ผมชักหิวแล้วด้วย จึงใช้สิทธิ์บังคับลูกๆขึ้นไปกินมื้อเช้ากันก่อน

            กาแฟของที่รีสอร์ทนี้ใช้กาแฟสดที่แขกต้องไปยืนกดปุ่มเอาเอง ไม่ใช่กาแฟชงที่มารินให้แบบที่อื่น เรื่องนี้มีที่มาครับ

            หวั่งมาอยู่ที่สมุยนี่หลายปีแล้ว ทั้งนี้ไม่ใช่เป็นการหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามผู้หญิงมาแต่อย่างใด แต่หวั่งมาหาช่องทางในการทำมาหากิน อ้อทำรีสอร์ท หวั่งทำการค้าขาย เขาขายกาแฟและน้ำผลไม้เพื่อส่งตามโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆครับ หวั่งเริ่มจับธุรกิจกาแฟตั้งแต่เริ่มมาอยู่สมุยใหม่ๆ ตอนนั้นเขาเริ่มซื้อเมล็ดกาแฟมาคั่วเอง เริ่มจากไปซื้อเครื่องคั่วถั่วที่เวิ้งนาครเกษมมาใช้ แรกๆนั้นล้มเหลวมาตลอด แต่เขาเป็นพวกที่หมกมุ่นกับงานครับ เขาจมอยู่กับกาแฟทั้งวัน หาอ่านจากหนังสือจนเริ่มมีความรู้กับมัน ในที่สุดก็ค่อยๆพัฒนาฝีมือการคั่วกาแฟได้จนมีรสชาติที่เขาถูกใจ จากนั้นจึงไปจ้างให้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งสร้างเครื่องคั่วกาแฟให้ตามสเป๊กที่เขาระบุ และยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้

            กาแฟของหวั่งถูกส่งขายตามโรงแรมต่างๆ เครื่องชงกาแฟตามที่ต่างๆนั้นหวั่งก็เป็นคนไปดูแลและเซ็ตการทำงานของมันเพื่อให้ได้กาแฟความเข้มข้นต่างๆ ผมละซูฮกกับเพื่อนของผมคนนี้จริงๆ และกาแฟของหวั่งก็อร่อยชุ่มชื่นหัวใจของผมซะจริงๆ เวลากดปุ่มทำงานของเครื่อง ผมก็จะได้ยินเสียงเครื่องมันบดกาแฟ จากนั้นน้ำกาแฟก็จะค่อยๆไหลลงมาในถ้วย ฉาบผิวบนของมันด้วยฟองของกาแฟจริงๆ เขาว่านั่นคือมันของกาแฟ มันเหมือนเราคั้นกะทิแล้วมีหัวกะทินั่นแหละ เริ่มได้กลิ่นกาแฟของเพื่อนผมแล้วใช่ไหมครับ

            ราวเกือบปีที่ผ่านมานี้ หวั่งเริ่มธุรกิจตัวใหม่ควบคู่ไปกับกาแฟก็คือ ขายน้ำผลไม้ เขาบอกว่า เขาขายอาหารเช้า วิธีการคิดในการทำธุรกิจของหวั่งก็คือ เขามีทุนน้อย ดังนั้นธุรกิจของเขาจะลงไปนานๆแล้วรอกำไรกลับคืนมาไม่ได้ ต้องเป็นของที่ซื้อมาแล้วขายไปเร็วๆ เงินก็เข้ากระเป๋าเร็ว ดังนั้นอาหารเช้าจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง เขาบอกผมอีกว่า ขายอาหารเช้านั้นกำไรเห็นๆ เพราะแขกกินมื้อเช้าในโรงแรมเกือบ 100 % แต่มื้ออื่นๆเขากินข้างนอก ดังนั้นอาหารเช้าจึงเป็นคำตอบของกำไร ใครอยากรู้ว่ารสชาติของน้ำผลไม้ที่ว่านั้นเป็นอย่างไร ก็ลองไปสมุยแล้วกินอาหารเช้าของโรงแรมในสมุยครับ ฮ่า ฮ่า

