การงาน

อันการงาน คือค่า ของมนุษย์
ของมีเกียรติ สูงสุด อย่าสงสัย
ถ้าสนุก กับการงาน เบิกบานใจ
ไม่เท่าไหร่ รู้ธรรม ฉ่ำซึ้งจริง

ตัวการงาน คือการ ประพฤติธรรม
พร้อมกันไป หลายส่ำ นำค่ายิ่ง
ถ้าเปรียบ ก็เหมือนคน ฉลาดยิง
นัดเดียววิ่ง เก็บนก หลายพกเอยฯ

คือการงาน นั้นต้องทำ ด้วยสติ
มีสมาธิ(ใจจดจ่อกับงาน)
มีขันติ(อดทนกับงาน)
มีอุตสาห์(พากเพียรในงาน)
มีสัจจะ(ตรงต่อเวลา) มีทมะ(ฝึกฝน)
มีปัญญา มีศรัทธา(เชื่อมั่นในงาน)
มีกล้าหาญ รักงานจริงฯ
 

การงานเป็นสิ่งน่ารัก

อันที่จริง การงาน นั้นน่ารัก
เมื่อยังไม่ รู้จัก ก็ตาขวาง
เมื่อรู้จัก ก็ปล่อยละ แล้วละวาง
บ้างร้องคราง เมื่อรอหน้า ว่าเบื่อจริง

แต่ที่แท้ การงาน นั้นน่ารัก
สอนให้คน รู้จัก ไปทุกสิ่ง
ถ้ายิ่งทำ ยิ่งฉลาด ไม่พลาดจริง
ได้ตรงดิ่ง สิ่งอุกฤษ์ จิตเจริญ

การงานนี้ ดูให้ดี มันน่ารัก
เป็นการชัก ธรรมา น่าสรรเสริญ
มีสติ(รู้ตัว) มีฉันทะ(พอใจใคร่ทำ) ทมะ(ฝึกฝนตัวเอง) เพลิน
ครั้นหยุดเดิน จิตก็วาง ทางนิพพานฯ

 

คำกลอนสอนธรรม ท่านพุทธทาสภิกขุ 

         วันนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว (1 ก.ค. 2541)  เป็นวันที่ดิฉันได้เริ่มใช้ชีวิตคนทำงานเป็นวันแรกหลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีมาได้เพียงไม่กี่เดือน  จะเป็นที่ไหนไปได้ละคะนอกจากที่หน่วยประกันคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร  แห่งนี้นี่แหละค่ะ  ดิฉันยังจำได้ว่าเป็นวันที่ตื่นเต้นสุดๆ ตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุดแต่เอาเข้าจริงๆ เหมือนกับว่าทำอะไรที่เรียกว่าทำงานไม่เป็นซักอย่าง  ที่เรียนจบนิเทศน์ศาสตร์มาเหมือนกับว่าจะไม่ได้นำมาใช้อะไรที่เกี่ยวกับงานในตำแหน่งนักวิชาการศึกษา ได้เลยซักอย่างเดียวเพราะต้องเรียนรู้ใหม่แทบทั้งหมด  ทำอะไรก็ดูจะเก้ๆ กังๆ ไปซะหมด  จำได้ว่าทำงานในช่วงปีสองปีแรกทำมันทู้ก ก ก อย่าง พิมพ์ดีด ถ่ายเอกสาร เดินหนังสือ ทำธุรการ การเงิน ฯลฯ เยอะแยะไปหมดแต่ละวันผ่านไปอย่างช้าสุดๆ เหนื่อยมากๆ ทำอะไรต่ออะไรผิดก็ต้องมานั่งแก้ไขใหม่อีกรอบ  ตกเย็นก็กลับบ้านพอเช้ามาแทบไม่อยากมาทำงาน  มานั่งนึกคงเป็นเพราะตอนนั้นเราไม่มี “ทักษะ ”
แต่พอมาถึงตอนนี้อยากกลับไปขอบคุณคืนวันเหนื่อยๆ ที่ผ่านมาเหล่านั้นจัง …

