กราบสวัสดีครับทุกท่าน
สบายดีกันนะครับ ช่วงนี้วุ่นๆ กับการเคลียร์หลายๆเรื่องก่อนจะมีการคัดลอกและวาง (Clear for copying and pasting) นะครับ มีหลายๆ บันทึกพูดเรื่องการ คัดลอกและวาง หรือบางคนย่อว่า C&P หรือ Copy and Paste นะครับ ดังนั้นผมคิดว่า ผมจะขอเล่าเรื่องการคัดลอก เลียนแบบ และวางของผมให้ฟังกันดีกว่านะครับ
ตั้งแต่ปฏิสนธิ ก็เริ่มคัดลอกแล้วโดยการเอาโครโมโซม X จากแม่ และ Y จากพ่อคัดลอกลงไปวางในไข่เพื่อการปฏิสนธิ จากนั้นเซลล์ก็มีการเจริญแบบคัดลอกเพิ่มทำซ้ำจนเติบโตพร้อมจะออกมาจากครรภ์คุณแ่ม่ครัีบ ร้องออกมาแกวๆ ตอนนั้น ไม่รู้ไปคัดลอกเสียงของบรรพบุรุษมามาอีกอย่างไร อาจจะเป็นเีสียงร้องของพ่อแม่ที่เคยร้องมาก็ได้ครัีบ เลียนแบบตั้งแต่อยู่ในท้องเลยครัีบ ตอนแรกๆ ตายังไม่เปิด แล้วค่อยๆ เปิด มองอะไรยังไม่เห็นชัด ก็ค่อยๆ เห็นชัด เอาล่ะ เครื่องมือในการรับสารเริ่มพร้อมขึ้น การส่งสาร การประมวลผล
รับสิ่งต่างๆ ผ่านหน่วยรับข้อมูล ตา หู จมูก กายสัมผัส ใจ ลิ้น รับเข้าไปผ่านการประมวลผลจากนั้น ก็คือการ วางหรือการแสดงออกนั่นเองครับ ตั้งเริ่มหัดยิ้มเลียนแบบพ่อแม่ เริ่มคลาน คัดลอกมาจากอะไรก็ไ่ม่รู้ครัีบ บ้างก็ว่าสัญชาตญาณ หรืออะไรก็แล้วแต่ครัีบ ผมก็เริ่มยิ้ม หัวเราะ ส่งเสียง เลียนแบบไปเรื่อยๆ ครัีบ
โตขึ้นมาหน่อย เริ่มหัดเดิน เลียนแบบเด็กๆ คนอื่น เลียนแบบสัตว์เลี้ยง แมว หมา ก็นี่ล่ะ คนกับการเรียนรู้ มันจำเป็นต้องเลียนแบบทำตาม อะไรคิดได้ก็คิด อะไรคิดไม่ได้ตอนนั้นตามวัยก็เลียนแบบ หาต้นแบบ เห็นทีวีก็เต้นรำ ตามละครทีวี ภาษาละครพูดไม่ชัดก็เลียนแบบในนั้น โตมาหน่อย เริ่มพูดตามเสียงพ่อแม่ พูดตามที่เคยพูด เคยเรียนรู้ จนเริ่มสร้างประโยคเองได้ผิดๆ ถูกๆ พอถึงวัยเริ่มวาดได้เขียนได้ ก็วาดใหญ่ครับ พ่อแม่วาดให้ดูก็วาดตาม ก่อนเข้าโรงเรียน ก็พ่อเขียนให้แล้วก็เขียนตาม คัดลอกและเอามาวางว่าทำแบบนี้ เลียนแบบให้เหมือนมากที่สุด กระบวนการเหล่านี้ผ่านสมองก่อนเป็นสวนใหญ่ จะมากหรือน้อยแล้วแต่รูปแบบกิจกรรมครัีบ
จนเข้าโรงเรียน กิจกรรมการคัดลอกแล้ววางก็เกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่ ก.เอ๋ย กอ ไก่ เลยครับ เอาละคราวนี้เป็นจุดของการคัดลอก แล้วต้องคัดลอกให้เหมือนครูด้วยซิครัีบ เพราะออกเสียงผิด จะโดนบิดได้ หรือไม่ก็น้ำขึ้นน้ำลง สมัยนั้นเค้ายังยินดีที่จะรักศิษย์ใ้ห้ดีได้ ต่างจากปัจจุบันนิยมนี้ ตั้งแต่ ก. ถึง ฮ. และ กอ อา กา ... ไปจนถึง อำใอไอเอา ภาษาเราจะได้จากครูโดยไม่รู้ตัว การคัดลอกสำเนียงจากครูต้นแบบจะเป็นไปโดยไม่รู้ตัว ลิ้นเราจะถูกปรับพฤติกรรมให้ตรงตามลิ้นของครูและเราฟังตัวเราเองไม่ออกหรอกว่าเราพูดอย่างไร เราคิดว่าเราพูดถูกแล้ว เว้นแต่จะคัดลอกลงแผ่นเทป แผ่นเสียงแล้วเอามาวางใหม่เข้าทางรูหูเราเข้าไปประมวลผล ว่า อ๋อ พูดทองแดงนี่นา อิๆๆๆๆ เชื่อไหมครัีบ ว่าผมเพิ่งมารู้ตัวว่าผมพูดทองแดงสำเนียงใต้เอาก็ตอนขึ้น ปริญญาตรีแล้ว ห้าๆๆๆๆๆ ทราบเพราะว่าอ่านบทเรียนเข้าไป คัดลอกเสียงตัวเองลงเทปแล้วเอามาวาง Paste ใ่่ส่เข้าไปในรูหูของตัวเอง อิๆๆ ขำดีแท้ครัีบ และหากเด็กในหมู่บ้านถูกส่งไปในเมืองหลวง เสียงเค้าก็จะต่างจากเราๆ เพราะเราีมีต้นแบบที่แตกต่าง กัน ระบบการคัดลอกเลียนแบบก็ต่างกัน
