ผมชอบหนังสือเล่มนี้เพราะหลายเรื่องสะท้อนภาพความเป็นนิสิตนักศึกษา หรือปัญญาชนของชาติ

(๑)  .....

 

 

ผมมีหนังสือประเภทบันเทิงคดีอยู่ประมาณไม่น้อยกว่า   พันเล่ม  ซึ่งนั่นเป็นการบันทึกสถิติย้อนหลังเมื่อสัก ๕  ปีที่แล้ว   โดยซื้อหนังสือในแต่ละครั้ง  ผมมักจะเขียนไว้ที่ปกในของหนังสือเสมอว่า...ซื้อเมื่อไหร่  ?  ซื้อจากที่ไหน ? ราคากี่บาท  ?.... รวมถึงแรงบันดาลใจ  หรือห้วงความรู้สึกตนเองในขณะซื้อ -  


หรือแม้แต่สภาพดินฟ้าอากาศ  ผมก็ไม่ลืมที่จะบันทึกไว้ว่าขณะที่ซื้อหนังสือนั้น  ท้องฟ้า  ท้องถนน  และสายน้ำเป็นเช่นใดบ้าง

  

ทุกวันนี้  ผมยังซื้อหนังสือเหมือนเดิม  หากแต่ซื้อน้อยลง  และอ่านหนังสือน้อยลง 
ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นเพราะไม่มีเวลาไปร้านหนังสือ  และการงานอันหนักหน่วงก็พรากผมไปจากโลกของหนังสืออย่างน่าเจ็บใจ  เพราะถ้าสมองไม่ว่างพอ  ผมก็ไม่มีแรงจูงใจพอที่จะอ่านหนังสือได้

 

 

 

(๒)  .....

 

 

 

เมื่อคืนที่ผ่านมา -
ผมนั่งทำงานที่สำนักงานจนเกือบรุ่งสางเลยก็ว่าได้  บางจังหวะเดิน ๆ นั่ง ๆ  บางจังหวะก็จัดเรียงเก้าอี้เป็นเตียงนอนชั่วคราว 
และผมก็บอกไม่ได้เช่นกันว่า  งานอะไรกันนักหนาถึงดาหน้ามาให้คิดและจัดการอยู่อย่างไม่รู้จบ
 

 

จวบจนรุ่งเช้านั่นแหละผมถึงกลับไปที่ห้องพัก  เพื่อทำหน้าที่ของคุณพ่อบ้าน  ด้วยการพาอัศวินน้อยทั้งสองอาบน้ำ  แต่งตัว  และป้อนข้าวพวกเขาอย่างเป็นสุข  ก่อนจะพัดหลงไปยังตู้หนังสือของตนเอง  จึงนึกได้ว่า ...นานและนานแค่ไหนแล้วนะที่ผมไม่เคยเลยที่จะจัดเรียงหนังสือของตนเอง

 

 

 

(๓)  .....

 

 

ย้อนกลับไปสัก ๔   ปีที่แล้ว   ผมใช้เวลาอยู่กับหนังสือในตู้หรือชั้นตัวเองอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง  ผมสามารถบอกได้เลยว่า  หนังสืออะไร เล่มไหนวางเรียงอยู่ตู้ใด   และเรียงราย หรือซ้อนทับกันอยู่บริเวณใดของตู้

 
หลายคนที่มีโอกาสเข้ามาเล่นที่ห้องก็มักแปลกใจว่า  หนังสือมากมายเช่นนั้น  ทำไมผมถึงจดจำได้ว่าแต่ละเล่มจัดวางอยู่มุมใดของตู้หนังสือกันบ้าง ?


สำหรับผมแล้ว 
ผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องพิลึกกึกกืออะไรเลย   เพราะเมื่อเราให้
ใจและให้เวลาไปกับอะไรสักอย่าง  เราก็ย่อมจดจำมันได้เสมอ  แค่หลับตาก็ย่อมเห็นภาพนั้น ๆ  แจ่มชัดราวกับแตะต้องสัมผัส

และทั้งปวงนั้นก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการให้ใจและให้เวลากับสิ่งนั้น ๆ  และถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเรา

 

 

 

(๔)  ...

  

 

เช้าของวันนี้   ผมนึกขึ้นมาได้ว่าควรจะทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับหนังสือได้บ้าง  หลังจากก่อนหน้านี้เคยขนออกไปจำหน่าย และให้คนเช่า  หรือแม้แต่นำไปบริจาคก็มีมากเหมือนกัน

 

 

หากแต่คราวนี้ ...
ผมกลับมองในสิ่งที่ตรงกันข้าม  ผมคิดเองตัดสินเองว่าจะนำเรื่องราวของหนังสือในตู้หนังสือของตนเองมาบอกกล่าวกับมิ่งมิตรทั้งหลาย   เผื่อบางทีจะเป็นการแบ่งปันทางปัญญา  หรือการเชื่อมโยงมิติทางความคิดสู่กันและกันโดยมีหนังสือเป็นสะพาน หรือแม้แต่เวทีให้เรา ๆ ท่าน ๆ ได้ร่วมพบพานกันทางความคิด

  

 

(๕)  .....

