นิสิตจีน โครงการ 2 + 2/2551….Series 12
ย้ายหอ / วันเสาร์ที่ 28มิถุนายน 2550/ มือถือเมฆหาย
ถ้าใครอ่าน Series 10 & 11 มาก่อน คงพอจะทราบว่าเราได้เกริ่นเรื่องโทรศัพท์มือถือน้องเมฆหายไปบ้างแล้ว จากนี้ไปก็มาอ่านเรื่องเต็มๆ กันได้เลยค่ะ……………
น้องเมฆ หรือ Mr. Zou Tianhao เป็นน้องนิสิตจีนอีกคนที่พูดภาษาไทยค่อนข้างดี แล้วก็มารยาทดี ฟันสวย (อันนี้ไม่น่าจะเกี่ยวกันนะ หุหุ) ระหว่างที่พวกเรารอรถสองแถวกลับมาจากไปส่งรอบแรก ก็เห็นเมฆนั่งมากับรถด้วย เลยถามน้องว่ามีอะไรรึเปล่า น้องก็เลยบอกว่าโทรศัพท์หาย เราก็เลยไปถามที่ Counter ว่าเห็นโทรศัพท์น้องบ้างรึเปล่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็กระตือรือร้นช่วยหาเป็นอย่างดี ไปดูให้หลายรอบ แต่ก็บอกว่าไม่เห็น เลยมาบอกน้อง เมฆก็บอกว่า “ไม่เป็นไรไม่เห็นก็ไม่เป็นไร”(แต่นะ...รู้สึกแย่จังเลย มาเกิดเรื่องอะไรเอาวันสุดท้ายเนี่ย) เราก็เลยให้นามบัตรไว้แล้วบอกว่าถ้าเจอรบกวนโทรแจ้งด้วย
ระหว่างขนของนั้นอีกเหมือนกันเราก็ฝาก “พี่นุช” (เจ้าของลาวัณย์คอนโด ที่น้องจะย้ายไปอยู่) ที่มาเคลียร์เรื่องค่าใช้จ่ายให้ช่วยพูดด้วยอีกแรง พอกลับไปถึงหอพักพี่นุชเลยมาบอกว่า ผู้จัดการโรงแรมพัฒนาโฮเต็ล ให้พวกเราพาน้องไปแจ้งความแล้วเอาใบแจ้งความไปให้เขา เขาจะจัดการให้(อย่างที่เคยบอกไปว่า..มารู้ทีหลังว่าการจัดการของเขาคือ..ปล่อย..ให้ตำรวจจัดการ......แล้วอย่างนี้มันเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบไหม๊เนี่ย) แจ็คกับเล็กเลยพาเมฆไปแจ้งความโดยมีน้องแบงค์ไปช่วยเป็นล่ามให้อีกแรง (แบงค์ภาษาดีกว่าเมฆ)
ไปกันตั้งแต่ 11 โมง พอช่วงที่ตำรวจเรียกพนักงานจากโรงแรมมาสอบปากคำเลยปล่อยให้พวกแจ็คกับน้องๆ ไปกินข้าวแล้วจะโทรเรียกไปสอบปากคำเพิ่มอีกที แล้วแจ็คก็บอกว่าเราต้องไปให้ปากคำด้วยเพราะว่าอยู่ในเหตุการณ์.....ได้เลย
หลังจากกินข้าวเสร็จ (ประมาณเกือบบ่ายสอง) พวกเรา (เรา แพร ยี่สิบ แจ็ค เล็ก แบงค์และเมฆ) ก็เลยยกขบวนกันไปที่โรงพัก ก็ไปเจอ พ.ต.ต. สมมาส สถิตวัฒน์ กำลังสอบปากคำพนักงานจากโรงแรมอยู่ (มากัน 4 คน แต่ผู้ต้องสงสัยที่มีกันทั้งหมด 3 คน มาแค่ 2 เป็นเบลบอย (พนักงานเปิดประตู) 1 คนและแม่บ้าน 1 เหลือเบลบอยอีกคนที่ไม่ได้มาเนื่องจากลาป่วยช่วงบ่าย)พวกเราก็เลยนั่งรอด้านนอกห้อง
นั่งรอสอบปากคำด้านนอก
สักพักใหญ่ๆ ท่านก็เรียกพวกเราเข้าไปคุยว่าจะเอายังไงเพราะทางโรงแรมเขายืนยันว่าไม่ได้เอาไป (ช่วงเวลาที่เราเข้าไปและกำลังจะนั่งลงนั้นก็ได้ยินเสียงพนักงานบอกสารวัตรว่าพวกเขาก็เชื่อใจกันเพราะทำงานกันด้วยความไว้ใจ).......