จนเรียนมาเรื่อยๆ ทักษะการคัดลอกและวาง ก็จะชำนาญมากขึ้น ประกอบกับความสมบูรณ์ของพัฒนาการทางสมองเติบโต ส่วนระบบคิดนั้นก็ต้องฝึกครัีบ เพื่อค้นหาว่าชีวิตตัวเองมีอะไรบ้างที่คิดเองได้ใหม่บ้าง คิดได้ต่อยอดได้เองบ้าง เพราะส่วนใหญ่ก็รับการคัดลอกมาจากข่าว สื่อทีวี วิทยุ ครู ในห้องเรียน นอกห้องเรียน จากธรรมชาติ แม้แต่การถ่ายรูปยังเป็นการคัดลอกและวาง เลยครัีบ เพียงแต่มันขึ้นกับเวลา บางทีเราหลงผิดไปว่า นี่เรารู้เราทำเอง ทบทวนกันแล้วเราจะทราบว่า เราคัดลอก Copy ผ่านการประมวลผล Process แล้วถ่ายทอดออกมาทางการวาง Paste พูดง่ายๆ คือ มีเข้า ประมวลผล มีออก เรื่องการเข้านั้น และออกนั้นสัมผัสได้ ส่วนการประมวลผลนั้น เราพิสูจน์กันยากครับ เพราะระบบคิดแต่ละคนต่างๆ กัน
ผมเองโดยส่วนตัว มองเรื่องเหล่านี้เป็นการเรียนรู้ เพราะแต่ละคนมีกระบวนการเรียนรู้ที่แตกต่างๆ กันไปครัีบ คิดเอาเอง หรือรับจากธรรมชาติภายนอก ภายใน ด้วยกระบวนการรับรู้ ประมวลผล และแสดงออกนั่นเอง
จนมาถึงการเขียนรายงาน หลายๆ คนในโกทูโนว์ ก็คงชินและสัมผัสกับการเรียนรู้แบบนี้กันอยู่แล้วครัีบ แม้แต่การเขียนงานวิจัยทางวิชาการ บางทีกว่าจะมาได้งานที่เราทำนั้น ไ่ม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลยเพียงแต่การตัดต่อคัดลอกและวางผ่านกระบวนการประมวลผล ใครตอบไม่ได้นอกจากตัวเราเอง บางทีประเมินคนอื่นก็ยาก เพราะเราคิดต่างจากคนอื่นเช่นกันครัีบ ซึ่งส่วนนี้อยู่ที่เราครัีบ ว่าจะคิดอย่างไร ผมเชื่อว่าแต่ละคน แต่ละวัน เรารับสารมากมาย สารที่รับมาเก็บไว้ เวลาผ่านไปถ่ายทอดที่จำๆ เอาไว้ ลืมต้นตอ เล่าต่อใหม่ เอาประโยคเดิมออกมา ก็มีคนฟังจากเราไป ก็ชื่นชมกันไป หากไม่ได้พูดถึงที่มาว่าใครกล่าวไว้ ตลอดจนการหลงตัวเองในบางครั้ง มีโอกาสทำให้เสียคนได้ง่ายๆ ตลอดจนข่าวลือต่างๆ นาๆ นี่ก็รวมอยู่ในกระบวนการ คัดลอกและวาง ทั้งนั้นครับ เพียงแต่ว่าจะเจือปนด้วยข้อผิดพลาดต่างๆแค่ไหนครัีบ แม้แต่ตอนกลางคืนการเล่านิทานให้ฟัง พ่อแม่ผมก็ชอบเล่านิทาน ผมก็ต้องจำให้แม่น ไม่งั้นผมจะเอาไปเล่าเพื่อนที่โรงเรียนเพี้ยนไปจากเดิม นับว่าเป็นการคัดลอกจากเสียงเข้าไปเก็บไว้ในสมอง วางไว้ในสมอง ทบทวน แล้วต่อไปผมก็จะคัดลอกจากในสมอง เอาไปวางในอากาศผ่านทางเสียง หรือตัวอักษรให้เพื่อนๆ รับสารไปคัดลอกและวางต่อๆ กันไปครัีบ..........
แม้แต่การนั่งเรียน ก่อนจะสอนเอ็นท์โควต้าเข้ามหาวิทยาลัย ก็ต้องคัดลอกจากทีวี ลงไปเก็บไว้ในสมองด้วย และำสำรองไว้ในกระดาษเอาไปสอนเพื่อนกันต่อๆ ในตอนเช้าก่อนเข้าแถวหน้าเสาธง แบบนี้ก็ล้วนเป็นการคัดลอกและวาง อีกระบบหนึ่งเช่นกัน ผมทำงานในหน้าที่เป็นเพียงตัวนำสารเท่านั้น ไม่ได้เก่งอะไรเลย
เข้ามาสอนในมหาวิทยาลัย ติวน้องๆ นักศึกษา ว่าไปแล้วไปหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ก็คือการคัดลอกประมวลผลและวาง เช่นกันครัีบ ไม่มีใครที่จะคิดเองทั้งหมด อันนี้ถามๆ กันได้ครับ คนที่เชี่ยวชาญเรื่องการอบรมทั้งหลายในประเทศนี้ บ้างก็คิดใหม่ ค้นพบเองใหม่ก็ต้องการจะถ่ายทอด ก็คัดลอกจากสิ่งที่ได้ วางลงไปบนสื่อให้คนอื่นรับทราบกันต่อไป..........