         ดิฉันรู้ตัวอยู่เสมอว่าที่ได้เข้าทำงานเพราะมีเส้นชัดๆ ต้องขอบพระคุณทุกท่านที่มีส่วนทำให้ดิฉันได้เข้ามาทำงาน ณ ที่แห่งนี้ ที่มอบสิ่งดีดีเข้ามาในชีวิตตลอดมาจนถึงวันนี้  เคยคิดเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอว่าคนเราอย่าวัดกันว่าได้งานเพราะอะไร   แต่ผลของงานที่เราทำต่างหากที่จะแสดงให้ใครต่อใครได้เห็นว่าตัวตนที่แท้จริงของเราเป็นอย่างไร

         จริงๆ แล้ววันนี้ดิฉันแทบจะลืมไปแล้วว่ามันพิเศษต่อชีวิตการทำงานของตัวเองอย่างไร  จนคุณโอนักจำประจำ QAU ซึ่งตัวเค้าเองก็มีความรักความหลังกับวันที่ 1 ก.ค. ของทุกปีอยู่เช่นกัน (ถ้าหากท่านอยากทราบว่าเรื่องอะไรคงต้องลองไปกระซิบถามกับเจ้าตัวเค้าเองนะคะ)  หลังจากได้นั่งตกใจกับความนานในการทำงานของตัวเอง  คิดเลยเถิดไปถึงวัยของตัวเองที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วมากเหลือเกิน  ซักพักก็มีใบหน้าหลายๆ ท่าน ลอยเด่นขึ้นมาเต็มไปหมด  ดิฉันเคยคิดกับตัวเองคนเดียวว่า "ชีวิตนี้ที่เกิดมาโชคดีเหลือเกินที่ได้เรียนรู้และร่วมงานกับคนดีดีเต็มไปหมด  ทั้งกับคนใน มน. และคนภายนอกในวงต่างๆ ที่ชะตาชีวิตได้พาให้ได้ไปพบไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญหรือใจสั่งมา" 

        
ถ้าจะพูดถึงหลายๆ ท่านที่ได้กรุณาเสียสละเวลามาดูงาน QA ให้กับเราชาว QAU ที่ดิฉันในฐานะคน QAU รุ่นบุกเบิกที่อยู่นานที่สุดหากนับคนที่ยังอยู่ในปัจจุบัน  ได้เรียนรู้การทำงานกับท่านทั้งแบบเต็มเวลาและไม่เต็มเวลาเนื่องจากบางท่านมีภารกิจอย่างอื่นอยู่ในมือไปพร้อมๆ กันด้วย มีมากมายหลายท่านเท่าที่ดิฉันคิดแบบเร็วๆ  ตอนนี้ก็อาทิเช่นท่านอาจารย์สุจินต์  จินายน  ท่านอาจารย์กาญจนา  เงารังษี  ท่านอาจารย์หมอทองจันทร์  หงศ์ลดารมภ์  ซึ่งถึงแม้ท่านจะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้วแต่ผลงานของท่านมีฝากไว้ให้กับเราลูกหลานมากมาย  ท่านอาจารย์ชูศักดิ์ เตชะวิเศษ ท่านอาจารย์มาลินี ธนารุณ  รวมทั้งท่านอาจารย์วิบูลย์ วัฒนาธร  เจ้านายคนปัจจุบันของเราชาว QAU

         แต่หากจะพูดถึงเจ้านายแบบเต็มๆ เวลา ที่ดิฉันได้มีโอกาสร่วมงานด้วยเป็นเวลาค่อนข้างจะนานมี  2 ท่าน  ซึ่งดิฉันขอไม่เอ่ยนามนะคะ  แต่เชื่อว่าถ้าเป็นคนในแวดวง QA ทั้งในและนอก มน. หลายๆ ท่านคงพอจะเดาถูก  เนี่ยคงเป็นเพราะพอรู้ตัวว่าทำงานมาครบ 10 ปี ทำให้ดิฉันหวลระลึกถึงเรื่องเก่าๆ ใหม่ๆ หลายๆ เรื่องขึ้นมาจนเลยเถิดมาเป็นบันทึกฉบับนี้ค่ะ

