เพศศึกษากลางป่าเขา :ถุงยางหุ้มจำปา(ดะ)

           เมื่อราวปลายเดือนก่อน ผมได้รับการติดต่อจากผู้หญิงคนหนึ่งเธอบอกว่ามีงบประมาณให้จัดทำเรื่องเอดส์ อยากจะให้ผมไปเป็นวิทยากรให้โดยเขาจะจัดที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งที่อ.ละงู  คำว่าตกลงครับจึงได้หลุดออกจากปากของผมไปในทันทีเพราะว่าอยากไปเที่ยว

           ไม่กี่วันหลังจากนั้นจึงได้รับเทียบเชิญอย่างเป็นทางการ จึงได้ทราบว่าทางเทศบาลตำบลสะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลาได้จัดทำโครงการที่เกี่ยวกับการให้ความรู้แก่เยาวชนเรื่องโรคเอดส์โดยจะมีเด็กราว 20 กว่าคนมาเป็นกลุ่มเป้าหมายเขาจะพาไปที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งที่สตูล(คงจะกลัวว่าวิทยากรไม่ยอมไปบรรยายกระมังแฮะ)

           เช้าวันนี้ 19 มิถุนายน 2551เป็นวันที่เรามีนัดกันครับ ผมเรียกลูกศิษย์ซึ่งเป็นextern อีก 2 คนให้ติดสอยห้อยตามไปด้วยทางเจ้าภาพเขาส่งรถปิ๊กอั๊พ 2 ตอนมารับมีน้องผู้หญิงหนึ่งคนมาคู่กับคนขับรถปัญหาก็เริ่มมีทันที่ที่ผมและลูกศิษย์ขึ้นรถเลยครับ

           ผมถามว่าเราจะไปกันที่ไหน น้องคนที่นำทางมาก็บอกว่าบอยส์รูมค่ะไอ้ผมเมื่อได้ยินดังนั้นก็มองหน้าลูกศิษย์เลิ่กลั่กเหมือนเกย์เลยว่ะกะว่าจะนั่งให้สบายๆแต่เมื่อจะออกรถก็ใจหายวาบในเมื่อทุกคนในรถไม่รู้ว่าสถานที่ที่เราจะๆไปนั้นอยู่ที่ใดสตูลไปเส้นไหน ละงูไปยังไง ซวยละตู นี่ขับรถไปเองเลยดีไหมเนี่ยอย่ากระนั้นเลย ค่อยๆนั่งไป สงบไว้ ดูทางให้ดีๆนะธนพันธ์ถามไปนิดหนึ่งว่าจะให้ผมขับให้ไหม ผมไปสตูลและละงูถูกครับเขาก็ไม่ยอม

           ออกจากโรงพยาบาลก็ต้องเวียนไปห้าแยกเกาะยอเพื่อไปรับวิทยากรอีกท่านที่หน้าสหกรณ์ครูสงขลาไอ้ผมก็ระทึกไปตลอดทางเพราะว่าคุณลุงคนขับรถแกดูท่าทางงงงงบางครั้งบอกให้เลี้ยวขวาท่านก็งงพักหนึ่งจึงจะเข้าใจว่าขวามืออยู่ทางไหนเมื่อเราไปถึงที่นัดหมาย ก็ขับรถเลยไปไกลโขทั้งนี้ก็เพราะว่าขับผิดเลน เมื่อกลับรถกลับมาก็จะเลยอีกรอบผมก็ชักจะเหงื่อตก บอกให้กลับรถที่ด้านหน้าแกก็จะเลี้ยวลงคอสะพานที่ที่เขาเอามอเตอร์ไซค์วิ่ง จึงถามไปอีกรอบว่าผมขับให้เอาไหม เขาก็ไม่ยอม

           และเมื่อคนครบ เราจึงได้ออกเดินทางกันจริงๆเสียที (ปล. นี่มัน11 โมงกว่าแล้วนะ) ผมก็ต้องตาแข็งตลอดทางเพราะตอนนี้เปลี่ยนสภาพมาเป็นคนนั่งบอกทางแล้วผมเลือกเส้นทางลพบุรีราเมศวร์ มาจรดถนนเพชรเกษมเลี้ยวซ้ายมาออกแยกควนลังเพื่อวิ่งไปทางขวาเข้ารัตภูมิสายเก่าเลี้ยวขวาที่ไฟแดงนะครับผมบอกว่าแล้วท่านคนขับรถก็ทำท่าหักพวงมาลัยทันทีที่คอสะพานเล่นเอาผมเสียวที่สันหลังอย่างแรงพอมาถึงทางแยกจริงๆก็บอกอีกครั้งเลี้ยวขวาเลยครับท่านลุงแกก็หักพวงมาลัยทันทีเพื่อกลับรถที่สี่แยกถึงตรงนี้ผมก็หมดความอดทนผมขับให้ไหมครับผมขับรถกระบะมาตั้งแต่เด็กแล้ว ขับเก่งจริงๆนะ รู้ทางด้วยแต่ไม่มีใครสนใจแฮะ