การทำวิจัยก็เช่นกันครัีบ ส่วนใหญ่เป็นการต่อยอดเกือบทั้งสิ้น เป็นการเล่นแร่แปรธาตุ ผสมกับอะไรใหม่ๆ (ที่อาจจะไม่ใหม่จริงก็ได้) นำเสนอที่คนรับการเสนอ ไม่เคยพบมาก่อน (ไม่ได้หมายถึงว่าไ่ม่เคยมีมาก่อน) ส่วนการคิดใหม่นั้นก็ต้องยอมรับนะครับว่ามีีแน่ๆ แต่ส่วนใหญ่คือการคัดลอกแล้วประมวลผลอีกรอบ ด้วยฐานคิดของตัวเองและประสบการณ์แล้ววางลงไปบนสื่อ หรือสื่อที่เก็บข้อมูล ก่อนจะำนำไปถ่ายทอดใหม่อีกรอบครับ...... แม้ผมเองเขียนโปรแกรมให้ใช้กันฟรีๆหลายๆ โปรแกรมผมก็ยังไม่กล้าบอกเลยว่ามันใหม่ เพราะิ่สิ่งที่อยู่ภายในก็ล้วนดึงความรู้จากคนอื่นที่เค้าคิดกันมา นำมาปรับให้เข้ากับบริบทเพื่อแก้ปัญหาของเรา
ทุกวันนี้จริงๆ แล้วเราคิดอะไรเองใหม่กันบ้าง ในยุคไอทีนิยม?
ร่วมแลกเปลี่ยนกันนะครัีบ ความเห็นทั้งหมดนี้อาจจะผิดนะครับ....ผมคิดเอาเองเออเองนะครัีบ มีอะไรแลกเปลี่ยนร่วมกันครับผม บทความนี้ไม่ได้มีหวังจะทำลายความภูิมิใจของใคร เพียงแต่จะบอกว่าหากคิดลึกๆ แล้ว อะไรสำคัญที่สุด เกี่ยวกับความรู้..........สำหรับผมแล้วนั้น สิ่งที่ยิ่งใหญ่สุดคือ....การให้ ส่วนก่อนที่จะให้ได้นั้น เราจะทำอย่างไร คิดกันต่อ นะครัีบ
กราบขอบพระคุณมากครับ
เม้ง
เจาะกึ๋นเจาะใจจริงๆ น้องเม้ง
เรามาชี้กันเรียงต้วกันเลยครับ ที่น้องเม้งเล่ามานั้นไม่พ้นสักราย
เพียงแต่ว่าจะยอมรับกันแค่ไหน
ถึงแม้บทสวด บทสอนก็เถอะ ลอกกันมาทั้งนั้น เพียงแต่เราคิดกันยังไงเท่านั้น
บางคนพร่ำสอนกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็ยังหนีไม่พ้น
เราจะคิดยังไงกันเท่านั้น
ระบอบทุนมันจะผูกขาดทั้งความรู้ ความสามารถกัน จนร่างกฏหมายที่รับรับใช้มัน ทำลายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไอ้พวกนี้ก็ยังมาขโมยอะไรจากเราไปมั่งก็ไม่รู้ เพียงแต่ว่ามันรวบรวมและเขียนกันเก่ง แล้วประกาศว่าเป็นลิขสิทธิ ของมัน
ดีครับ เรามาร่วมกันคิดนะครับ ว่าเราควรจะวางตัวกันยังไง
สวัสดีครับน้องสายลม อักษรสุนทรีย์
แหมมาเร็วจริงๆ ครัีบ บายดีนะครับ น้องพูดถึงธรรมะ กับธรรมชาติ ทำให้พี่คิดถึงองค์รู้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงคิดค้นสำเร็จในวิถีทางของตน แล้วออกเผยแพร่ เพื่อให้เป็นเครื่องมือของมนุษย์ผู้เรียกตัวเองว่าผู้ประเสริฐแล้ว....แต่พี่เองก็ยังไม่ได้ศึกษาคำภาษาบาลีเหล่านั้นเลยครัีบ เพราะจริตชอบที่ความหมาย เห็นคำบาลีแล้วเข้าไม่ถึงนะครับ แต่ชอบที่ความหมาย ทำให้รู้่ว่าพระพุทธเจ้าลึกซึ้งมาก แล้วสิ่งที่พี่ชอบมากๆ คือการให้โดยบริสุทธิ์ใจ ธรรมะมีมานานครับ องค์ความรู้ก็มีมานาน มีการสะสมต่อยอด เหมือนมอสไลเค่น กลายเป็นพืชที่ใหญ่โตซับซ้อนครัีบ
ฝากคำที่เพิ่งคิดได้ไว้เล่นๆ ครับ ไม่ได้เป็นของใหม่นะครับ คนอื่นอาจจะคิดไว้นานแล้วครัีบ....