เจ้านายคนแรก ตรง โผงผาง ทำงานแบบมีระเบียบกฎเกณฑ์ ทุกอย่างต้อง 1 - 2 - 3
กับเจ้านายคนนี้เป็นเพราะบุคลิกโผงผาง แข็งแกร่งของท่าน ทำให้ถึงขนาดเคยเกิดการโต้เถียงระหว่างดิฉันกับท่านด้วยเรื่องว่าท่านมอบหมายงานที่ดิฉันมั่นใจว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับงานนี้ซึ่งถ้ารับทำจะต้องทำได้ไม่ดีแน่นอน  ดิฉันเปล่งวาจาเสียงดังพร้อมด้วยน้ำตาอาบแก้มว่า "อาจารย์เอามาให้ตูนทำทำไม ตูนทำไม่ได้" แต่อาจารย์บอกดิฉันเสียงดังลั่นว่า "ไอ้ตูน ... เอ็งทำได้" จนแล้วจนรอดดิฉันก็ทำได้ไม่ค่อยดีนั่นแหละค่ะ  แหะๆ เตือนแล้วไม่เชื่อ ...
เป็นคนที่ทำให้ได้เริ่มต้นเรียนรู้ชีวิตคนทำงานในวัยเด็กอย่างมีคุณค่า  เป็นคนแรกที่ทำให้ได้เสียน้ำตาจากงานที่กดดัน  แต่มันก้อมีคุณค่าน่าจนไม่น่าลืมจริงๆ นะคะ ...
 ดิฉันอาจพูดถึงท่านได้น้อยเพราะได้ร่วมงานกันผ่านมาค่อนข้างนานมาแล้ว ... จำได้ว่าการทำงานในช่วงนั้นจะเน้นที่การจัด Workshop โดยเชิญวิทยากรจากต่างประเทศเข้ามาบรรยายให้กับสถาบันอุดมศึกษาได้ลงทะเบียนเข้ามาร่วมกันรับฟัง เนื่องจากในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ QA ในประเทศไทยเป็นเรื่องใหม่หรือเรียกได้ว่ายุคบุกเบิก  ท่านจึงพยายามที่จะนำองค์ความรู้ด้าน QA จากต่างประเทศเข้ามาเผยแพร่ให้ได้ร่วมกันเรียนรู้

พี่ขนุน
... พี่ที่ทำงานด้วยคนแรกคอยช่วยเหลือ แนะนำ  ปลอบใจ วันนี้คิดถึงพี่จัง

เจ้านายคนที่สอง  อ่อนน้อมถ่อมตน สอนแบบไม่สอนแต่ได้มากกว่าคำสอนเพราะตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน 
คนที่ทำให้ได้เรียนรู้คน เรียนรู้งาน และเรียนรู้ชีวิต
คนที่มองโลกมองคนในแง่ดี (จนบางครั้งดีจนน่าหมั่นใส้) ... นึกถึงและพยายามอำนวยความสะดวกให้กับคนอื่นอย่างกับเป็นตัวของเราเอง
คนที่ทำให้เรารู้ว่า  "คำว่าตรงต่อเวลาแปลว่าต้องก่อนเวลามากพอสมควร"
คนที่ทำให้เราเข้าใจว่าการทำงานไม่มีคำว่าดีมากพอแล้ว  แต่มันจะต้องดีที่สุดไปเรื่อยๆ ถ้าเวลายังพอมี

คนที่ทำให้ดิฉันมั่นใจได้ว่าการวางแผนและการเตรียมการที่ดีทำให้เรามีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ไม่มีแผนไหนที่จะเป็นไปตามนั้นทั้งหมด  ซึ่งใช้ได้ทั้งเรื่องชีวิตและเรื่องงาน
คนที่ทำให้ดิฉันได้รู้ซึ้งถึงคำว่า "ร่วมทุกข์ ร่วมสุข"
คนที่ทำให้ดิฉันได้เข้าใกล้พุทธศาสนาได้มากที่สุดตั้งแต่เกิดเป็นมนุษย์มา
คนที่ไม่ว่าท่านจะยกตัวอย่างใครขึ้นมาเป็นคนเก่งคนดีให้กับดิฉัน  ดิฉันจะรู้สึกฮึกเหิมอยากทำให้ได้ดีแบบนั้นทุกทีไป

ทำให้ดิฉันได้เข้าใจว่าการทำงานเนี่ย  ไม่ว่าวันนั้นมันจะเหนื่อยหนักขนาดไหนแต่เดี๋ยวพอนอนหลับตื่นขึ้นมาก็หาย
รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีค่าจากงานที่ได้ทำ ได้จดจำสิ่งดีดีด้วยความภาคภูมิใจพร้อมๆ ไปกับรอยยิ้มร่วมกันทั้งหน่วยงาน 
... อย่างน้อยก็เกือบตลอด 7 ปีกว่า ที่ผ่านมา ...

