เป็นกระแสนิยมที่ไหลลื่นไปอย่างไม่มีแก่นสาร ดาวเดือนในแต่ละปีที่ได้ก็ล้วนมีหน้าตาดี บุคลิกภาพที่ดีกันทั้งนั้น แต่พอได้ตำแหน่งก็ไม่ค่อยเห็นทำอะไรเพื่อส่วนรวม

หนึ่ง

 

เมื่อวาน   เป็นอีกวันที่หลายคนในองค์กรต้องออกทำงานกันตั้งแต่ตี ๔  และกลับบ้านอีกทีก็ในราว ๆ ๔ ทุ่มเศษ  โดยแต่ละคนถูกมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลและกำกับกิจกรรมรับน้องใหม่ขององค์การนิสิตให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย  ..

กิจกรรมภาคเช้าเปิดตัวขึ้นตั้งแต่ไก่ยังไม่ลืมตา... ขยับปีก  และฉีกปากขัน  -

น้องใหม่ทยอยมารวมตัวกันเพื่อเตรียม ลอดซุ้ม  ของคณะต่าง ๆ  ซึ่งปีนี้เป็นที่น่ายินดีมาก  เนื่องจากแต่ละคณะได้จับมือประสานใจทำซุ้มร่วมกันโดยไม่แบ่งแยกความเป็นคณะใครคณะมัน  ซึ่งแตกต่างไปจากในอดีตที่มักจะแยกซุ้มเป็นรายคณะ ๆ  เพราะต่างก็ยึดมั่นถือมั่นกับการปลูกฝังค่านิยมความเป็นคณะ   มากกว่าความเป็นมหาวิทยาลัย 


มองในแง่บวก.  ผมเห็นว่า  นี่คือสัญญาณอันดีของการพยายามกลับมาสู่ความเป็น หนึ่งเดียวในนามมหาวิทยาลัย  โดยเปิดตัวแนวคิดเหล่านี้ผ่านมิติกิจกรรมการรับน้อง  ซึ่งมีเหล่าบรรดาผู้นำนิสิตเป็นต้นแบบและพลังของการขับเคลื่อน 

และมันก็แน่นอนเหลือเกินว่า  เราคงไม่สามารถเปลี่ยนแนวคิดของคนส่วนใหญ่ได้ในเร็ววัน  เพราะคนเราก็มักไม่คุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงนัก  แต่ปีนี้ก็โชคดีที่ผู้นำนิสิตทั้งหลายได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องเหล่านี้  จึงไม่ลังเลที่จะลุกขึ้นมานำร่องอย่างเป็นเอกภาพ

และที่จะลืมไม่ได้เป็นอันขาดสำหรับปีนี้ก็คือ  การปรบมือและชูกำปั้นสรรเสริญกลุ่มสามศิลปินใหญ่ของมหาวิทยาลัย  อันได้แก่คณะสถาปัตย์, คณะศิลปกรรม และดุริยางคศิลป์  เพราะต่างก็ได้ร่วมกันประกาศจุดยืนมาตั้งแต่ก่อนเปิดเทอมแล้วในทำนองว่า   จากนี้ไปสายสัมพันธ์ของชาวศิลป์  จะกลมเกลียว  สมัครสมานและร่วมส่งเสริมกิจกรรมของกันและกันอย่างจริงจังและจริงใจ 

ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่า  เบื้องต้นนั้น  พวกเขาทำได้อย่างที่ประกาศไว้  มีหลายกิจกรรมที่ทำการขับเคลื่อนร่วมกันอย่างน่ายกย่อง  ทั้งประชุมเชียร์  ลอดซุ้ม  และกิจกรรมอื่น ๆ  ที่รู้มาว่ากำลังจะตามมาอย่างไม่ขาดสาย

ผมมองว่านี่คือปรากฏการณ์ที่ดีงาม  และควรค่าต่อการชื่นชมเป็นที่สุด  ยิ่งพบเจอธงสัญลักษณ์แห่งความเป็นสายสัมพันธ์ของสามคณะนี้แล้ว  ผมก็ยิ่งอุ่นใจ. ดีใจ. รวมถึงมีความสุขอย่างล้นเหลือ  และพร้อมที่จะให้กำลังใจต่อพวกเขาอย่างเปิดเผย  รวมถึงการพร้อมที่จะสังเกตการณ์ปรากฏการณ์นี้อย่างไม่หลงลืม

 

ธงสัญลักษณ์การรวมใจของสามศิลปินใหญ่จากสามคณะ

สอง

 

การรับน้องใหม่ในปีนี้  องค์การนิสิตใช้ชื่อโครงการว่า “FRESHY  DAY  AND  FRESHY  NIGHT” 

โดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง  และเคยได้แลกเปลี่ยนในแบบทีเล่นทีจริงว่า  ที่ไม่เห็นด้วยเพราะไม่อยากให้ใช้ภาษาฝรั่งในงานนี้  ภาษาไทยเราก็มี  แล้วทำไมไม่ใช้  และเช่นเดียวกัน  ในประวัติศาสตร์กิจกรรมของมหาวิทยาลัยก็ยืนยันได้ว่า  กิจกรรมเหล่านี้  ในอดีตก็มีชื่อเรียกที่หลายหลายด้วยภาษาไทยของเราเอง  เช่น  รับน้องใหม่  รับขวัญน้องใหม่  รับขวัญเพื่อนใหม่  หรือแม้แต่สานสายใยรับขวัญน้องใหม่ ฯลฯ

แต่ก็อย่างว่า   สไตล์การทำงานของผมนั้น   มักจะชื่นชอบกับการทิ้งประเด็นคำถาม  หรือโจทย์ให้เขาได้ร่วมคิด และร่วมค้นหาเหตุผลของพวกเขา (ด้วยวิธีของพวกเขาเอง)    กระนั้นก็เถอะ   ผมก็ยืนยันอย่างหนักแน่นได้ว่าไม่หวังผลมากถึงขั้นว่า  คำถามเหล่านั้น  จะเปลี่ยนแปลงวิธีคิด หรือรูปแบบใด ๆ ของนิสิตได้  หากแต่ต้องการให้เขาได้ฝึกกระบวนการคิดและสังเคราะห์เป็นหลักใหญ่เท่านั้นเอง  และเมื่อทำแล้ว  พวกเขาก็จะเรียนรู้รู้เองหรอกกระมังว่า  สิ่งที่ทำลงไปนั้นได้ตอบโจทย์ในเรื่องนั้น ๆ  กี่มากน้อยกันแน่

เพราะขืนเข้าไปก้าวล้ำความคิดนิสิตไปมากก็เกรงว่า  เขาจะอึดอัดจนเกินไป   พลอยไม่มีความสุขกับการทำงานไปเสียเปล่า   ดังนั้นในมุมมองของผมจึงมักทิ้งโจทย์ไว้ให้เขาได้ไปคิดกันเล่น ๆ  และมีความสุขที่จะทำงานในวิถีของตนเอง  (Enjoy Working)  รวมถึงค้นพบบางอย่างด้วยวิธีการของตนเองมากกว่ามีคนอื่นกระทำให้เสียทั้งหมด

และที่สำคัญอีกประการที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนักก็คือ  กิจกรรมการประกวด ดาวเดือน  ซึ่งก็มีป้ายชูหราด้วยภาษาต่างประเทศว่า  “FRESHY  BOY  AND  FRESHY  GIRL”   เพราะผมเห็นว่ามันเป็นกระแสนิยมที่ไหลลื่นไปอย่างไม่มีแก่นสาร  ดาวเดือนในแต่ละปีที่ได้ก็ล้วนมีหน้าตาดี บุคลิกภาพที่ดีกันทั้งนั้น  แต่พอได้ตำแหน่งก็ไม่ค่อยเห็นทำอะไรเพื่อส่วนรวมมากนัก  ตรงกันข้ามกับการตอบคำถามบนเวทีการประกวด  ต่างคนก็ต่างบอกกล่าวในทำนองว่า  ทำโน่นทำนี่ เพื่อพัฒนาตัวเอง และสังคม .กันทั้งนั้น

 

 

