วันนี้ช่วงเช้ายังไม่ได้เริ่มเขียนอะไรเลยครับ เพราะภรรยาขอให้นั่งรถไปเป็นเพื่อน เพื่อส่งอิลฮามไปโรงเรียน ที่มาที่ไปก็เพราะอิลฮามไม่ทันรถโรงเรียน เพราะอยากกินอะไรๆ พิเศษก่อนไปโรงเรียน ปรากฏไปถึงโรงเรียน เกิดเปลี่ยนใจไม่อยู่เรียนต่อเสียนี้ ร้องให้ติดอุมมีย์ขึ้นรถกลับมาด้วยเสียนี่ ร้องจนครูบอกว่า พากลับเถอะค่ะ คุณแม่ขา มาถึงรถผมยังเห็นผลของการร้องให้เลยครับ

สงสัยที่อยากกลับมาด้วยก็เนื่องจากไหนๆ ก็ไปส่งที่โรงเรียนแล้ว ผมเลยบอกภรรยาว่าให้ไปคุยกับคุณครูด้วยว่าอิลฮามอยู่โรงเรียนเป็นงัยบ้าง (ส่วนผมกับเตาฟิกนั่งรอกันอยู่บนรถครับ) แล้วก็คุยนานไปนิดหนึ่งครับ จนอิลฮามรู้สึกว่า ตัวเองถูกเอาไปนินทากันอยู่ ทำตาค้อนใส่คุณครูแล้วก็ร้องให้กลับบ้านเลย ฮาฮา

กลับมาถึงบ้านจนถึงตอนนี้ เปิดปิดโปรแกรมเวิร์ดมาประมาณสิบครั้งแล้วครับ ตั้งใจจะเขียนรายงานวิจัย แต่แล้วยังไม่ได้สักกะตัวหนึ่งครับ คิดไม่ออกจริงๆ สุดท้ายเลยมาจบที่บล็อกนี้แหละครับ อ้าวแล้วจะเขียนเรื่องอะไรดีละ ก็เป็นจังหวะดีที่ข่าวในทีวีกำลังรายงานสดการแถลงข่าวของ รมต.ต่างประเทศพอดี เลยเกิดมุมคิดครับ น่าจะเป็นมุมที่เอาไปคุยกันได้

ผมว่าคนไทยคงเบื่อการเมืองกันเยอะขึ้นนะครับ ทั้งๆ ที่นักการเมืองเก่งๆ กันทั้งนั้นครับ ลองมาไล่เรียงกันดู

1. เริ่มจากท่านนายกก่อนเลยแล้วกันครับ ถ้านับพรรษาท่านทางการเมืองละก้อไม่แพ้ใครครับ เป็นรมต.มาก็หลายกระทรวงหลายสมัย บวกกับความอาวุโสแล้ว ใครจะมาเทียบท่าน แต่ประสบการณ์ที่ว่าเยอะ ติดเหรียญดาวประจำสภามาก็แยะแล้ว แต่แล้วตกม้าตายกับความเชี่ยวชาญล้วนๆ ครับ มีมติครม.ก็ต้องเอากลับมาแก้ มาทบทวนมาเปลี่ยนแปลงข้อความใหม่เป็นประจำ ที่สำคัญทำงานไปทำงานมาที่เห็นว่าบ่นเยอะๆ ก็เรื่องรัฐธรรมนูญครับ ดูท่านจะรู้สึกขวางหูขวางตาท่านจริงๆ ขวางไปทุกเรื่องเลย ก็ต้องย้อนไปดูอดีตนะครับ ตั้งแต่มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมาจนถึงฉบับปัจจุบัน ท่านเป็นคนที่ค้านดังมาตลอด ฮาฮาฮา ด้วยประสบการณ์ที่ฝั่งลึกมายาวนาน สงสัยจะยากที่จะให้เปลี่ยนนิสัยรับกับระเบียบใหม่ที่ดีขึ้น ก็คงต้องแพ้ภัยประสบการณ์ที่แก่กล้า ก็คราวนี้แหละครับ