            เสร็จมื้อเช้าอย่างอิ่มหนำ เราสามคนพ่อลูกก็พากันไปลงสระ น้ำยังอุ่นอยู่เลยครับ เช้าวันนี้แป้งเธอพยายามหัดตีลังกาใต้น้ำ หัดดำน้ำบุ๋งๆ แรกๆก็ตูดโผล่ยังกะเป็นวาฬ แต่เมื่อเริ่มรู้หลักการดำน้ำ เธอก็สามารถดำน้ำไปได้ไกลๆเลยครับ เช้านี้กว่าจะขึ้นก็ปาเข้าไปเกือบ 11 โมงแล้ว อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ขึ้นรถไปที่บ้านท้องกรูด บ้านท้องกรูดเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของแม่ผม ที่ท้องกรูดนี้จะอยู่ฟากตรงข้ามกับบ่อผุด มันหันหน้าไปทางทิศตะวันตก มองเห็นเกาะแตนเป็นฉากหน้า แล้วมีสุราษฎร์ฯแผ่นดินใหญ่เป็นฉากหลัง บริเวณนี้ไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพราะว่าชายหาดเป็นหินโสโครก ว่ายน้ำลำบาก แต่ที่นี่จะเป็นแหล่งอาหาร เพราะมีปลา สาหร่าย วาย ปูและปลิง มากมาย สมัยเด็กๆที่ผมมาอยู่กับทวด ตื่นเช้ามาต้องลงทะเลเพื่อไปเก็บสาหร่ายข้อมาให้ทวดยำให้กินเสมอ ถือข้องไป 1 ใบ ฉมวกแทงปูปลา 1 อัน เวลาเพียงชั่วโมงกว่าๆก็ได้ของกินมาเพียบ

            ผมให้แม่โทรศัพท์ไปหา พี่สา พี่สะใภ้ของผม เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ผมและครอบครัวพร้อมกับเพื่อนจะมากินข้าวเที่ยงฝีมือนางสะใภ้เอกของครอบครัวเรา พี่สานี่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นแม่ครัวครับ เธอทำอาหารเก่ง ทำได้หลายอย่างและรวดเร็ว มื้อนี้ผมจึงพาอ้อและหวั่งให้นั่งร่วมทางร่วมท้องไปด้วยกัน

            แกงส้มปลาขาว ต้มขมิ้นปลากระบอก ปลาเสียดทอด ทั้งสามปลานี้หาจากหน้าหาดท้องกรูด ส่วนจานสุดท้ายคือหมึกกล้วยผัดกับหอมใหญ่ เรานั่งกินกันในศาลาใต้ต้นมะม่วงพันธุ์ตาทับ พูดถึงมะม่วงพันธุ์นี้แล้วนึกถึงพี่หนึ่ง เพราะลูกของมันใหญ่โตราว 1 กิโลกรัม เสียดายที่ตอนนี้มันไม่มีลูกให้เราได้ลองชิมดู (เคยชิมเมื่อครั้งที่พาพี่แป้งมาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว)

            อิ่มท้องแล้วก็พูดคุยกับญาติๆพอหอมปากหอมคอก็บอกลากัน เราย้อนกลับมาทางเดิมที่ต้องผ่านบ้านหัวถนน ละไม เฉวง เมื่อถึงบ่อผุดก็หยุดแวะกินกาแฟ ร้านใหม่นี้ยังไม่มีชื่อ เพราะเพิ่งเปิดได้ 2 วัน เขาใช้กาแฟยี่ห้ออิลลี่ ตามคำแนะนำของหวั่ง อร่อยครับ ไม่ขม หวั่งบอกว่า กินยี่ห้อนี้แล้ว อย่างอื่นจะไม่อร่อยไปอีกนาน (ยกเว้นกาแฟสดที่เขาคั่วเอง ฮา)

            บ่ายวันนี้สองสาวก็ยังไม่ยอมหลับนอน ฝนตกพรำๆลงมาตั้งแต่เมื่อเรากลับมาถึง ท้องฟ้าครึ้มๆ ไม่มีลมแรง ต่างก็นอนเล่นกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่หน้าทีวี จนฝนหยุดตกจึงขนอุปกรณ์ลงไปเล่นตักทรายกัน ตามด้วยเล่นน้ำทะเล วันนี้ช่วงที่เราลงน้ำ ก็มีเรือ speed boat เล่นเข้ามาส่งนักท่องเที่ยวหลายลำ ลำละหลายราย สงสัยเขาไปเที่ยวหมู่เกาะด้านนอกกัน ส่วนพวกผมก็ได้อานิสงค์จากการเข้ามาของเรือเหล่านี้ เพราะสาวๆได้เล่นคลื่นจากใบพัดของเรือกันอย่างสนุกสนาน

            ขึ้นจากทะเลก็ไปลงสระน้ำกันต่อ เย็นวันนี้ภุชงค์กระเตงเจ้าออเก้น ลูกชายคนเดียววัยขวบกว่าๆมาเล่นน้ำด้วย รายนี้เล่นไม่ยอมเลิก ได้ข่าวว่าเป็นการลงสระครั้งที่ 2 ในชีวิต ร้องไห้เสียงดังลั่นเมื่อต้องถูกบังคับให้ขึ้นจากน้ำ

    

        มื้อเย็นวันนี้เราไปกินกันที่ร้าน จันทร์หอม ซีฟู้ด ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับร้านบางปอตาโขที่เรากินกันเมื่อวาน ทีมของเราประกอบด้วยครอบครัวของผม ครอบครัวภุชงค์ อ้อและหวั่ง ผมสั่ง หมึกหอมนึ่งมะนาว ทอดมัน ปลากะพงทอดน้ำปลา ข้าวผัดจานเล็ก ต้มยำกุ้ง และแกงเผ็ดเห็ดหลุบ ไอ้เจ้าเห็ดหลุบนี้ผมไม่เคยเห็นหรอกนะครับ เขาบอกว่าเป็นดอกไม้ทะเล แต่เป็นดอกแบบไหนก็ไม่รู้ เพราะว่าไม่เห็นเหมือน sea anemone เลยแฮะ

            อร่อยมากครับ โดยเฉพาะเห็ดหลุบ แถมยังไม่ต้องจ่ายเงินอีกแล้ว จากนั้นก็ถึงเวลากลับไปนอน คุณจ้าก็หลับสลบเหมือดตั้งแต่ขึ้นรถเลยเชียว ฮ่า ฮ่า

            อ้อและหวั่งขึ้นไปคุยกับผมและจิ๋มที่ห้องนอนเลย เพราะว่าข้างนอกฝนเริ่มตก และดูท่าจะตกนาน คืนนี้ผมได้ลิ้มลองคามิคาเซ่ ค๊อกเทลสุดโปรดของผม ดื่มๆๆ กินๆๆ คุยๆๆ เอาให้หายคิดถึง หวั่งสอนผมเรื่องเศรษฐศาสตร์การค้าอีกเช่นเคย ฟังจนรู้สึกอิจฉา ว่าทำไมเราจึงคิดแบบเพื่อนไม่เป็น การศึกษาของเราสอนให้เราเป็นลูกจ้างมากกว่าเจ้าของกิจการ คนเก่งเรียนหมอ วิศวะ แต่จบออกมาก็เป็นลูกจ้างเขาทั้งนั้น เราเลยไม่รู้ว่าจะเริ่มธุรกิจของเราอย่างไรดี หมอแบบผมนั้น คิดจะทำธุรกิจก็คงไม่พ้นการทำกับคนไข้ รวยกับคนไข้ มันน่าภูมิใจตายล่ะ

            เราเลิกการสนทนาประสาเพื่อนจนล่วงเข้าไป 2 ยามครึ่ง ราตรีสวัสดิ์สมุยอีกคืนครับ