ก็นั่งฟังกันไปต่างฝ่ายต่างไม่รู้จะพูดอะไร สารวัตรท่านก็ท่าทางจะอึดอัดน่าดู ท่านเลยบอกว่างั้นให้แจ้งความไว้ก่อนแล้วกันแล้วจะให้ทางตำรวจช่วยดูให้ตามร้านที่รับซื้อโทรศัพท์ เพราะว่าทางโรงพักก็มีเครือข่ายจากเจ้าของร้านที่ถ้าเห็นอะไรไม่ดีเขาก็จะแจ้งให้ตำรวจทราบพวกเราก็เลยบอกว่างั้นก็น่าจะทราบได้ไม่ยากถ้ามีการนำโทรศัพท์ไปขายขึ้นมา เพราะภาษาในโทรศัพท์เป็นภาษาจีน แล้วท่านก็บอกว่าคุยกับทางผู้จัดการแล้วเค้าก็บอกว่าถ้าคนของเขาไม่ได้เอาไปเขาก็คงจะไม่รับผิดชอบอะไร (โดยส่วนตัวแล้วเราก็เข้าใจอยู่นะว่าถ้าเขารับผิดชอบมันก็เท่ากับว่ายอมรับว่าลูกน้องเขาเป็นคนเอาไป) แต่การพูดออกมาแบบนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นการปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัวนะ ทีแรกเราก็นึกว่าเค้าถามพนักงานเค้าหมดทุกคนแล้ว แต่ปรากฏว่ามีคนเกี่ยวข้องอีก 1 คนคือ พนักงานเปิดประตูผู้ชายที่ลาป่วยช่วงบ่ายและติดต่อไม่ได้ (อ้าวๆ) แต่คนที่มาที่โรงพักก็พยายามติดต่อกันไป (ยี่สิบแยกไปขอนแก่นเพื่อที่จะเอาโทรศัพท์ไปซ่อมในช่วงนี้)
สารวัตรท่านก็ถามว่าเราจะแจ้งทางมหาวิทยาลัยไหม พวกเราเลยบอกว่าถ้ารู้ถึงหูผู้ใหญ่มันก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน เพราะนิสิตเค้ามาในโครงการความร่วมมือซึ่งมันก็เป็นเรื่องระหว่างประเทศ แล้วมันก็สร้างความเสียหายมากๆ อีกอย่างทางประเทศจีนอีกเขาก็จะจัดส่งเจ้าหน้าที่มานิเทศเด็กเป็นประจำ แล้วเวลาเขาคุยกับเด็กเขาก็คุยกันไม่ให้เราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งถ้ามันเคยเกิดปัญหาอะไรเด็กก็จะต้องบอกหมด
สักพักพนักงานผู้หญิงก็ยื่นโทรศัพท์ให้สารวัตรบอกว่าผู้จัดการจะขอคุยด้วย พอคุยเสร็จ
ท่านก็บอกว่าผู้จัดการบอกให้ไปค้นกระเป๋าพนักงานทุกคนที่โรงแรม แล้วท่านก็บอกว่าจะพาตำรวจบางส่วนไปช่วยค้น (เอาไงเอากัน)
บ่าย 3 กว่าๆก็ไปถึงโรงแรม นั่งรอสารวัตรที่ล็อบบี้สักพักท่านก็มา ก็เลยพากันขึ้นไปที่ห้อง 234 ที่เมฆพัก เพื่อที่จะได้ชี้จุดเกิดเหตุและถ่ายภาพทำแผน
เมฆกำลังชี้จุดที่วางโทรศัพท์ไว้
แบงค์ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
ผมจะได้โทรศัพท์คืนไหมครับ
ขณะที่น้องกำลังชี้จุดเกิดเหตุอยู่นั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาแล้วก็ถามรายละเอียดต่างๆ (เราคิดว่าน่าจะเป็นผู้จัดการ) แล้วเขาก็เลยคุยกับพนักงานว่าให้ไปตามคนนั้นมา ถ้าเอาไปก็กล่อมให้เอามาคืนซะเพราะมันเป็นเรื่องใหญ่เป็นแขกต่างชาติ อีกอย่างก็เสียชื่อโรงแรมด้วย สารวัตรเลยบอกให้พวกเราลงไปรอข้างล่างก่อน ประมาณ 10 นาทีท่านก็ตามมาแล้วบอกว่าเดี๋ยวพนักงานโรงแรมเขาไปตามอีกคนอยู่ ซึ่งถ้าเจอก็เจอ ไม่เจอก็คงจะต้องสืบกันต่อไป แล้วบอกให้พวกเรากลับไปที่โรงพัก
พ.ต.ต. สมมาส สถิตวัฒน์ กำลังเดินลงมาจากห้องที่เกิดเหตุ/ห้อง 234
บ่าย 4 กว่าๆ กลับมาโรงพักอีกรอบ (อืม!!) สารวัตรท่านก็สรุปว่า ให้เราแจ้งความ
ไว้ก่อนละกันแล้วยังไงจะช่วยตามสืบให้ ซึ่งตอนนี้ตำรวจส่วนหนึ่งก็พาเบลบอยไปที่บ้านของคนที่ลา ถ้าเจอก็เจอ ถ้าไม่เจอก็คงต้องตามกันต่อไป พวกเราก็เลยรับคำไปว่าค่ะ ครับ หลังจากท่านพิมพ์สำนวนเสร็จก็ให้เราถือลงไปให้ร้อยเวรลงบันทึกประจำวันไว้ และให้น้องเมฆ กับ ล่ามลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน แล้วพวกเราก็กลับ (ดีจังจะได้กลับไปพักแล้ว…เหนื่อยมาก)
สารวัตรกำลังพิมพ์สำนวนการให้ปากคำ
บ่าย 5 กว่าๆ เดินออกมาจากโรงพักได้ประมาณ 6 – 7 ก้าวกำลังจะเดินไปขึ้นรถกัน แจ็คก็รับโทรศัพท์ พอคุยเสร็จก็เลยบอกว่าสารวัตรท่านถามว่าโทรศัพท์น่ะมีซิมรึเปล่า เพราะว่าเครื่องที่เจอมันไม่มีซิม (เฮ้ย!! เจอแล้วเหรอ So Unbelievable) สรุปคือเป็นคนที่ลานั่นแหละที่เอาไป เลยได้เดินกลับเข้าโรงพักอีกรอบ (รอบที่ 4 และหวังว่าจะเป็นรอบสุดท้าย) ไปนั่งรอสารวัตรอยู่ด้านนอกห้อง ก็คุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่น่าเชื่อเลย
ระหว่างรอรับโทรศัพท์
แจ็คเลยบอกเพิ่มเติมอีกว่า คนที่เอาไปเค้าบอกว่าตอนที่เขาเจอมันไม่มีซิม แล้วเขาก็ไม่ได้เจอที่ห้อง 234 ด้วย (เอ่อ! เวลาแค่ประมาณ 40 นาทีเนี่ยมันจะมีคนเอาไปได้มากกว่า 1 คนอีกเหรอ เชื่อดีไหม๊)ระหว่างนั่งรอก็ถ่ายรูปกันหน่อย (ต้องเอามาประกอบการเขียน blog นี่ไง 55 รู้งาน) สักพักนักสืบก็ถือโทรศัพท์มาแล้วถามว่าใช่รึเปล่า เมฆก็ดูแล้วบอกว่าใช่ (เย้ๆ) จากนั้นสารวัตรท่านก็มาแล้วเรียกแจ็คเข้าไปคุย ว่าจะเอาเรื่องไหม (เล็กกับน้องแบงค์แยกไป Expo เพราะมีน้องที่อยู่ห้องเดียวกับแบงค์ไปซื้อของแล้วของเยอะ จะเอากระบะไปใส่ของ) แจ็คเลยบอกว่าได้ของคืนแล้วก็ไม่เอาเรื่องหรอก เพราะทางโรงแรมเขาคงมีมาตรการจัดการของเขาเอง แล้วท่านเลยบอกให้ลงไปหาร้อยเวรข้างล่างจะได้บันทึกไว้ว่าได้ของคืนแล้ว......ถึงเวลากลับบ้านซะที........ตอนออกจากโรงพักน้องเมฆก็ขอบคุณพี่ๆ ทุกคน (แต่ออกเสียงพี่เจี๊ยบกับพี่แจ็คเหมือนกันมากจนแยกไม่ออกว่าน้องขอบคุณใครหว่า คริคริ) จากนั้นก็ไปส่งแพร แจ็คแล้วก็เมฆที่ Expo แล้วเราก็แยกกลับบ้าน...................ถึงบ้าน 17.50 น. ไม่ต้องบอกก็น่าจะเดาได้ว่าจากนั้นก็นอนหลับแบบไม่รู้เรื่อง
เติมพลังด้วยชาเย็นค่ะ กำลังจะได้โทรศัพท์คืนแล้วครับ
ถ้วยคำที่ไม่ได้มีไว้งั้นๆ แต่ตำรวจได้พิสูจน์แล้วว่าช่วยได้จริงๆ
ต้องขอขอบคุณ พ.ต.ต. สมมาส สถิตวัฒน์ ที่ท่านช่วยจนได้โทรศัพท์คืน
พฤหัสสกัดความรู้สนุกกันมาก ๆ และได้สาระกันอย่างอบอุ่น
จึงแวะเอางานมาฝาก...
http://gotoknow.org/blog/ya3/192011
http://gotoknow.org/blog/pandin/191956
สวัสดีค่ะ
พี่นงค์ ตามมาเยี่ยมค่ะ
สบายดีนะคะ
โอวววว ดีใจด้วยนะคะ ที่เด็กจีนได้โทรศัพท์คืน เฮ้อ...พนักงานโรงแรมก็..นะ..ไม่น่าทำแบบนี้เลยเนอะ น้องเจี๊ยบ...
ติดตามอ่านมาโดยตลอด ดูน้องเจี๊ยบและคณะทำงาน ดูแลเด็ก ๆ ดีมาก ๆ เลยอะ ท่าทางคงจะเหนื่อยน่าดู สู้ ๆ ต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่า :)
ขอบคุณมากค๊า