อย่าภูมิใจกับความรู้ที่มีแต่จงภูมิใจที่ได้มีโอกาสให้คนอื่นรู้ครับ
ขอบคุณมากครับ
ก็จริง มันก็เป็นการศึกษาต่อบ้าง คิดเพิ่ม คิดเติม แต่ก็ต้องประมวลและเรียบเรียงใหม่ นำเสนอในเรื่องที่เราต้องการ ก็เป็นหลักวิธีวิจัยทั่วไป แต่คงไม่ถึงขั้น copy แล้ว paste เลยมั้ง ถ้าคิดว่าการทำวิจัยทำแบบนี้ได้ เม้งน่าจะลองทำเสนอวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกดูนะ บอกที่ปรึกษาไปเลยว่าผมจะ copy แล้ว paste เพราะไม่มีเรื่องอะไรใหม่ในโลก อยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง เอ...แต่เม้งจะทำหรือเปล่าล่ะ เราว่าโยงทฤษฎี หรือเขียนอะไรให้เข้ากับสิ่งที่ตัวเองคิดก็ได้ทั้งนั้นแหล่ะ จะเขียนให้ลิงมีบรรพบุรุษเป็นปลาซีลาคานยังได้เลย
เม้งอยากเขียนไรก็เขียนไปตรงๆ เถอะ อย่าอ้อมค้อมเลย เราอ่านมาหลายอันแล้วคิดว่าคงอยากบอกอะไรกับคนในนี้ มีอะไรที่ไม่เห็นด้วยก็ว่าตรงๆ เหอะ อย่ามัวกระบิดกระบวนเลย มีแต่ผู้หญิงที่เขาเหน็บกันอ้อมค้อมแบบนี้ แต่เราไม่ค่อยจะหญิงไง เรากล้าเขียนเราก็กล้ารับ เพราะรู้ว่าเม้งไม่โกรธถ้าเราพูดตรงจากใจ โทษทีนะ เพื่อนอึดอัดแทน อย่าถือสาถ้าไม่มี hidden agenda แต่ถ้ามีก็ย้อนอ่านข้างบนอีกครั้ง แมนๆ
สวัสดีครับพี่เหลียงสิทธิรักษ์
เจาะกึ๋นเจาะใจจริงๆ น้องเม้ง
สบายดีนะครับ ขอบคุณมากครับพี่เหลียง จริงๆ บันทึกนี้บ่มไว้ในหัวนานแล้วครัีบ(อย่างน้อยหนึ่งเดือนครัีบ) วันนี้มันสุกพอดีครับ เลยเอามาฝากกันครับ
เรามาชี้กันเรียงต้วกันเลยครับ ที่น้องเม้งเล่ามานั้นไม่พ้นสักราย
เพียงแต่ว่าจะยอมรับกันแค่ไหน
เรื่องนี้จริงๆ ไ่ม่ได้อะไรหรอกครับพี่ เพียงจะบอกว่า ลึกๆ แล้วการเรียนรู้นั้น ก็มีการคัดลอก เลียนแบบ ประมวลผล สู่การนำไปใช้และเก็บไว้เป็นข้อคิดนะครับ มันเป็นการนิยามคำ่ว่า Copy and Paste แบบกว้างกว่าที่เราใช้กันในระบบคอมพิวเตอร์นะครับ
ถึงแม้บทสวด บทสอนก็เถอะ ลอกกันมาทั้งนั้น เพียงแต่เราคิดกันยังไงเท่านั้น
บางคนพร่ำสอนกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็ยังหนีไม่พ้น
เราจะคิดยังไงกันเท่านั้น
เรื่องบทสวดนั้นก็ควรต้องทำตามนั่นล่ะครับ ใช่แล้วครัีบ ไม่งั้นถือเป็นการบิดเบือนหลักธรรมคำสอนครับ จริงๆ หลักคือการนำความรู้ไปใช้ ต่อยอดแล้วคิดต่อให้กับคนอื่นได้มองนำไปใช้ต่อๆไปครับ ไม่ใช่เป็นการทำร้ายกันครับ แต่เป็นการให้กันและกันครับ แล้วเราก็กตัญญูกับผู้ให้เรา เช่นธรรมชาติ บิดามารดาครับ ผู้มีพระคุณทั้งหลายครัีบ อย่างในงานวิจัยเราก็ีมีการศึกษาต่อยอดก็ีีมีการอ้างอิงยกมาคุยแล้วอ้างถึงครับ แต่บางอย่างก็ไ่ม่รู้จะอ้างอย่างไรครับ อย่างนิทานที่ว่านะครัีบ ดังนั้นก็เพียงแค่้้อ้างแบบว่าได้มาจากไหน ระดับน้ำหนักก็จะต่างๆ กันครัีบ ผมจะบอกว่าจริงๆ เราติดกันที่เปลือกของความรู้มากกว่าครับ หากเราก้าวข้ามเปลือกเหล่านี้ได้ เราจะเข้าถึงการบริหารจัดการและการนำไปใช้ความรู้ได้ไกลมากขึ้นครัีบ
ระบอบทุนมันจะผูกขาดทั้งความรู้ ความสามารถกัน จนร่างกฏหมายที่รับรับใช้มัน ทำลายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไอ้พวกนี้ก็ยังมาขโมยอะไรจากเราไปมั่งก็ไม่รู้ เพียงแต่ว่ามันรวบรวมและเขียนกันเก่ง แล้วประกาศว่าเป็นลิขสิทธิ ของมัน
