มันเป็นการเรียนรู้ว่า กติกาหนึ่งในสังคมหนึ่งมันเป็นอย่างนี้นะ เพื่อให้คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกในสังคมถือปฏิบัติตามให้เป็นปกติหากต้องการอยู่ในสังคมเป็นการปฏิบัติเพื่อให้สังคมนี้เป็นปกติสุข

28 มิถุนายน 2551   วันนี้ตื่นขึ้นมา ในบ้านเงียบทีเดียว ฉันตื่นสายที่สุดในบ้านอีกแล้วครับท่าน  คุณสามีไปตลาดกินอาหารเช้าแล้วละ ลูกชายคงเดินทางไปตรังแล้ว  เริ่มรู้ว่าตัวเองติดเน็ตอีกแล้วซิ แหกขี้ตาตัวเองแล้วยังไม่ทำอย่างอื่นเลย นั่งหน้าคอมฯเปิดอ่านบันทึกของใครๆก่อนอื่นเลย  อ่านๆที่สนใจไปแล้ว ก็แวะเวียนไปอ่านอนุทินแล้วก็อดใจไม่อยู่ที่จะเจ๊าะแจ๊ะกับใครในอนุทินนั้นหนา ใช้เวลากับอนุทินไปนานโข จึงลุกไปจัดการตัวเอง  ลองมาย้อนนึกภาพ อือ! เราก็เหมือนพ่อครู ที่ใจวนเวียนอยู่แต่หน้าคอมฯ กรรมตามสนองแล้วซี ไปว่าพ่อครูไว้ตั้งแต่เฮฮาศาสตร์ 4 ว่าบ้าแต่เขียนบล็อก ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

 

มีความลับมาบอกว่า  อันที่จริงฉันกำหนดวันเสาร์ไว้เป็นวันที่ปลดปล่อยตัวเองกับการเขียนบันทึก แล้วตั้งแต่เขียนเรื่องไปสวนป่าครั้งที่ 2 จบลงไปแล้ว ก็ดูเหมือนสวิทช์สมองมันจะปิดไป นึกไม่ออกว่ามีเรื่องอะไรเขียนได้อีก  ลำดับไปทุกมุมทุกเรื่อง ฉันถามตัวเองว่าบันทึกเรื่องวิชาการแบบหมอๆดีไหม เพราะไม่ใคร่ได้เขียน ตัวฉันอีกคนบอกว่า มันก็ไม่ถูกจริตเท่าไรที่จะเอามาเขียน ก็มันคนรู้น้อยไปศึกษาเล่าเรียนเฉพาะทางกับใครเขาก็ไม่เค้ยไม่เคยเลยค่ะ ไอ้ที่รู้ๆอยู่นะมันรู้แบบครูพักลักจำซะมาก แอบไปเรียนระยะสั้นกับครูโน้นครูนี้ หนีไปเข้าวงสนทนาซะบ้างอะไรยังงี้  รอดมาได้แบบอาศัยมีครูมากซะมากกว่า รู้แบบเป็ดนี่นะ ให้ว่าวิชาการแบบลึกๆอ้างอิงไปเหมือนบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ใจมันให้ยั่นจนระย่อไปหมดเลยค่ะ ความรู้สึกนี้น่าจะเหมือนพ่อครูตอนนี้ที่ไปเป็นนักเรียนโข่งในหลักสูตรชื่อยาวๆที่มุ่งหวังการถ่ายทอดทักษะการสมานฉันท์ในสังคมอยู่เนาะค่ะ (ขออนุญาตแอบเอาสำนวนใครคนหนึ่งมาใช้นะค่ะ หวังว่าคงไม่สงวนลิขสิทธิ์กัน)   ฉันเป็นหมอแปลกมั๊ยค่ะที่ไม่ยักกะอยากเล่าเรื่องภูมิรู้ตามแบบหมอๆนะค่ะ ไอ้เรื่องภูมิรู้แบบหมอๆนี่ฉันชอบสไตล์แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันฟังแล้วเอาไปปรับใช้ในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ดีไม่เถียงกันมากกว่าค่ะ   แล้วในบล็อคนี้ก็ไม่ใคร่มีใครเปิดวงสนทนาแลกเปลี่ยนในลักษณะนี้ซะด้วย  ไอ้ครั้นจะฝืนตัวไปเอาเรื่องวิชาการมาบอกกันก็ต้องอ้างอิงที่มากันตามมารยาทด้วยซิ  ไม่เขียนมันซะเลยดีกว่ามั๊ง 

 

อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ ที่เขียนไว้อย่างนี้ ใครที่เข้ามาอ่านโปรดหยุดความคิดตัดสินฉันเอาไว้ก่อนนะค่ะ สิ่งที่พูดเรื่องนี้นะ คือ AAR ที่ฉันเรียนรู้จากการตามอ่านผนวกประสบการณ์แล้วย่อยมาไว้กับตัวเองเท่านั้นค่ะ มันเป็นการเรียนรู้ว่า กติกาหนึ่งในสังคมหนึ่งมันเป็นอย่างนี้นะ เพื่อให้คนที่เข้ามาเป็นสมาชิกในสังคมถือปฏิบัติตามให้เป็นปกติหากต้องการอยู่ในสังคม  เป็นการปฏิบัติเพื่อให้สังคมนี้เป็นปกติสุขเท่านั้นเองจริงๆค่ะ

 

ตั้งหลายวันมาแล้วความคิดมันบันทึกไว้ว่า อารมณ์มิได้นำพาให้อยากเขียนบันทึก  เจ้าความคิดมันเลยบันทึกคำสั่งว่า วันเสาร์นี้ให้นั่งอ่านบันทึกจากสมาชิกวงน้ำชาดีฝ่า   และแล้ววันนี้ก็ยังมีบันทึกเขียนออกมาให้อ่านอีกจนได้แฮะ  เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันใจสำคัญกว่าความคิด   จึงขอเอามาแลกเปลี่ยนกับคนที่ยังยอมให้ความคิดสำคัญกว่าใจ คอยควบคุมใจให้ละเว้นการทำสิ่งที่ดีงาม ไม่ละการเติมมุมบวกให้ใจตนเอง ที่ละการทำให้คนอื่นสนิทใจกับการกระทำแห่งตนบนพื้นฐานความจริงใจกับตัวเอง ไม่หลอกลวงตัวเองค่ะ

 

จะมาบอกว่าเหตุที่ชักนำให้มีบันทึกนี้เกิดขึ้น มาจากว่าไปส่งของจากกระบี่ให้คนชอบวิ่งที่ไปรษณีย์มาค่ะ  วันนี้ต้องบอกว่าฝนน่าจะตกอีกห่าใหญ่ที่ไปทำอะไรเองที่ไปรษณีย์ไทย  ด้วยปกติจะมีคนทำให้  ไปรษณีย์วันนี้คึกคักมากค่ะ ตอนขับรถเข้าไป คนตรึมเลยค่ะ เห็นแล้ว เอ๊ะ! ค่ะ  เขาจัดงานอะไรกัน เดินเข้าไปสำนักงาน มีโต๊ะตั้งเต็มไปด้วยเอกสารอะไรไม่รู้  คิดว่ามีใครเขามาตั้งโต๊ะขายอะไรในไปรษณีย์กันหนอ แล้วก็ถึงบางอ้อเมื่อได้ยินเขาคุยกัน  ก่อนออกจากบ้านไป คุณสามีสั่งว่า ซื้อไปรษณียบัตรมาด้วย 20 ใบนะ ก็ไม่ได้นึกอะไรค่ะ ที่แท้วันนี้วันสุดท้ายที่จะปิดรับปณ.บัตรทายบอลนะเองแหละเนาะ  อะไรๆก็แฟชั่นไม่เว้นแม้แต่การส่งข่าวสารเนาะ ดูลึกๆแล้วกระแสที่แรง  เกิดขึ้นเพราะความอยากถูกนำมาใช้ในการตลาดนี่เองแหละนะ

 

ส่งของไปให้คนชอบวิ่งที่เทศบาลพิษณุโลกนะค่ะ  เปิดออกแล้ว ช่วยบริการการบริหารต่อด้วยแล้วกัน อุบไว้ก่อนไม่บอกว่าเป็นอะไร   ฉันจะเก็บไว้เองที่นี่ก็มีดาษดื่น หาได้ทุกวันอยู่แล้วค่ะ  เลยฝากมาให้ช่วยบริหารการสานน้ำใจของคนในสังคมต่อหน่อยค่ะ เป็นอภินันทนาการจากเหล่าชาวเกษตรที่ทำงานอยู่กับคุณเกษตรตำบลค่ะ

 

บันทึกนี้ไร้สาระไปหน่อย อย่าถือสาเลยค่ะ ทำตามสัญญาที่เซ็นไว้กับตัวเองข้อที่ระบุว่าจะบริหารเวลาวันเสาร์เขียนบันทึกเพื่อผ่อนคลาย   เขียนแบบนี้นะไม่ผิดสัญญาใช่ป่าวน้องอัยการชาวเกาะเจ้าค่ะ