ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันเหมาะสมแล้ว คำสอนทำให้ไม่โกรธ


ท่านบอกว่าสิ่งทุกอย่างที่เกิดกับเรามันเหมาะสมแล้วนะ ไม่ต้องไปโทษใครหรอกเพราะมีปัจจัยการเกิด

13-7-51

หลวงพ่อปราโมทย์   ปาโมชโช จะสอนลูกศิษย์หลายคนให้รู้จักดูจิต   ดูกาย    

ที่ดิฉันชอบคือท่านให้เราหัดดูเหตุและปัจจัยของเหตุการณ์ที่เกิดกับเรา

ทุกอย่างเกิดจากเหตุ   ปัจจัย   เราทำอย่างไรก็ได้เช่นนั้น

เมื่อก่อนเคยคิดน้อยใจที่เราทำดีแล้วไม่ได้ดี

 เดี๋ยวนี้สบายใจขึ้น

เคยโกรธที่ทำดีกับหลายคนแต่ทำไมเขาทำกับฉันได้นะ

เรามักไม่รู้ตัวเราว่าทำอะไรลงไปและมักจะเข้าข้างตัวเองทำให้โทษ 

คนอื่นที่ไม่รู้จักคุณ   โทษโชคชตาหรือ   กรรมเก่า กรรมใหม่ ทำให้เราเป็นเช่นนี้

เพราะทุกอย่างมีเหตุและปัจจัยทำให้เกิดขึ้น       ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ     

 ท่านบอกว่าสิ่งทุกอย่างที่เกิดกับเรามันเหมาะสมแล้วนะ   ไม่ต้องไปโทษใครหรอกเพราะมีปัจจัยการเกิด

ดิฉันไม่แน่ใจว่าเรียกว่า อิทัปปัจจยตาหรือเปล่า  

ขออนุญาติเอาข้อมูลจากท่านอาจารย์ ดร ประพนธ์  ผาสุขยืดมาให้อ่านประกอบค่ะ

คิดได้เช่นนี้ทำให้เราไม่ค่อยโกรธใครและให้อภัยตัวเอง   ผู้อื่นและพยายามทำเหตุให้ดี   ไม่ผิดศีลห้า   ตามดูกายดูใจบ่อยๆทำให้เห็นตัวเองมากขึ้นค่ะ   ดูหน้าที่หลักและดูว่าเราทำครบตามทิศทั้งหกหรือยัง

แต่รู้สึกว่ายังยากมากๆค่ะ

 

 

 

ดิฉันอ่านที่บล็อกอาจารย์เห็นว่าคล้ายๆกับความคิดเราจึงได้นำมาให้อ่านกันค่ะ

P beyondKM
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม
อีเมลติดต่อ
 
อ่าน: 172
มองแบบ “เหตุปัจจัย” ทำให้ “อัตตาตัวตน” ของคนเราลดลงได้ ?
ผู้รู้บางท่านบอกผมว่าการมองแบบเหตุปัจจัย ก็คือการใช้หลัก “อิทัปปัจจยาตา” ของพระพุทธเจ้านั่นเอง!!

         การมองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในลักษณะ เหตุปัจจัย จะทำให้ อัตตาตัวตน ของคนเราลดลงได้ . . . ท่านว่าจริงไหม? ตัวอย่างเช่น เวลาใครมาชมผมว่า บรรยายดี ผมจะรู้สึกเปรมปรีย์ หัวใจพองโต ยิ่งถ้าตอนนั้นสติไม่ว่องไว ก็เผลอ (หลง) คิดไปว่า ข้าแน่ ข้าเก่ง แต่การมองแบบ เหตุปัจจัย ช่วยทำให้ Ego ลดลงไปได้ คือทำให้เห็นว่าสิ่งนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้มันออกมาดี อาทิเช่น เป็นเพราะผู้ฟังมีสมาธิในการฟัง บรรยากาศของห้องบรรยายเอื้อให้เกิดการเรียนรู้ มีการเตรียมความพร้อมให้ผู้ฟังมาตั้งแต่ Session ก่อนหน้านี้ เป็นต้น 

         การมองแบบ เหตุปัจจัย ถ้าใช้ภาษาอังกฤษผมว่าน่าจะตรงกับหลักของ “Systems Thinking” คือเป็นการคิดแบบไม่ให้หลุด ภาพรวม ให้เห็น ป่าทั้งป่า ก่อนที่จะมามอง ต้นไม้แต่ละต้น คนส่วนใหญ่มักจะแปลคำว่า Systems Thinking เป็น การคิดเชิงระบบ ซึ่งอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าคำว่า ระบบ นั้นหมายถึงระบบที่เป็น กลไก ที่ตรงกับคำว่า “Systematic Thinking” การมองแบบเหตุปัจจัย หรือ Systems Thinking นั้นผมว่าเป็นระบบในลักษณะที่ โยงใย ไม่ใช่ระบบที่เป็น กลไก คือเป็นการมองภายใต้กระบวนทัศน์ของ วิทยาศาสตร์ใหม่ ที่ได้จากทฤษฎี ควอนตัมฟิสิกซ์ ไม่ใช่มองแบบกลไกภายใต้กระบวนทัศน์  วิทยาศาสตร์แบบนิวตัน

         ผู้รู้บางท่านบอกผมว่าการมองแบบเหตุปัจจัย ก็คือการใช้หลัก อิทัปปัจจยตา ของพระพุทธเจ้านั่นเอง!!

 

 

 

หมายเลขบันทึก: 193351เขียนเมื่อ 10 กรกฎาคม 2008 22:40 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 00:58 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่าน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท