จิตนี้เองธรรมดาย่อมชอบที่จะกลิ้งเกลือกไปกับตัณหาและกามรมย์
ธรรมชาติของจิตดวงนี้นั้นเป็นดวงจิตที่สั่งสมไปด้วยเรื่องราคะ จิตดวงใดที่สั่งสมด้วยราคะ โมหะ โทสะ เรื่องรัก เรื่องใคร่ จิตดวงนั้นย่อมเกิดอีก นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เราได้เกิดมา
เราที่ได้เกิดมานั้นก็เพราะว่าเรายังตัดความรัก ความห่วง ความหวงนั้นยังไม่ได้ แต่ยังดีนะที่แต่เดิมเราเป็นผู้มีศีล มีธรรม เป็นเครื่องจ้ำจุนจิตใจ ทำให้ชาตินี้ไซร้เราจึงได้อัตภาพอันประเสริฐเกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา
จิตที่มีศีลเป็นธรรมชาติอันธรรมดาเดิมหนึ่ง และจิตนั้นก็ชอบกลิ้งเกลือกไปในทางต่ำไปธรรมชาติอีกหนึ่ง
ความเป็นธรรมชาติอย่างธรรมดาของจิตสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่คอยขัดแย้ง ต่อสู้ และเชือดเฉือนกันอยู่ตลอดเวลา
ในทางหนึ่งจิตของมนุษย์นี้รู้ดี รู้ชั่ว แต่อันว่า “เหตุผล” และ “ค่านิยม” ทำให้คนสามารถคิด พูด ทำ ไปในทางต่ำ เดินสวนธรรม โดยย่ำไปทางแห่งตัณหาและกามรมย์
เมื่อค่านิยมของสังคมประชาธิปไตยที่ใคร ๆ เขาก็เดินทางไปในทางต่ำกัน ค่านิยมนี้จึงสร้างเหตุนำผลให้คนคลายวิตกจนคล้อยตาม
จิตของบุคคลใดที่ไร้ซึ่งอุมคติอันดีงาม เป็นดวงจิตขาดซึ่งสติที่แข็งกล้า จิตของบุคคลนั้นย่อมหลงเดินไปตามเหตุตามทางที่ดวงจิตนั้นได้เกิดมาคือความรัก และความหลง
ดวงจิตหลายดวงพยายามที่จะฝืน จะขืน เดินสวนทางกระแสแห่งกิเลสนั้น แต่คลื่นลมในสังคมนั้นพัดรุนแรงเหลือเกิน จนทำให้เราต้องลู่ไปตามลม ทำสิ่งใด “ตามน้ำ” ไป
เห็นเขาโกงกัน เราก็ตามน้ำไป เห็นเขาคอรัปชั่นกัน เราก็ตามน้ำไป เห็นเขาฆ่าสัตว์กัน เบียดเบียนกัน เราก็ตามน้ำไป เห็นเขาดื่มเหล้าเพื่อเขาสังคมกัน เราก็ต้องดื่มเหล้าเพื่อเขาสังคมตามน้ำไป เห็นเขาต้องมีครอบครัวกัน ต้องอยู่กันก่อนแต่ง เราก็ทำตามเขาไป ทำตามน้ำไป เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่ว่านี้เรามีเหตุผลดีที่จะทำ เพราะใคร ๆ เขาก็ทำตามน้ำกันอยู่จนพร่ำเพรื่อดาดดื่นไป
ความเคยชินของจิตที่ฉาบทาอยู่ผิวหน้านี้เอง ทำให้จิตนี้รู้สึกสุข เสพสุขอันเล็กน้อยที่แฝงไว้ด้วยความสุขอันมหาศาลที่ตามมา
โรคร้าย ภัยพิบัติ ความอัตคัตของสังคม นี้แลเป็นเหตุจากการที่ดวงจิตชอบเสพสุขแบบเฉพาะหน้า
ความสุขเฉพาะหน้านั้นเปรียบเสมือนน้ำผึ้งที่อาบและฉาบทาไว้ด้วยยาพิษ ที่กินไป ดื่มไป รังแต่จะสร้างสม เพาะบ่มผลร้ายแก่กายและจิตใจ
ท่านทั้งหลายโปรดใช้ศีลเป็นเครื่องกั้นกระแสสังคมที่ถูกถาโถมด้วยกิเลสนี้เถิด
ใช้สมาธิเป็นเครื่องมือที่ทำใจให้สงบ กลบและข่มกิเลส ตัณหาที่รุ่มร้อนจากภายใน
ปัญญานี้เองที่จะช่วยท่านให้เดินทวนสวนทางกระแสกิเลสนี้ได้
ปัญญาจึงจัดว่าเป็นประทีปแห่งดวงใจ เป็นประทีปอันสว่างไหวใช้ส่องสว่างให้แก่หนทางในสังคมของสังคมแห่งนี้ได้นิจนิรันดร์
ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นเครื่องทำให้จิตนี้กลับกลายเป็นจิตที่ธรรมชาติแบบธรรมดา เป็นจิตที่ไร้มารยาและสาไถ
ศีล สมาธิ และปัญญา มิได้ทำจิตให้หรูเลิศ ประเสริฐขึ้นแม้อย่างใด แต่ทั้งสามสิ่งไซร้ขจัดได้ซึ่งกิเลส ตัณหา มารผจญ
ศีล สมาธิ และปัญญา พาจิตกลับคืนสู่ความเป็นจริงที่ควรจะเป็น ไม่ได้ยก ไม่ได้ชู ไม่ได้ทำให้แปลกแตกต่าง แต่ทำจิตให้เป็นจิตเดิม ๆ ทำจิตที่ขุ่นมัว ให้ขาวสะอาดดั่งเดิม
จิตเดิมของแล้วนั้นขาว บริสุทธิ์ ประดุจแก้วเจียระไนย
ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นเครื่องล้างกิเลสและตัณหาที่ปกคลุมอย่างแน่นหนาที่ฉาบทาอยู่รอบดวงจิต
จิตที่เคยกลิ้งกลอกไปมาด้วยเครื่องฉาบทา จะปักแผ่นแน่นหนาอยู่บนฐานพระสัทธรรม
จิตธรรมดาที่ต้องไม่ธรรมดาเพราะกิเลสจรเข้ามา กิเลสจรมาก็ให้เขาจรไป แล้วจิตนี้ไซร้ก็กลับกลายเป็นจิตธรรมดาเหมือนดังเดิม
กิเลสจรมาก็ให้จรไปนะ เขามาแล้วก็ให้เขาไปเถิด อย่าไปจับ ไปรั้งเขาไว้เลย จิตจักได้เป็นจิตที่ธรรมดา ๆ เหมือนดั่งเคย...

ตามมาอ่านคะ
เมื่อคืนอ่านหนังสือ
ในหนังสือเขียนไว้ว่า" การภาวนาคือการมองลึกเข้าไปในสรรพสิ่งเพื่อหาทางเปลี่ยนแปลงตนเองและสถานการณ์รอบตัว การเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ย่อมเป็นการเปลี่ยนแปลงจิตใจเราด้วย และการเปลี่ยนแปลงจิตใจก็เป็นการเปลี่ยนแปลงสถานการ
ร์เช่นกันเพราะสถานการณ์คือจิตใจ และจิตใจคือสถานการณ์ การตื่นตัวรู้นับเป็นสิ่งสำคัญ"
ได้คิด ..ปกติไม่ค่อยฝึกจิตเท่าไร จึงกลายเป็นต้องวิ่งตามจิต ..เหนื่อย..
มีคำกล่าวไว้ว่า "ไม่ว่าข้าพเจ้าจะกำหนดจิตไว้ ณ ที่ใด ความจดจ่อของข้าพเจ้าจะถูกรั้งไว้ ณ จุดที่จิตแล่นไปนั้น แล้วข้าพเจ้าก็จะแพ้พ่ายแก่คู่ต่อสู้ " "เมื่อบุคคลหนึ่งคิด เขาจุถูกความคิดของตัวเองยึดไว้"
คำถาม คือ "งั้นเราควรกำหนดจิตไว้ ณ ที่ใด"
คุณเอกราชพูดถูกใจ ...เหนื่อย...........
.................เหนื่อยจริงๆ........
การลอยตามน้ำช่างง่ายสบายและน่าภิรมย์(โลกียะ)
การลอยทวนกระแสช่างเหนื่อยนักแต่คุ้มค่า(โลกุตระ)
กลิ่นใดไหนเล่าลอยทวนลมได้
กลิ่นใดไหนเล่าจะหอมเท่ากลิ่นศีล
บันได 5 ขั้น เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จ
เมตตา ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา
นมัสการพระอาจารย์สุญฺญตาครับ
กระผมเข้ามาเยี่ยมและติดตามอ่านบันทึกของท่านครับ
เราควรกำหนดจิตไว้ ณ ที่ใด...?
จิตนั้นเมื่อออกจากร่างหนึ่งก็ไปอาศัยอีกร่างหนึ่ง สูงบ้าง ต่ำบ้าง เล็กบ้างใหญ่บ้าง
ชาตินี้ ภพนี้ เราได้ร่างกายนี้มาเพื่อให้จิตได้อาศัยอยู่ ก็พึงใช้ร่างกายนี้ที่ครั้นยังมีลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ให้จิตได้พัฒนา ให้จิตได้ "ภาวนา..."
ให้สม ให้คุ้มค่ากับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนา...!