ดีครับ เรามาร่วมกันคิดนะครับ ว่าเราควรจะวางตัวกันยังไง
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีจุดดีและด้อยครัีบ เหมือนอย่างการปลูกกล้วยเรียงแถวแล้วบังคับให้กล้วยออกเครือไปในทางทิศเดียวกันก็เช่นกันครับ ชาวบ้านรู้มานานแล้วครับ แต่การรับรู้และถ่ายทอดตีพิมพ์ความรู้เกิดจากการบอกต่อ คัดลอกและวางในระบบการบอกเล่าต่อๆ กัน ผ่านการปฏิบัติครัีบ แต่พอนักวิชาการไปได้แนวคิดมา ก็เอามาเขียนได้เป็นองค์ความรู้ว่าเป็นของตนเพราะตนเขียนครั้งแรก ตีพิมพ์ไปแพร่หลายได้ แล้วเรามีการโยงไปยังชาวบ้านบ้างไหม หรือว่าชาวบ้านจะต้องโด่งดังก่อนถึงจะให้เกียรติครับ ในประเทศเราก็เช่นกันครับ ความรู้ในบ้านเราฝรั่งเอาไปเขียนมากมายกลับเป็นความรู้ของฝรั่งไปครับ แต่หากเรามองให้สูงกว่านี้ มันจะทะลุไปถึงว่า นั่นคือการจัดการบริหารความคิดอย่างหนึ่งเรื่องมุมมองของคนด้วยครับเพราะว่า ฐานคิดคนจะต่างๆ กันครัีบ
บันทึกนี้จึงเป็นการบอกว่า การคัดลอกเลียนแบบและบันทึกความรู้ในแบบต่างๆ นอกจากการเขียนบทความเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วยังมีการทำแบบนี้เช่นกันในชีวิตของคนเราครับ เพื่อให้ความหมายของคำนี้กว้างกว่าที่เรารู้จักแค่ Ctrl C , Ctrl V นะครับ
ขอบคุณพี่มากๆ นะครับผม
สวัสดีครับซานLittle Jazz
สบายดีนะครับ ขอบคุณมากๆ เลยครับ แหมนานๆ มาที มาทีัยังกะพายุ เข้ามาดูอีกทีแปลกใจจริง คนคลิกเข้ามาเพียบเลย อิๆ แต่มาอ่านครัีบ มีใครความดันขึ้นบ้างครับ ยกมือขึ้นครับ
ก็ จริง มันก็เป็นการศึกษาต่อบ้าง คิดเพิ่ม คิดเติม แต่ก็ต้องประมวลและเรียบเรียงใหม่ นำเสนอในเรื่องที่เราต้องการ ก็เป็นหลักวิธีวิจัยทั่วไป แต่คงไม่ถึงขั้น copy แล้ว paste เลยมั้ง ถ้าคิดว่าการทำวิจัยทำแบบนี้ได้ เม้งน่าจะลองทำเสนอวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกดูนะ บอกที่ปรึกษาไปเลยว่าผมจะ copy แล้ว paste เพราะไม่มีเรื่องอะไรใหม่ในโลก อยากรู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง เอ...แต่เม้งจะทำหรือเปล่าล่ะ เราว่าโยงทฤษฎี หรือเขียนอะไรให้เข้ากับสิ่งที่ตัวเองคิดก็ได้ทั้งนั้นแหล่ะ จะเขียนให้ลิงมีบรรพบุรุษเป็นปลาซีลาคานยังได้เลย
จริงๆ เรื่องนี้ผมก็บ่มไว้พอสมควรแล้วครับ ซานใจเย็นๆ แล้วขึ้นอ่านทบทวนใหม่นะครับที่ผมเขียนแล้วมาอ่านที่ซานนำเสนอไว้ครับ ว่าที่ผมเขียนไว้นั้น ผมเน้นอะไรบ้างครับ
เรื่องวิทยานิพนธ์นั้นจริงๆ มันเป็นการต่อยอดด้วย คิดต่อเพิ่มใหม่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดานะครับ กว่าจะออกมาเป็นงานสักชิ้นเราคิดตามต้องไปสำรวจใครทำมาบ้างแล้วเกิดปัญหาอะไรบ้างเค้าแก้ปัญหากันอย่างไรบ้าง หากวิธีการไหนดีเหมาะกับชุดการทดลองของตัวเองก็ยกนำมาใช้เลย เพราะถือว่าเป็นการแก้ปัญหาได้โดยอ้างอิงวิธีการของเค้า ส่วนเมื่องานเราตีพิมพ์ไปแล้วคนอื่นจะเชื่อหรือไม่นั่นก็อยู่ที่ผู้่อ่านครับ บางงานวิจัยเราอ่านแล้วยังเจอการหมกเม็ดในงานวิจัย ด้วยการจำกัดของพื้นกระดาษ หรือการบอกไม่หมดและอื่นๆ ซึ่งเราอ่านแล้วก็ต้องไปศึกษาต่อในอ้างอิงครับ