ฟังแล้วดูเหมือนผมมองโลกในแง่ร้ายและหัวโบราณมากไม่ใช่น้อย  หรืออาจจะมหาศาลเลยก็ว่าได้  แต่ก็ยังถือว่าโชคดีไม่ใช่น้อยที่เราไม่เคยมีนโยบายส่ง ดาว - เดือนของมหาวิทยาลัย ฯ  ไปเที่ยวตะเวนขึ้น ๆ ลง ๆ  เพื่อล่ารางวัล  หรือประชันโฉมความงามตามเวทีต่าง ๆ   หากแต่ก็พยายามส่งเสริมและสนับสนุนให้เขาได้พัฒนาตัวเองอย่างสร้างสรรค์  นำพาเขามาทำกิจกรรมบ้างตามโอกาส  รวมถึงการเป็นนิสิตต้นแบบในเรื่องบางเรื่อง

จะว่าไปแล้ว.  จริง ๆ  ผมเห็นด้วยนะกับการมีดาวและเดือนเป็นต้นแบบในเรื่องดี ๆ  โดยเฉพาะเรื่องการสร้างเสริม วัฒนธรรมที่ดี ในมหาวิทยาลัย   หากแต่ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการของการประกวดประชันรูปโฉมของดาวและเดือน 



ซึ่งระยะหลังเห็นได้ชัดว่า  กลายเป็นกระแสหลักที่ยึดปฏิบัติกันอย่างใหญ่โต  ...ทำราวกับกำลังประกวดเทพีและเทพบุตร มีการตอบคำถามอย่างน่าตื่นเต้น  ทั้ง ๆ  ที่บางคน  หรือแม้แต่หลายคนพอฟังคำถามแล้วก็ออกอาการยืนเหม่อลอย ..อ้ำอึ้ง   หรือแม้แต่พูดติด ๆ ขัด ๆ  เพราะไม่รู้จะเอาต้นทุนอะไรดีมาตอบคำถามเพื่อให้ได้คะแนนเยอะ ๆ

 

 

สาม
 

ถึงตรงนี้  หลายท่านก็คงมองว่าผมดูเหมือนจะไม่เข้าใจวิธีคิดของนิสิตอยู่ค่อนข้างมาก 
ปากอาจบอกว่าไม่ได้รุกล้ำเข้าไปริดรอนพื้นที่ทางความคิดพวกเขา  แต่ท่าทีและน้ำเสียงกลับสื่อแสดงชัดเจนว่ามันมีความหมายตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

ไม่รู้สิครับ.  ผมก็ยังอยากยืนยันว่า   หากจำเป็นต้องมีการประกวดดาวเดือนของนิสิต  ผมก็ไม่ติดใจ  เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของการมาสู่ตำแหน่งที่มักจะพุ่งเป้าไปยังเปลือกความงามแค่ภายนอกเท่านั้น  

 
และระยะหลังจะเห็นได้ชัดว่าการประกวดดาวเดือนนั้น  ทำเสมือนการคัดลอกรูปแบบและวิธีการมาจากเวทีประกวดนางงามระดับชาติและนานาชาติไปแล้วเลยก็ว่าได้
   ขณะที่กองเชียร์  ก็ขนกันมาเชียร์อย่างคึกคัก  ราวกับภาพที่เห็นในคอนเสิร์ต  หรือไม่ก็เวทีประกวดนักร้องที่กำลังนิยมอยู่ในปัจจุบัน

ผมเคยเสนอให้เปลี่ยนวิธีการจากการเดินแบบ,  แสดงความสามารถและตอบคำถามบนเวที
มาสู่การเปิดรับสมัครแบบสาธารณะไปเลย   มีระยะเวลาให้แต่ละคนได้แสดงความสามารถและความจริงใจที่จะเป็นแบบอย่างที่ดี  หรือใช้วิธีให้รุ่นพี่ได้เฝ้าสังเกตการณ์ว่ารุ่นน้องคนใดที่เรียนดี สู้ชีวิต..ชิดใกล้กับการทำกิจกรรมก็นำมาเข้าสู่กระบวนการของการเป็นดาวและเดือนจะดีกว่าไหม

