ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังปวดหัวกับปัญหาเงินเฟ้อสูงที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเพราะไม่ว่าจะเลือกดูแลด้านใดด้านหนึ่งย่อมมีผลกระทบกับอีกด้านหนึ่งเสมอ ทำให้ธนาคารทั่วโลกต่างระมัดระวังในการดำเนินนโยบาย จึงเป็นความท้าทายของธนาคารกลางทั่วโลกที่ต้องใช้ทั้ง "ศาสตร์และศิลป์" เพื่อให้เกิดผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจโดยรวมน้อยที่สุด
ที่สำคัญปัญหาเงินเฟ้อและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในขณะนี้ การใช้นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังด้วย ดังนั้นการผสมผสานระหว่างนโยบายการเงินกับนโยบายการคลัง เป็นอีกความท้าทายหนึ่งที่ต้องทำให้เกิดความลงตัวไปในทิศทางเดียวกัน
สำหรับเศรษฐกิจไทยซึ่งเผชิญปัญหาเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นเดียวกับประเทศอื่นทั่วโลก โดยเฉพาะในครึ่งหลังของปีนี้ ความเสี่ยงของเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจชะลอตัวมีเพิ่มขึ้น แต่การดำเนินนโยบายการเงินและนโยบายการคลังจะผสมผสานดูแลแก้ปัญหาได้หรือไม่นั้น ดร.สมภพ มานะ รังสรรค์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้สัมภาษณ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ในประเด็นนี้ว่า
"ปัจจัยที่ผมเป็นห่วง คือ ประสิทธิภาพของนโยบายการเงินที่จะดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ กับประสิทธิภาพของนโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ทำให้เราเกิดสิ่งที่เรียกว่า ข้อจำกัดของนโยบายเศรษฐกิจมหภาค คือนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง" โดยนโยบายการเงินที่น่าเป็นห่วง เพราะ "หัวใจ" หลักของนโยบายการเงิน
ที่ ธปท.ใช้เงินเฟ้อพื้นฐานเป็นเป้าหมาย ในการดำเนินนโยบายการเงิน (inflation targeting) ตอนนี้ค่อนข้าง ด้อยประสิทธิภาพ ด้วย 2 เหตุผล คือ 1.เงินเฟ้อพื้นฐานกำลังจะชนเพดาน 3.5% 2.ปัญหาเศรษฐกิจไทยอยู่ที่เงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งเกิดจาก 2 ตัวแปรที่นำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อ คือ ราคาอาหารและราคาพลังงาน ดังนั้นการใช้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นเป้าหมายในการดำเนินนโยบายการเงินอาจไม่เหมาะสม เพราะปัญหาของคนและปัญหาของเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน นั่นคือเรื่องแรกที่ ดร.สมภพคิดว่าต้องคำนึงถึง และ ธปท.ควรจะทบทวนการใช้เป้าหมายเงินเฟ้อใหม่ด้วย
อีกประเด็นคือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายหรืออัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตร(อาร์/พี)ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการดำเนินนโยบายการเงิน เพราะการที่จะทำให้เงินเฟ้อเป้าหมายอยู่ในกรอบหรือไม่ ขึ้นอยู่กับนโยบายตัวนี้ เช่น ถ้าเห็นว่าเงินเฟ้อต่ำ ธปท.ก็ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาร์/พี เพิ่มปริมาณเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ถ้าเงินเฟ้อสูง ก็ต้องหาทางลดปริมาณเงินในระบบ คือ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาร์/พี แต่เครื่องมือตัวนี้ที่เคยใช้ได้ผล ต่อไปนี้จะใช้ได้ผลน้อยลง เพราะขณะนี้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) ใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยอาร์/พีมาก ที่สำคัญกว่าคือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยอาร์/พี ตัวนี้จะทำให้อัตราดอกเบี้ย อาร์/พี ไร้ความหมาย เพราะถ้าอัตราดอกเบี้ยอาร์/พีต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา คือ สถาบันการเงินที่ขาดเงิน จะเข้ามากู้ยืมในตลาดอาร์/พี โดยเอาพันธบัตรมาขายให้ ธปท.