ส่วนงาน ป.เอก ที่ผมทำ หากใครจะเอาไปคัดลอกนำเสนอ ก็ทำได้ครับ อิๆ หากตอบคำถามในรายละเอียดได้ครับ เพราะคนทำจะเจอและพบปัญหาเองจะรู้ครับ ผมจะบอกว่าเป้าหมายการเรียนของผมคือเน้นตัวความรู้ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในบ้านเราล้วนๆ ครัีบ โดยภูมิบ้านเราเป็นรากหลักในการทำวิจัยครัีบ
เม้งอยากเขียนไร ก็เขียนไปตรงๆ เถอะ อย่าอ้อมค้อมเลย เราอ่านมาหลายอันแล้วคิดว่าคงอยากบอกอะไรกับคนในนี้ มีอะไรที่ไม่เห็นด้วยก็ว่าตรงๆ เหอะ อย่ามัวกระบิดกระบวนเลย มีแต่ผู้หญิงที่เขาเหน็บกันอ้อมค้อมแบบนี้ แต่เราไม่ค่อยจะหญิงไง เรากล้าเขียนเราก็กล้ารับ เพราะรู้ว่าเม้งไม่โกรธถ้าเราพูดตรงจากใจ โทษทีนะ เพื่อนอึดอัดแทน อย่าถือสาถ้าไม่มี hidden agenda แต่ถ้ามีก็ย้อนอ่านข้างบนอีกครั้ง แมนๆ
ในส่วนนี้ผมคิดว่าซานทำใจให้สบายใจก่อนนะครับ แล้วค่อยอ่านบันทึกอีกรอบครับ บันทึกผมไม่ได้บอกหมด เพราะถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันครับ จริงๆ จะบอกว่ามีอะไรจะบอกก็บอกได้ครับ เพราะบันทึกส่วนใหญ่บล็อกนี้ สะกิดให้คนอ่านคันอยู่เสมอครับ ผมไม่เรียกว่าเหน็บครับ แต่เรียกว่าสะกิดให้คิด จนมีท่านผู้ใหญ่ที่ผมนับถือท่านบอกว่า อย่างเม้งนี่ต้องปลูกต้นหมามุ่ย อิๆๆๆ
จริงๆ เรื่องในโกทูโนว์เองผมมีหลายๆ เรื่องนะครับ ที่สังเกตมาแต่ผมเองไม่ได้จะกล้าสรุปได้ชัดเจนมากหรอกครับ และไม่อยากจะด่วนสรุปด้วยครัีบ เพียงแต่เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา ผมมักจะได้ข้อคิดเสมอๆ ในการเอามาปรับใช้ เรื่องหญิงเรื่องชายนั้นไม่เกี่ยวนะครับ เน้นที่ระบบคิดนะครับ ผมไ่ม่รู้ว่าซานคิดอะไรลึกๆ อยู่หรือเปล่าครับ ทำใจให้สบายใจเถิดครับ หากบริสุทธิ์ใจต่อกัน ต่อสังคมชุมชนนี้นะครับ
และบันทึกนี้ผมจะบอกให้ก็ได้ว่าผมเริ่มคิดและทบทวนเรื่องการสร้างระบบการเรียนรู้ในชุมชนโกทูโนว์ตั้งแต่ ที่ผมทราบข่าวเรื่องมีเด็กนักศึกษามาเขียนบล็อกที่โกทูโนว์นะครับ และมีการพูดคุยเรื่องการ Copy and Paste สิ่งที่ผมบ่มไว้ในหัวตอนนั้นคือ
เป็นความจริงที่เจาะลึก
ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าพูด
และก็ชอบใจค่ะ "อย่าภูมิใจกับความรู้ที่มี แต่จงภูมิใจกับความรู้ที่ให้"
ขอบคุณคุณเม้งค่ะ
+ สวัสดียามเช้าค่ะ คุณเม้ง....
+ อ่านแล้ว ก็อ่านอีก และอ่านอีก...แบบว่าครูบ้านนอกนะค่ะ...ทำให้คิดว่าตัวเองรู้ก็เป็นเช่นนี้
" ส่วนการคิดใหม่นั้นก็ต้องยอมรับนะครับว่ามีีแน่ๆ แต่ส่วนใหญ่คือการคัดลอกแล้วประมวลผลอีกรอบ ด้วยฐานคิดของตัวเองและประสบการณ์แล้ววางลงไปบนสื่อ หรือสื่อที่เก็บข้อมูล ก่อนจะำนำไปถ่ายทอดใหม่อีกรอบครับ......"
+ ยอมรับค่ะ...ยอมรับแบบสิโรราบ...
+ ด้วยความคิดถึงค่ะ
+ สวัสดียามเช้าค่ะ คุณเม้ง....
+ อ่านแล้ว ก็อ่านอีก และอ่านอีก...แบบว่าครูบ้านนอกนะค่ะ...ทำให้คิดว่าตัวเอง รู้ ก็เป็นเช่นนี้
" ส่วนการคิดใหม่นั้นก็ต้องยอมรับนะครับว่ามีีแน่ๆ แต่ส่วนใหญ่คือการคัดลอกแล้วประมวลผลอีกรอบ ด้วยฐานคิดของตัวเองและประสบการณ์แล้ววางลงไปบนสื่อ หรือสื่อที่เก็บข้อมูล ก่อนจะำนำไปถ่ายทอดใหม่อีกรอบครับ......"