แน่นอนครับ.  ข้อเสนอของผมมันกว้างจนไร้น้ำหนัก   ซึ่งมันก็จริง  เพราะผมเองก็นึกไม่ออกเลยว่า  หากยังต้องมี ดาวและเดือน  นั้นต้องทำอย่างไรดี ?  รู้ก็แต่เพียงว่า  ไม่อยากให้เน้นรูปแบบการประชันความงามกันบนเวทีเท่านั่นแหละ

ถึงกระนั้นก็ยังบอกกับตัวเองในแง่มุมที่ดีเสมอว่า 
ข้อดีของการประกวดดาวและเดือนนั้น
 
อย่างน้อยก่อนขึ้นเวทีประกวด  หลายคนก็คงผ่านกระบวนการของการฝึกฝนในหลาย ๆ เรื่องจากบรรดาพี่เลี้ยงและเจ้าของงานอย่างองค์การนิสิตมาแล้วอย่างเข้มข้น
  และมันก็เป็นวิธีหนึ่งที่ยังพอเชื่อไดบ้างว่า  คนดี ๆ ก็มีบทเวทีเหมือนกัน !

และกระบวนการที่ว่านั้นก็คงช่วยบ่มเพาะและขัดเกลาพวกเขาได้บ้างล่ะ   อย่างน้อยก็การพูดการจา.  การคบเพื่อน.  การไหว้. การคิด.  การแต่งกาย.   การสนใจข่าวสารบ้านเมือง  เรียนรู้การทำงานเป็นทีม.  รู้จักเพื่อนต่างคณะ  หรือการมีความรู้เสริมในเรื่องวัฒนธรรม  และอื่น ๆ  ซึ่งดูอาจไม่เข้มข้นนัก  แต่ก็เชื่อว่า  อย่างน้อยในระยะสั้น ๆ  นี้   เขาก็ยังได้มีโอกาสที่จะฝึกฝนในเรื่องต่าง ๆ  บ้าง  

 

 

ป้ายประชาสัมพันธ์กองกิจารนิสิตโรยตัวอยู่ด้านหลังด้วยสโลแกน "มีปัญหาปรึกษากองกิจฯ.."

 

สี่

 

และปีนี้.   การประกวดดาวเดือน  หรือ  “FRESHY  BOY  AND  FRESHY  GIRL”  ในปีนี้ก็มีกลิ่นอายที่แตกต่างไปจากปีก่อนอยู่มาก  อย่างน้อยก็มีประเด็นชัดเจนในเรื่องสถานการณ์ปัจจุบัน  รวมถึงการชูประเด็นวัฒนธรรมอีสานออกมาอย่างชัดแจ้ง  ภายใต้แนวคิดหลักคือ  “วัยรุ่นยุคใหม่   ใส่ใจโลกร้อน ออนซอนวัฒนธรรม

และด้วยความที่เป็นมหาวิทยาลัยในภูมิภาคอีสาน  การประกวดดาวและเดือนปีนี้จึงเปิดตัวให้ผู้เข้าประกวดแต่งกายด้วยชุดอีสานพื้นเมือง  ทั้งอีสานใต้  อีสานกลาง  และอาสานเหนือ   ดูแล้วก็แตกต่างกันไป  และนั่นก็หมายถึงการให้แต่ละคนไปศึกษาในเรื่องเหล่านี้มาด้วยเช่นกัน

มิใช่ใส่ชุดแล้วไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับชุด.  หรือเอาความงามความสง่าของเครื่องแต่งกายชูโรงเข้าประชันกันเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็กำหนดให้แต่ละคนได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน  ซึ่งก่อนหน้านี้ร่วมสัปดาห์เศษ   บรรดาผู้เข้าประกวดก็ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมในทำนองนี้มาเป็นระยะ ๆ บ้างแล้ว

 

 

ห้า

 

ปีนี้  ผมฝังตัวอยู่ในงานตั้งแต่ต้นจนจบ   เฝ้าดูและเฝ้ามองไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ติดยึดกับความคิดของตนเอง  แต่ไม่พยายามที่จะตัดสินวิธีการของนิสิตด้วยวิธีการของตนเอง

