ขุนพันจอมขมังเวทย์
ชายแก่ตัวผอมสูงหุ่นสันทัดไว้หนวดโง้ง ในมือถือไม้ตะพด แม้เขาจะถูกใคร ๆ เรียกว่า ท่านผู้เฒ่า แต่ใบหน้าที่ดูดุดัน และทรงอำนาจ ยังทำให้ดูน่าเกรงขามอยู่ หากแต่ในสายตากลับเปลี่ยมไปด้วยความกรุณา ข้าพเจ้าจำชายผู้นี้ได้แม่น เพราะหนวดของท่านเป็นเอกลักษณ์หาใครไหนเหมือนไม่ ข้าพเจ้าเที่ยวไล่ถามใครต่อใครว่าบุคคลผู้นี้คือใคร เป็นญาติเราหรือไม่ ใยมีรูปของท่านผู้นี้ติดอยู่ตรงฝาบ้าน ใครคนหนึ่งบอกว่า “เขาคือขุนพัน” ท่านเป็นเพื่อนกับปู่ เป็นยังไง ข้าพเจ้าสงสัย
ย่าเล่าให้ฟังว่า ขุนพันท่านเป็นตำรวจรู้จักกับปู่ตั้งแต่ตอนปู่เป็นนายอำเภอ ที่อำเภอหนึ่งอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พอปู่ย้ายมากระบี่ก็ไม่ค่อยได้เจอท่านขุน เพราะท่านเดินทางไปปราบโจรหลายจังหวัด วันหนึ่งท่านผ่านมากระบี่เลยแวะมาเยี่ยมปู่ ณ ที่ว่าการอำเภออ่าวลึก ท่านเอาว่านขนาดเท่าครึ่งนิ้วก้อย มาฝากปู่รวม 10 อัน ท่านว่าเวลาใช้ว่านนี้ให้เคี้ยวและกลืนลงไป ถ้าอยากเหนียวห้ามฉี่ เสร็จสรรพท่านขุนพันก็ให้ปู่นั่งคุกเข่าและถกขากางเกงขึ้นมาเหนือเข่า เพื่อทดสอบว่านที่พึ่งกินลงไป ท่านขุนพันเอาดาบคมกริบอันหนึ่ง ฟันลงไปที่ขาปู่ ดาบมันเด้งกลับมาด้วยความแรง เหมือนยางหนังสะติ๊ก ท่านขุนฟันอีก 3-4 ครั้งดาบมันก็เด้งกลับเหมือนเดิม บรรดาข้าราชการทั้งหลายในที่ว่าการอำเภอเห็นแล้วต่างตกตะลึง กับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า
คมดาบนั้นไม่ระคายผิวปู่แม้แต่น้อย คงมีรอยจางแดง ๆ เท่านั้น ปู่เองก็ไม่รู้สึกเจ็บปวด หรือฟกช้ำแต่อย่างใด ท่านขุนพันเดินตรงไปยังหน้าต่าง ข้าง ๆ โต๊ะทำงานของปู่ แล้วเอาดาบเล่มเดิม ฟันไปที่ขอบหน้าต่างเสียงดัง...ปัง! คมดาบนั้นตัดผ่านเนื้อไม้ จมลงไปถึงครึ่ง ท่านขุนหันมายิ้ม พร้อมกับปล่อยมือจากดาบที่ติดคาอยู่กับขอบหน้าต่างนั้น
ใช่แล้ว คุณเองก็คงรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น ย่าเล่าต่อ รอยดาบนั้นกลายเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ต่างรับรองและรับประกันว่าหนังเหนียวมีจริง
เสียดายนักที่ไม่รู้ว่า ว่านนั้นคือ ว่านอะไร ไม่อย่างนั้นจะเอาไปฝากพี่ๆทหารตำรวจรวมทั้งคุณครูที่ทำงานเสี่ยงภัยอยู่ทางภาคใต้ อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไปเสียเงินเสียทองซื้อเสื้อเกราะ..... หนักก็หนัก.... ร้อนก็ร้อน เมืองไทยมีอะไรดี ๆ ตั้งเยอะ เรากลับมองเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลไปเสียนั่น เสียดาย เสียดาย อยากรู้หนักหนาว่า ว่านหนังเหนียวนั้นคือต้นอะไร
ว่าไปแล้วของดีใช่ว่าจะหากันง่ายๆ มีเงินอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องมีวาสนาด้วย และเหนืออื่นใดผู้นั้นต้องตั้งอยู่ในคุณธรรม และศิลธรรม ของดีจึงจะอยู่กับตัว ทั้งยังเกิดมงคลกับชีวิต สมดังเจตนาของผู้สร้างวัตถุมงคล
ย่าเล่าต่อไปว่า ยุคนั้นโจรมันชุมเสียยิ่งกว่ายุง ทั้งปล้น ฆ่า ข่มขืน ชาวบ้านต่างหวาดกลัว คนสมัยนั้นจึงต้องมีของดีไว้ป้องกันตัว ลำพังปืนอย่างเดียวคงไม่พอ ไม่อย่างนั้นอายุอาจสั้นก่อนวัยอันควร
อย่างตอนที่มือปืนมาซุ่มดักยิงปู่ มันมาดักรออยู่หลายวัน ทั้งที่ปู่ก็เข้าออกตามปกติ แต่โจรมันกลับมองไม่เห็น ต่อมาลูกน้องของปู่ไปพบกองก้นบุหรี่เข้า จึงทราบว่ามีคนจ้างมือปืนมาดักรอสังหาร ปู่เชื่อว่าที่แคล้วคลาดจากมือปืนอาจเป็นเพราะพระองค์เล็กๆที่ขุนพันทำให้ ซึ่งท่านขุนกำชับนักหนาว่าให้ระวังตัวและแขวนพระนี้ไว้อยู่เสมอ จะได้แคล้วคลาดและปลอดภัย
วันนี้มีข่าวใหญ่ในประเทศไทย ถึงการเสียชีวิตของท่านขุนพันที่อายุกว่า 100 ปี ทำให้ข้าพเจ้าอดรนทนไม่ไหวที่จะต้องเล่าเรื่องราวแต่เก่าก่อนอีกครั้ง เพราะได้ยินเรื่องราวของ จตุคามรามเทพ จากคุณโหน่ง ติณเมธ วงศ์ใหญ่ นิติกร ม.แม่ฟ้าหลวงที่เขาคลั้ง..หยากได้มาครอบครองสักองค์นัยท่านขุนพันเป็นผู้ทำขึ้น และมีชื่อเสียงนักด้าน ค้าขาย และร่ำรวย และวันนี้เองเป็นอีกวันหนึ่งที่จะยืนยันคำพูดที่ว่า คนเราตายไปสิ่งที่เหลือไว้คือคุณงาม และความดี
เห็นด้วยค่ะ ตรงกับคำกล่าวที่ว่า อยู่ให้เขารัก จากไปให้เขาคิดถึง (เกี่ยวกันเปล่าไม่รู้ ฮิฮิ)