เพื่อนๆ น้องๆ ใน QAU 4 คน
กับ QA Staff อีกหลายชีวิตจากคณะ / สำนักวิชา ... ที่ทำงานด้วยกันมานานจนรู้ใจ โต้เถียง เสียงดัง  และทะเลาะกันบ้าง  แต่ก็กลับมาทำงานด้วยกันได้ดีมีความสุขเหมือนเดิมเพราะเรารู้ว่าสิ่งที่เราทำ ทำไปเพื่อใคร และเพื่ออะไร หรือจะพูดว่าเรามีเป้าหมายเดียวกัน ... จนกลายมาเป็นกลุ่มคนที่เติมเต็มชีวิตการทำงานให้กันและกันแบบที่หาไม่ได้อีกแล้วจากที่ไหน 

         2 - 3 เดือนที่ผ่านมา ดิฉันและคนใน QAU ค่อนข้างกังวลต่องานของดิฉัน ต่อ QAKM ของมหาวิทยาลัย  ว่าเราจะเป็นอย่างไรหรือทำอะไรกันต่อไปหลังจากเดือนมกราคม 2552 เนื่องจากจะเป็นช่วงที่เปลี่ยนผู้บริหารของ มน. คงมีอะไรต่อมิอะไรหลายๆ อย่างใน มน. เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก  ซึ่งดิฉันเองก็เดาไม่ออกว่าจะเปลี่ยนไปในทางไหน แล้วต่อจากนั้นเราจะทำอะไร เพื่อใคร และอย่างไร ? แต่ไม่ว่าอะไรจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างไร  พวกเราก็ยังคงทำงานอยู่ด้วยกันที่แห่งนี้เหมือนเดิม ...

         ขอบพระคุณทุกท่านทั้งที่ได้เอ่ยถึง  หรือที่ไม่ได้เอ่ยถึงไว้ ณ ที่นี้  ที่ทำให้ชีวิตการงานของดิฉันยาวนานและมีคุณค่าน่าจดจำมาได้ถึงเพียงนี้  และที่สำคัญที่สุดขอบพระคุณคุณพ่อ (ที่ตอนนี้ท่านไม่ได้อยู่กับเราแล้ว) + คุณแม่  ที่เคยทำให้ดิฉันน้อยใจว่าทำไมไม่ให้ดิฉันได้ลองไปใช้ชีวิตที่อื่นนอกจากที่บ้านเหมือนเพื่อนๆ คนอื่นๆ บ้าง ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากจะมีประสบการณ์ชีวิตแบบคนอื่น (ดิฉันเกิด โต เรียน และทำงานที่พิษณุโลกไม่เคยได้ไปอยู่ทีไหน) จนถึงวันนี้ดิฉันได้รู้ว่าจริงๆ แล้วไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนถ้าเราอยากจะหาประสบการณ์ให้กับชีวิตเราก็สามารถหามันได้จากทุกที่เพียงแค่เราก้าวเท้าเดินออกไปอย่างมีอิสระมากพอเหมาะพอควร  เพราะเราจะได้พบเจอและเติบโตไปพร้อมๆ กับการได้ตัดสินใจแก้ไขและเรียนรู้กับปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตในแต่ละวัน  จนวันนี้มันกลับกลายมาเป็นภูมิคุ้มกันให้ดิฉันเข้มแข็งและเติบโต  จนวันนี้ได้เข้าใจสัจจธรรมในชีวิตข้อหนึ่งอย่างแจ่มแจ้งว่า "ปัญหา ... เดี๋ยวเราก็ผ่านมันไปได้  มันแค่เข้ามาให้เราได้เรียนรู้และก้าวผ่านไปแค่นั้นเอง" เพราะชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ 

ทำงานวันแรกที่นี่  วันนี้ก็ยังคงอยู่ที่นี่  อย่างมีความสุข
หลายๆ อย่างอาจเปลี่ยนแปลงไป  อดีตไม่มีทางย้อนกลับไปให้เราได้มีโอกาสแก้ไข 
มีแต่วันนี้ที่เราจะสามารถทำทุกอย่างให้ดีที่สุด  ด้วยจิตใจที่เปี่ยมสุขด้วยตัวของเราเอง


รักมหาวิทยาลัยนเรศวร  ด้วยดวงใจ