2. ท่านมหาจำลอง ผู้เป็นคู่ไม้เบื่อไม้เมากับท่านนายกสมัคร ผู้ที่ประชาธิปใตยคือสายเลือด (ขนาดนั้นเชี่ยว) หลายปีดีดับท่านเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในอุดมคติของคนหลายคน แต่แล้วพาไปไม่ถึงฝัน ยกพรรคให้กับนายทุนน่าตาดี จากนั้นหันมาทำการเมืองที่เรียกว่า ภาคประชาชน (ช่างน่านับถือ) เรียกร้องไปเรียกร้องมา อดข้าวมาก็หลายวัน ชัยชนะต้องได้มาด้วยการเจ็บตัวก่อนเสมอ มาคราวนี้แผนถนัดกลับไม่สำเร็จ งั้นก็สร้างโมเดลประชาธิปไตยใหม่แล้วกัน ฮาฮา แล้วนักวิชาการต๊กกะใจ พลิกตำราตรวจสอบกันใหม่ว่า ใครหว่า อ่านทฤษฏีประชาธิปใตยไม่แตก ฮาฮา ยังไม่เท่านี้นะครับ ประท้วงมาหลายวัน หิวก็หิว ร้อนก็ร้อน สุดท้ายประกาศเลยว่า ระบบรัฐสภาไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศได้ โอ้ ผมเรียนน้อยครับ ประเทศไม่มีรัฐสภาแล้วจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร

3. นักการเมืองไทยมีนิยามของคำว่า "ความรับผิดชอบ" ไม่เหมือนประเทศอื่นๆ ครับ ออ. แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าใครดีกว่ากัน เอาพูดถึงนักการเมืองต่างประเทศก่อนนะครับ หากเขาทำอะไรผิด เขาจะลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่นักการเมืองไทยหากทำผิด ลาออกไม่ได้ครับ การลาออกคือยอมรับว่า ผิด (นั่นหมายถึง ยังงัยๆ ฉันก็ไม่ผิดครับ) และถึงแม้ว่า จะยอมรับว่าผิด ก็ยิ่งลาออกไม่ได้ใหญ่ เพราะต้องรับผิดชอบด้วยการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นก่อน ฮาฮาฮา ถึงแม้ว่า คนส่วนใหญ่จะพยายามบอกว่า หยุดเถอะ ลาออกแล้วปัญหาจะแก้ได้หากไม่มีคุณ ฮาฮา

4.นักการเมืองระดับบิ๊กจะต้องใจนักเลงครับ มีนักการเมืองระดับ M และ S เป็นลูกสมุน ฮาฮาฮา แต่ตอนนี้ผมต้องนิยามคำว่า นักเลงใหม่แล้วครับ สมัยก่อน ใจนักเลง คือ ผิดก็ว่ากันตามผิด ยอมรับ กล้า ใจถึง กล้าเผชิญความจริง นิยามใหม่คือ ใจถึงครับ ยกเว้นเรื่องคุก ฮาฮา จ่ายค่าปรับ ตัดสิทธิทางการเมืองจะกี่ปี ยังโอเคครับ แต่ถ้าติดคุก หนีไว้ก่อนดีกว่า เมื่อวานนี้ถ้าผมจำไม่ผิดเป็นรายที่สามแล้วครับนักการเมืองที่มีแววติดคุก แต่ยอมไม่ไปฟังคำพิพากษาเสียนี้ นักเลงจริงๆ นักการเมืองไทย ฮาฮาฮา

แค่นี้แล้วกันครับ ขืนเขียนต่อ มีหวังคงมีนักการเมืองบางกลุ่มจ้างคนมาประท้วงหน้าบ้านผมแน่ๆ ฮาฮาฮา