+ ยอมรับค่ะ...ยอมรับแบบสิโรราบ... + ด้วยความคิดถึงค่ะ
ร้อนน่ะเมืองไทยมันร้อนอยู่แล้ว ไหนจะการเมือง ไหนจะเศรษฐกิจ คนไม่ต้องไปเพิ่มดีกรีให้มันร้อนขึ้นหรอก เพียงแต่ที่เขียนมาน่ะเราสงสัยว่ามีอะไรที่เม้งอยากจะสื่อ แต่ไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ ต้องไปลากทฤษฎีมามากมาย อย่าไปพาดพิงถึงใครเลย เราเขียนเราก็รับเอง ก็แค่อึดอัดแทน นี่คิดนานมั้ยเนี่ยกว่าจะอธิบายเป็นทฤษฎีได้ ระวังจะเสียเวลางานกับเสียเวลาเรียนนะ ตอบตรงๆ ง่ายๆ ก็ได้ เพื่อนฟังได้ ไม่ต้องพยายามนำเสนอให้ยากหรอก ยากไปอ่านแล้วมึน
เม้งคิดอะไรรู้อยู่แก่ใจดี เพื่อนคงไม่กล้าไปตัดสิน และเราก็ไม่ว่างพอที่จะไปงมหาทุกบันทึกที่เม้งเขียนมาวิเคราะห์เพราะมีงานทำเยอะ แล้วก็เขียนอ่านยากด้วย คือกว่าจะอ่านจบแต่ละอันเหนื่อย เอาเป็นว่าถ้าไม่มีอะไรก็เขียนไป เราก็เป็นผู้อ่านที่ดี ติดตามมาตั้งแต่ต้นที่เริ่มใช้งานจนถึงเดี๋ยวนี้ ของแบบนี้ไม่ต้องบอกคนอื่นหรอก ตัวเองเขียนตัวเองก็รู้เอง คนอ่านก็รับสาร คิด ตีความ ทำความเข้าใจ เรียนรู้ ส่วนจะเข้าใจสิ่งที่ผู้เขียนเขียนออกมาได้แค่ไหนเป็นอีกเรื่อง พอสงสัยก็มาถามกัน ผู้เขียนตอบได้ก็ตอบ หรือไม่อยากตอบก็ไม่ต้องตอบ หรือแทงใจดำแล้วตอบเลี่ยงหรือไม่ตอบก็เป็นสิทธิที่จะทำได้ทั้งนั้น ทำไมตื่นเช้ากว่าเราหว่า หรือยังไม่ได้นอน?
สวัสดีครับคุณครูลำดวน
เป็นความจริงที่เจาะลึก
ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าพูด
และก็ชอบใจค่ะ "อย่าภูมิใจกับความรู้ที่มี แต่จงภูมิใจกับความรู้ที่ให้"
ขอบคุณคุณเม้งค่ะ
สบายดีไหมครับคุณครู ผมได้มีโอกาสโทรไปคุยกับคุณครูหลายๆ ท่านที่สอนประถมและมัธยม คุณครูยังจำได้ครับเพียงแต่ภาพที่คุณครูจำเป็นภาพตอนเด็กๆ ครับ แบบตอนที่สอนนะครับ มีโอกาสเราก็ทำอะไรเพื่อเด็กๆ กันได้นะครับ หลายๆ อย่างที่เด็กๆ ยังขาดโอกาสครับ การใ้ห้ความรู้กับอนาคตของชาติเราจำเป็นต้องใ้ห้อย่างจริงใจ และฟรี โดยเฉพาะโอกาสทางการศึกษาครับ ที่ไม่ว่าจะอยู่ในกรุงหรือนอกกรุง ในชนบทโอกาสทางการศึกษาเรียนรู้ ควรจะเข้าถึงและเปิดโอกาสให้กับเด็กๆ ทุกกลุ่มพื้นที่ครัีบ
มีอะไรก็เล่า นำเสนอต่อกันครับ ใครเคยผ่านประสบการณ์มาก็นำเสนอกระบวนการที่เคยผ่าน เพื่อต่อยอดนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่และปัญหาครัีบ
ขอบคุณคุณครูมากๆ นะครับ
อุตส่าห์ยอมไปอ่านบันทึกเม้งตามที่แนะนำไว้แล้วก็เกิดอาการสับสน ระหว่างแนวคิดเก่ากับแนวคิดใหม่ที่ต่างกันสามเดือน http://gotoknow.org/blog/theink/180578 เม้งลองวิเคราะห์ให้เพื่อนฟังหน่อยนะ ยากๆ ก็ได้ เพื่อนรับได้ ชักชินแล้ว เดี๋ยวจะอ่านจับใจความเอาเองว่าเนื้อๆ ที่ตอบโดนน่ะมันตรงไหน สามารถอยู่ ; P วันนี้ทำงานอยู่บ้าน ลดการใช้พลังงานน้ำมัน ^ ^
คุณเม้งใกล้จะกลับมาหรือยังคะ
ถ้าได้มาเชียงใหม่ บอกมาด้วยนะคะ อยากเลี้ยงข้าว
..
สวัสดีครับ
ผมว่ามันเป็นธรรมชาติมากๆ ก้บ C&P อย่างที่คุณบอก อย่าว่าแต่คนสอนหนังสือเลยครับ เด็กสมัยนี้ลองไปตามร้านรับพิมพ์งานดิครับ เด็กเอาหัวข้อไปให้แล้วคนรับงานก็เปิดInternet แล้วก็ตัดต่อออกมาเป็นเล่มๆ ขายให้เด็กเอาไปส่งอาจารย์ บางครั้งผมลองถามดูเด็กยังไม่รู้เลยครับว่าข้างในมันเป็นเรื่องอะไร อย่างไร แต่ขอให้มีส่งเป็นใช้ได้ บางร้านหัวใสครับพอรู้หัวข้อรายงานของเด็กก็ทำเป็นสิบๆ เล่มเลย...เห็นแล้วน่าสงสารการศึกษาไทยครับ....
นิสิต ป.ร.ด.(ปอรอดอ)
อาจารย์คะ naree suwan ที่อาจารย์เล่า...