 

 

และหนังสือเล่มแรกที่ผมถือติดมือในวันนี้เพื่อประเดิมการเปิดบันทึกในหัวข้อ เลียบเลาะตู้หนังสือนายแผ่นดิน  ก็คือ  บันทึกการเดินทางของดวงดาว  ซึ่งเขียนโดย  ประสิทธิ์   รุ่งเรืองรัตนกุล

  

 

 

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวมรวมบทร้อยกรองและเรื่องสั้นมาอยู่ด้วยกัน  พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี  ๒๕๒๒  โดยสำนักพิมพ์ พี.พี  จำนวน ๔,๐๐๐  เล่ม  และจำหน่ายในราคาเล่มละ  ๑๕  บาท  (แต่ผมซื้อมาในราคาเล่มละ  ๕๐  บาท)

 

 

ผมซื้อมาเมื่อปี  ๒๕๔๒ -
ตอนนั้นซื้อมาเก็บไว้หลายเล่ม  โดยมีจุดมุ่งหมายชัดเจนว่าอยากแจกจ่ายให้นิสิต หรือน้องนุ่งอันเป็นที่รักคอเดียวกันได้อ่านกัน ได้เสพวรรณกรรมกันอย่างออกรส

 

 

ผมชอบหนังสือเล่มนี้เพราะหลายเรื่องสะท้อนภาพความเป็นนิสิตนักศึกษา  หรือปัญญาชนของชาติอยู่อย่างน่าสนใจ  เรียกเป็นวัยรุ่น ๆ หน่อยก็ประมาณ "โดนใจ"  นั่นเอง  และแต่ละเรื่องก็ดูเหมือนจะโน้มเอียงไปในทำนองตีแผ่ภาพชีวิตในแง่มุมที่อัปลักษณ์เสียด้วยสิ !   

 

 

และในความเป็นจริงเราเองก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า  หนังสือคือเครื่องมือหนึ่งของการบันทึกความเคลื่อนไหลของสังคม  เฉกเช่นที่นักวิชาการได้นิยามแนวคิดนี้ในทำนองว่า ดูวรรณกรรมจากสังคม ..ดูสังคมจากวรรณกรรม  ซึ่งก็หมายถึงสถานะอันสำคัญของหนังสือ (วรรณกรรม)  นั้นก็เป็นประหนึ่งกระจกสะท้อนสังคมดี ๆ นี่เอง

 

  

 

(๖)

 

 

และจากนี้ไป  คือ  ส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่เกี่ยวกับนิสิตนักศึกษา หรือปัญญาชนของชาติที่ตีพิมพ์ในหนังสือเรื่องดังกล่าว  

 

 

-        แด่ ...นางแบบที่มหาวิทยาลัย

...

กระโปรงเปิดขาอ่อนชัด
เข็มขัดเหมือนรองสะดืออยู่
เสื้อรัดอกตั้งสะพรั่งพรู
พุ่งชูเครื่องหมายสถาบัน
ใส่รองเท้าส้นสูงหกนิ้ว
สูงลิ่วเชียวสาวสวรรค์
แหวนกำไลประดับประดาสารพัน
ช่างสรรหามาประดับตัว

...

 

-         คาสิโนน้อย ๆ ที่มหาวิทยาลัย

 

....

นี่หรือชนชั้นปัญญาชาติ
ไยขาดสติวินิจฉัย

เล่นการพนันในมหาวิทยาลัย
หรือทำอะไรก็ได้
กูอภิสิทธิ์ชน

...
นี่หรือมหาวิทยาลัย
แหล่งให้การศึกษา
กลายเป็นคาสิโน ..อนิจจา

เพาะวิชาความเชี่ยวชาญการพนัน

ที่นี่อภิสิทธิ์สถาน หรือ

แม้มือกฎหมายกลายเป็นหมัน
เล่นที่ไหนตามจับพัลวัน

แต่ปล่อยมันถ้ามหาวิทยาลัย

....