และเมื่อเขาเดินมาปรึกษาในบางเรื่อง  ผมก็จะให้คำแนะนำด้วยเหตุผลเสมอ  และหลีกเลี่ยงที่จะบอกว่า ผิด หรือถูก  ใช่ หรือไม่ใช่  เพราะนั่นคือผมไม่ชอบวิธีการเช่นนี้   เนื่องจากคนเรามักชอบตัดสิน  แต่ไม่ชอบที่จะอธิบายเหตุผลในเรื่องที่ตัดสิน

นี่เป็นอีกครั้งที่ผมอยู่ในพื้นที่กิจกรรมของนิสิตอย่างไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไปนัก   เพราะรู้ตัวดีว่า  ถึงแม้ในบางเรื่องจะเห็นแตกต่าง   แต่เราก็อยู่ร่วมกันได้อย่างมีเอกภาพในความแตกต่างนั้น ๆ  โดยมีสติพอที่จะค้นหาจุดยืนร่วมกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล    พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่า  ความแตกต่างทางความคิดว่าเป็นความงดงามของมนุษย์

และผมเองก็ตระหนักเสมอมาเหมือนกันว่า  ในยุคสมัยแห่งการบริโภคนิยมเช่นนี้   บางทีเราก็ไม่จำเป็นต้องขวางกระแสเสียทั้งหมด   กิจกรรมที่มีขึ้นจึงจำเป็นต้องมีทั้งความบันเทิงและเรื่องราวอันเริงปัญญาแทรกอยู่เป็นระยะ ๆ  ..   ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป.  ค่อย ๆ บอก ค่อย ๆ สอน  และค่อย ๆ ชวนเขาคิด หรือแม้แต่ทิ้งโจทย์ให้เขาได้ร่วมกันคิด  ได้ร่วมกันสร้างอย่างมีมิตรภาพ

พื้นผิวถนนไม่เคยราบเรียบฉันใด  พื้นผิวจราจรทางความคิดของคนเราก็มีสภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก .. และผมก็เชื่อเช่นนั้นด้วยสิ


ทั้งปวงนี้ก็น่าจะสื่อสารได้บ้างกระมังว่า  มุมมองที่แตกต่างระหว่างผม  หรือผู้ใหญ่ในมหาวิทยาลัยที่แตกต่างไปจากมุมมองของเด็กนั้นก็สามารถสร้างสรรค์ด้วยการบูรณาการร่วมกันได้  ไม่มีใครยึดติดอะไรแน่นหนาจนปรับแต่งไม่ได้   หากแต่คำนึงถึงจุดหมายร่วมกันอย่างให้เกียรติ  และมีพื้นที่ว่างที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่อึดอัด  จนพาลไม่ทำอะไรต่อมิอะไรอย่างที่เห็นมาแล้วนักต่อนัก

 

 

  

 

 

หก


ก่อนเดินทางกลับในค่ำคืนนั้น   ผมเดินไปบอกลานายกองค์การนิสิต  พร้อมกับกล่าวให้กำลังใจกับเขาว่า  ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี  พวกเขาสามารถบูรณาการแนวคิดทั้งสองมุมที่แตกต่างมาอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่ผิดหวัง    คงเหลือแต่เฉพาะกระบวนการนำดาวและเดือนมาสู่ความเป็นสังคมนั่นแหละที่ยังต้องติดตามและประเมินผลกันต่อไป

นี่เป็นความปรารถนาดีของผม  ที่บางทีอาจเหมือนนำพาความคาดหวังไปให้พวกเขาแบกรับเป็นรอบสองหรือเปล่าก็ไม่รู้ 

แต่ที่แน่ ๆ .  ผมก็ทิ้งโจทย์ไว้ตามสไตล์ของผมอีกรอบ   ก่อนจะกลับมาล้มพับหลับแบบไม่รู้หนาวรู้ร้อนอย่างน่าหยิก 

 
ส่วนที่เหลือหลังจากนั้น    ก็อยู่ที่เขาแล้วล่ะว่า   จะดูแลและพัฒนาตนเองไปในทิศทางใดได้บ้างเป็นหลักสำคัญ