พี่คิดว่า คงเป็นกับนักศึกษา ส่วนหนึ่งค่ะ แต่ยังมีอีกมาก ที่ชอบใช้ความสามารถของตัวเองนะคะ ....
พี่ไม่สบายใจที่พบและได้ยินสิ่งเหล่านี้ในหมู่เด็กๆ
มันมีปัจจัยให้แก้ไขหลายอย่างสำหรับเด็กที่ไม่เอาใจใส่เรียนอย่างนี้ค่ะ แต่ต้องทำตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ เป็นไม้อ่อนดัดง่าย...
คุณเม้ง ขอโทษ ที่มาแลกเปลี่ยนกับอาจารย์นารี ในบันทึกคุณนะคะ
สวัสดีครับญาติมิตรทุกท่าน
ดีจังครับ ลองมาถกกันให้เผ็ดมัน ได้สาระของสิ่งต่างๆ เหล่านี้กันดูนะครับ ดีใจที่ทุกๆ คนให้ความสำคัญนะครับ ต่างคนต่างมุมมอง เขียนได้เต็มที่นะครับ
ว่าแต่ผมขอตัวไปคุยงานให้นักเรียนจากมหาวิทยาลัยต่างเมืองสามสิบคนฟังงานผมก่อนนะครับ เป็นการคัดลอกสิ่งที่ผมทำเพื่อวางลงบนระบบคิดให้กับนักเรียนอีกวิธีหนึ่ง ให้เค้าเอาไปคิดต่อยอดอีกเช่นกันครับ
สร้างแรงจูงใจให้กับเด็กๆ ในการเรียนครัีบ แล้วนักเรียนจะเรียนรู้เองโดยไม่ต้องสอน (ไอน์สไตน์เคยว่าไว้งั้นครับ)
ถกกันได้เลยครัีบ ไม่จำเป็นต้องผ่านผมครับ เพราะจริงๆ แล้วญาติมิตรคุ้นเคยกันทั้งนั้นครับ
ด้วยความยินดีและต้อนรับทุกๆ ท่านนะครับ
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
อ่านเป็นบันทึกแรกเลยค่ะ
ค่อยสบายใจหน่อยว่า ว่าชีวิตจริงของเราต่างก็มาจากการลอกเลียนแบบกันตั้งแต่เกิด เหมือนๆกัน และอีกอย่างหนึ่งที่เราก็มักจะลอกเรียนแบบผู้ใกล้ชิดมา หรือคนที่ตนศรัทธาก็คือ การใช้วินิจฉัยในเรื่องราวต่างๆ อันนี้สำคัญมาก สำหรับเรา และจะเป็นพื้นฐานชีวิตที่จะอยู่บนโลกนี้ต่อไป จนกว่าจะสิ้นอายุ จะมิจฉาทิฏฐิหรือ สัมมาทิฏฐิ ก็ตอนนี้แหละ
คงไม่มีใครดี หรือเลวสมบูรณ์แบบหรอกค่ะ
ก็ต้องค่อยๆปรับกันไป
ขอบคุณบันทึกนี้ ที่ช่วยเตือนใจให้ จะได้ระมัดระวัง มิให้ความคิดของตน ไปตัดสินหรือทำร้ายใครค่ะ
ขอบคุณมากๆๆๆๆๆ
สวัสดีครับหนูแอมแปร์
+ สวัสดียามเช้าค่ะ คุณเม้ง....
+ อ่านแล้ว ก็อ่านอีก และอ่านอีก...แบบว่าครูบ้านนอกนะค่ะ...ทำให้คิดว่าตัวเองรู้ก็เป็นเช่นนี้
" ส่วนการคิดใหม่นั้นก็ต้องยอมรับนะครับว่ามีีแน่ๆ แต่ส่วนใหญ่คือการคัดลอกแล้วประมวลผลอีกรอบ ด้วยฐานคิดของตัวเองและประสบการณ์แล้ววางลงไปบนสื่อ หรือสื่อที่เก็บข้อมูล ก่อนจะำนำไปถ่ายทอดใหม่อีกรอบครับ......"
+ ยอมรับค่ะ...ยอมรับแบบสิโรราบ...
+ ด้วยความคิดถึงค่ะ
....................................................
สบายดีนะครับ หนูแอมแปร์เป็นไงบ้าง วิ่งเล่นได้สบายแล้วนะครับ พอดีเพิ่งกลับมาจากคุยให้น้องๆนักเรียนจากเมืองชตูทการ์ทฟังครับ ประมาณสามสิบกว่าคนครับ เกี่ยวกับงานวิจัยต้นไม้ครับ สร้างแรงจูงใจให้เด็กๆ ครับ
เรื่องการอ่านหนังสือหรือว่าคัดลอกจากหนังแล้วบ่มไว้ในหัววางไว้ในหัวสมองเราทำได้เต็มที่เลยครับ เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่งนะครับ ซึ่งทุกคนก็ทำแบบนี้ครับ เป็นการรอการประมวลผลปรับให้เข้ากับบริบทของเรา ในท้องถิ่นเราเพื่อสอนแนะนำเด็กๆ ครับ มีโอกาสผมจะไปเยี่ยมที่โรงเรียนเลยครับ
รักษาสุขภาพนะครับ ด้วยความคิดถึงหนูแอมแปร์และครอบครัวเช่นกันนะครับ
สนุกในการสอนนะครับ การเรียนรู้ไม่มีวันจบ เราจบกันแค่ก็เพียงหลักสูตรเท่านั้นครับ
ขอบคุณมากๆ นะครับ