เพื่อเอาเงิน ออกไปหมุนในระบบ เพราะต้นทุนเงินต่ำกว่าการรับฝากเงินจากประชาชน ซึ่งมีการแข่งกันมากโดยเฉพาะธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก เมื่อสถาบันการเงินแห่มาใช้วงเงินในตลาดอาร์/พีจำนวนมาก หมายความว่า ธปท.ต้องอัดฉีดเงินเข้าระบบ ทำให้ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อก็ต้องเพิ่ม จากปัจจุบัน ที่อยู่ระดับสูง 8.9% แล้วจะคุมเงินเฟ้อได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ในที่สุดอัตราดอกเบี้ยอาร์/พีต้องปรับขึ้น เพราะตราบใดที่อัตราดอกเบี้ยอาร์/พีขึ้นต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก อัตราดอกเบี้ยอาร์/พีจะหมดความหมาย การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจึงไม่ใช่เพื่อเป้าหมายไปลดทอนการบริโภคหรือการลงทุน ซึ่งเป็นการคุมขาข้างหนึ่งของเงินเฟ้อได้ คือคุมการใช้จ่ายได้
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าดูให้ดีการปรับอัตราดอกเบี้ยอาร์/พี เป็นการทำให้เครื่องมือการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.ดำรงอยู่ ไม่งั้นจะใช้เครื่องมืออะไรดำเนินการ "ถ้าอาร์/พีต่ำ และสถาบันการเงินใช้อาร์/พีมากขึ้น เท่ากับเป็นการปั๊มเงินเข้าระบบ ต่างจากตลาดอินเตอร์แบงก์ที่เงินหมุนเวียนเป็นเงินในระบบ ไม่ใช่อัดฉีดเงินเพิ่ม โดย ธปท. ดังนั้นถ้าสถาบันการเงินต้องการกู้ในอัตรา 3.25% ธปท.ก็ต้องปล่อยกู้ ไม่งั้นอัตราดอกเบี้ยอาร์/พีจะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร"
โดยอัตราดอกเบี้ยอาร์/พีที่เหมาะสมนั้น ดร.สมภพเห็นว่า ต้องเป็นระดับที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)รายงานว่า อัตรา ดอกเบี้ยเงินฝากประจำทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ไทยประเภท 3 เดือน เฉลี่ยอยู่ที่ 1.75-3.25% ประเภท 6 เดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.75-3.5% ประเภท 12 เดือนอยู่ที่ 1.75-4% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยอาร์/พีอยู่ที่ 3.25%
สำหรับนโยบายการคลัง ประเด็นที่ ดร.สมภพเป็นห่วง คือ การไปใช้นโยบายการคลังมากเกินไปและ ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การอัดฉีดให้ประชาชนระดับรากหญ้ามาก ๆ จะมีผลกระทบข้างเคียงต่อเงินเฟ้อ เพราะการไปกระตุ้นรากหญ้า ทั้งที่อำนาจซื้อของคนในชนบทมีมากอยู่แล้วจากราคาพืชผลเกษตรที่ราคาดี ยิ่งเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายสร้างแรงกดดันเฟ้อมากขึ้น นี่คืออาการง่อยเปลี้ยเสียขาของนโยบายการคลังที่แก้ปัญหาผิดจุด เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้กลุ่มเป้าหมายไม่ใช่คนในชนบท แต่เป็นผู้มีรายได้ประจำที่อยู่ในเมือง หรือคนจนในภาคเมือง ที่ควรได้รับการดูแลให้มีรายได้เพียงพอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น "นโยบายการคลังต้องมีคุณภาพดีขึ้น หลุดมาจากความจำเจ อย่าให้อดีตเป็นตัวกำหนดหรือพันธนาการปัจจุบันและอนาคต โดยไปคิดว่าเครื่องมือนี้เคยใช้ได้ดีในอดีตกระตุ้นรากหญ้าได้ แล้วจะนำมาใช้อีกมันไม่ใช่ ปัญหาแบบนี้ต้องพึ่งการใช้จ่ายการลงทุนภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ เช่น การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ การสร้างรถไฟรางคู่ เป็นต้น เพราะจะเป็นตัวประสานกับอำนาจซื้อในชนบท ช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แต่ที่ผ่านมารัฐบาลกลับไม่เร่งทำ ทำให้เสียโอกาส ซึ่งเป็นความผิดพลาดตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ"
สุดท้าย ดร.สมภพเชื่อว่า โดยพื้นฐานแล้วเศรษฐกิจไทยยังไปได้ แต่จะมีความเสี่ยงมากขึ้น หากการดำเนินนโยบายการเงินการคลังไม่มีประสิทธิภาพ และไม่ผสมผสานกันอย่างเหมาะสม
ประชาชาติธุรกิจ 10 กรกฎาคม 2551