 

 

 

-        การพนันในมหาวิทยาลัย : เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

 

ใคร ๆ เขาว่าท่านเป็นมันสมองของชาติ
ท่านเป็นปัญญาชน

ท่านมีวิจารณญาณที่ดี

ใคร ๆ ก็ศรัทธาท่าน

ท่านปราดเปรื่อง

ท่านใช้เวลาว่างอย่างมีประโยชน์
เล่นการพนันในมหาวิทยาลัย

เป็นการพักผ่อนสมอ

...

 

 

-        นักศึกษา

 

 

ก่อนอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า

นักศึกษามาถึงคณะแล้ว

บ้างอ่านหนังสือเรียน

บ้างจับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน

 

แล้วต่างก็เข้าเรียนอย่างหื่นกระหาย

ความหิวโหยตัวหนังสือระรี้ระริกเต็มนัยน์ตา

เขียน  เขียน  เขียน  จด   จด  จด

ทุกคำที่หลุดจากปากอาจารย์

เพื่อเก็บไว้ท่อง ท่อง  ท่อง

 

ชั่วโมงว่าง

บ้างไปเตร่ย่านการค้า

บ้างไปดูภาพยนตร์

บ้างจับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน

วันนี้ยายตุ๊แต่งตัวเซ็กซี่เป็นบ้าเลย
ลิ้ปสติคแท่งใหม่เป็นไงบ้าง
เดี๋ยวไปนั่งค้อฟช้อพดีกว่า
ยกกระจกส่องหน้า
แก้มซ้ายแดงไปหน่อย

...

 

 

-        ไม่มีข่าวจากบัณฑิต

 

...

ปัญญาชนวันนี้อยู่ที่ไหน

พิบัติภัยไฟเย็นเห็นไหมนั่น

คนอดอยากทรมานมานานวัน

ยุติธรรม์เสรีสิทธิ์ถูกลิดรอน

การศึกษาบนภาษีพี่น้องราษฎร์

เรียนรู้ศาสตร์เพียงผิวนอกที่หลอกหลอน

ไม่รับสัจจ์ปรัชญาประชากร

หลงคำสอนเพียงแค่เห็นแก่ตน

เปล่าเปลืองงบประมาณการศึกษา

เสริมคุณค่าเฉพาะหมู่ดูไร้ผล

อนาถผู้ชื่อว่าปัญญาชน

กลายเป็นคนสืบเชื้อสายพวกนายทุน

 

จากนิสิตนักศึกษามหาบัณฑิต

อภิสิทธิ์สืบทอดตลอดรุ่น

ขึ้นหอคอยงาช้างอย่างมีบุญ

ลืมเกื้อหนุนทั่วถ้วนมวลประชา

มีบัณฑิตทำไมในวันนี้

เมื่อเป็นบัณฑิตที่ไม่มีค่า

ในระบบวิชาการเพื่อการค้า

มีมหาวิทยาลัยทำไมกัน

 

 

 

-        เธอผู้มาใหม่

 

...

อย่าหลงตัวเองนัก

เธออาจเก่ง  ฉลาด ที่ผ่านเข้ามาในรั้วนี้ได้

แต่เธอคิดไหมว่า 

เธอมีโอกาสที่จะเก่ง  ฉลาด  ต่างหาก

 

การศึกษาคือการแข่งขัน

ต้องแก่งแย่ง  ชิงดีชิงเด่น

คนรวยคนจนได้เรียนไม่เท่ากัน

เพียงเพราะมี เงิน  ไม่เท่ากัน

มันยุติธรรม หรือ

              ทั้ง ๆ ที่ทุกคนเป็นคน

 

 

ทั้งหมดนี้อาจฟังดูหม่น ๆ  เครียด ๆ  ไปบ้าง  แต่ก็อย่างว่าในยุคสมัยหนึ่ง  เรื่องราวเหล่านี้อาจกลาดเกลื่อนเตะตาอย่างก่ายกอง  หรือแม้แต่ในปัจจุบันก็อาจมีสภาพไม่ต่างกันนักก็เป็นได้

 

จริง หรือเท็จ ...
ก็คงต้องอยู่ที่การเสพสังเคราะห์วรรณกรรมของแต่ละท่าน

 

และในภายภาคหน้า  หากมีโอกาสผมจะนำบทกวีฉบับสมบูรณ์ครบทุกบทมาให้อ่าน  จะได้ไม่ต้องอ่านแบบค้าง ๆ คา ๆ  และงง ๆ  กับการต้องจินตนาการในบทที่เหลือกันเองอย่างชวนปวดหัว

 

นี่แหละครับ...คือหนังสืออีกเล่มที่ผมปรารถนาให้มิ่งมิตรได้พานพบ  และที่สำคัญคืออยากให้น้องนิสิตของผมได้พบเจอ

 

 

.....

๙  กรกฎา  ๕๑
ฟ้าที่ฝนยังไม่หยุดรินสาย