คนที่รู้จักปรับให้เหมาะกับบริบทต่างๆของชีวิต การทำงาน และสถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่จะมีความสวยงามสง่า หล่อเหลา แต่หากไม่ก็จะเป็นอีกด้านหนึ่ง ดั่งการปรับความร้อนของเตารีดให้เหมาะกับเสื้อผ้าของเราย่อมส่งผลให้เราสวยงามและหล่อเหลาจากการสวมใส่เสื้อผ้าที่รีดนั้น

เช้าๆผมรีดเสื้อผ้าที่จะใส่ไปทำงานเสมอครับ เช้านี้ก็เช่นกัน ขณะรีดพลางเกิดไอเดีย ปิ้งขึ้นมา เวลารีดนั้นเราต้อง "ปรับ" สวิชท์ความร้อนให้เหมาะสมกับ "เนื้อผ้า" ที่จะรีด หากปรับความร้อนน้อยไปผ้าที่รีดก็ไม่หายยับ หากปรับความร้อนมากไปก็เกิดความเสียหายต่อเนื้อผ้า

การรู้จัก "ปรับ" ให้เหมาะสมจะทำให้เราได้รับประโยชน์จากสิ่งต่างๆเหล่านั้น หากน้อยไป หรือมากไปล้วนส่งผลที่เป็น nagative ต่อสิ่งที่เราทำไม่มากก็น้อยครับ ดังยกตัวอย่างเตารีดข้างต้น และอุปกรณ์อื่นๆก็เช่นกัน หลอดไฟฟ้าถ้าสว่างน้อยไปก็ส่งผลกระทบต่อการอ่าน รวมถึงส่งผลต่อสุขภาพของดวงตา สว่างจ้าเกินไปก็ไม่ดี และมีความร้อนแถมให้อีก เครื่องปรับอากาศก็เช่นกันปรับน้อยไปก็หนาวปรับมากไปก็ร้อน แม้แต่เพลงเพราะๆ หากเปิดเสียงเบาไปก็ไม่อาจฟังความไพเราะของเพลงนั้นได้ หรือหากเปิดเสียงดังลั่นความไพเราะนั้นก็จะลดน้อยไป และมีความรำคาญเข้ามาแทนที่

คนเราก็เป็นเช่นนั้น เพียงแต่ คนไม่มี "ปุ่มสวิทช์" อย่างอุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวแล้วข้างต้น แต่สวิทช์นั้นมีอยู่ที่"ใจ"เราครับ

การ"ปรับให้เหมาะสม"ในคนเรานั้นเป็นได้ทั้ง"ศาสตร์และศิลป์"ครับ บางจังหวะเวลาต้องใช้ศาสตร์ว่ากันตามหลักการ หลักวิชา แต่บางครั้งก็ต้องใช้ศิลปะ ประนีประนอม อลุ่มอล่วย หรือมองข้ามบางอย่างเพื่อผลลัพท์สุดท้ายที่ต้องการ หรืออาจต้องชลอรอโอกาสหรือจังหวะที่เหมาะสมหรือเมื่อสถานการณ์คลี่คลายหรืออื่นๆ และบางสถานการณ์ก็อาจต้องใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กันไป

คนที่รู้จักปรับให้เหมาะกับบริบทต่างๆของชีวิต การทำงาน และสถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้าอยู่จะมีความสวยงามสง่า หล่อเหลา แต่หากไม่ก็จะเป็นอีกด้านหนึ่ง ดั่งการปรับความร้อนของเตารีดให้เหมาะกับเสื้อผ้าของเราย่อมส่งผลให้เราสวยงามและหล่อเหลาจากการสวมใส่เสื้อผ้าที่รีดนั้น