           ถึงแยกรัตภูมิก็เลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปสตูล ระหว่างทางนั้นน้องคนขับรถก็โทรศัพท์เพื่อประสานงานกับคณะที่นำนักเรียนไปก่อนแล้วเขาบอกว่าเจอกันที่แยกเข้าควนกาหลง ฝนก็ตกพรำบ้าง พรำๆบ้างตูมๆบ้างไปตลอดทาง จนถึงแยกควนกาหลง ผมจึงบอกว่าเลี้ยวขวาครับเหมือนใจนึกคุณลุงก็จะเลี้ยวทันที แบบว่า ตรงไหนรูไหนแกจะเลี้ยวได้หมดผมแทบจะขาดใจแล้วครับ แล้วเราก็จอดรถรับชายอีกคนหนึ่งเขาบอกว่าบังแกรู้ทาง เดี๋ยวจะนำเราไปได้ แกเคยมาแล้วและแกก็มานั่งกับเราอีก 3 คนข้างหลังแต่พี่บังแกเป็นคนนำทางที่เงียบที่สุดในชีวิตผมเลยครับแบบว่าไม่ถามก็ไม่พูด ถามว่ารู้ทางไหมก็พยักหน้าหงึกๆ

           จากการสอบถามทางโทรศัพท์ผมก็ทราบมาว่าเราต้องเลี้ยวขวาที่แยกโรงพยาบาลควนกาหลงแต่ครั้นเมื่อเราวิ่งมาเรื่อยๆ ผมก็เห็นโรงพยาบาลใกล้เข้ามาน้องคนนำทางก็คุยโทรศัพท์บ้างคุยกับพี่วิทยากรอีกท่านหนึ่งบ้างตลอดทางลุงคนขับรถก็ไม่มีแนวโน้มว่าจะชะลอความเร็วรถลงมาเลย เลยถามว่าจะเลี้ยวไหม(โปรดสังเกตว่า เริ่มไม่มีครับแล้ว)ทุกคนจึงหยุดคุย หันไปหาบังคนนำทาง แกก็พยักหน้าแล้วพูดว่าเลี้ยวขวา

           และจากการฟังเขาคุยกันทางโทรศัพท์ ผมจึงรับทราบมาว่าเราต้องเลี้ยวขวาเพื่อเข้าอำเภอมะนังแต่เหตุการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิมตรงที่ คนที่คุยก็คุยคนนำทางก็เคี้ยวหมากฝรั่งไปเรื่อยๆ จนผมเห็นป้ายชี้เข้ามะนังเกือบแล้ว เกือบเลยแล้วเลี้ยวขวา...มั้ยผมตะเบ็งเสียงออกไป บังข้างผมก็พยักหน้าเลี้ยวขวาเขาบอก รถก็เบรกเกือบหัวตุงแล้วเราก็เลี้ยวเข้ามะนัง

           ปัญหาก็ยังคงมีอยู่เรื่อยครับ เพราะถนนเล็กลงเรามองไม่เห็นป้ายที่จะไปรีสอร์ทเลย สัญญาณโทรศัพท์ก็เริ่มขาดๆหายๆรถวิ่งไปตามยะถากรรมพักหนึ่งก็เห็นป้ายชี้บอกทางไปกระท่อมลุงบอยไหนบอกว่าบอยส์รูมล่ะตกลงเราจะไปที่ไหน ผมนึกในใจ แล้วเราก็ไปตามที่เขาชี้และจากการดักฟังโทรศัพท์ ผมจึงทราบมาเป็นเลาๆว่าเราต้องมุ่งหน้าไปตามทางที่ไปถ้ำเจ็ดคต น้ำตกวังทรายทอง ถ้ำภูผาเพชรแต่นี่เราขับรถมานานมากแล้วก็ยังไม่ถึงสักที(ถ้าสังเกตสักนิดก็จะรู้ว่า ระยะทางไปไกลอีกกว่า 20กิโลเมตรนู่น) เราถามบังว่า ไปถูกทางไหมไปถูกทาง....แล้วมั้งว่าแล้วก็ทำเอาทุกคนอึ้งเราถามอีกครั้งว่า บังไปถูกไหม คราวนี้ไม่เห็นแม้การพยักหน้าของบังแกยังคงเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่ตลอดเวลา น้องคนนำทางก็เริ่มหงุดหงิดและเริ่มบ่นหงุดหงิดอีกครั้งเมื่อโทรศัพท์ได้ความว่า รถอีก 2คันข้างหน้าไม่ยอมรอรถเราที่จุดนัดพบ ทั้งๆที่เราไม่รู้ทางเธอจึงเบรกแตกจะกลับยะลาแล้วนะ จะกลับแล้วแค่นี้ก็รอกันไม่ได้ ต่างคนต่างแยกทาง ต่างคนต่างหลงทางเดี๋ยวคงได้เจอกันหรอก ไม่น่าจะเกิน 3 ทุ่มนะฯลฯ

           เที่ยงกว่าแล้วเรายังไม่รู้เลยว่า หนทางข้างหน้าเป็นเช่นไรเสียงบ่นมาจากด้านหน้ากระทบไปถึงบังข้างผมไม่รู้ทางแล้วขึ้นมาให้เบียดกันทำไม” “เห็นด้วย เห็นด้วยเบียดกันจะตายผมคิดในใจ ฮ่า ฮ่าและในที่สุดเราก็มาถึงกระท่อมลุงบอยเพราะรถคันหนึ่งของคณะเขาจอดรอคันของเรา เพราะหลงทางเหมือนกันและบังเอิญมีคนจากที่ไหนไม่ทราบมานำทางเราอีกทีหนึ่ง

           ยังครับยัง ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะว่านี่ยังไม่ถึงบ้านของลุงบอยสักทีเราต้องข้ามลำธารไป ผมได้ยินมาอย่างนั้น ในใจก็ชักเริ่มหงุดหงิดนี่จะพาตูไปไหนกันแน่นะแต่แล้วความหงุดหงิดก็ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตาและตื่นใจเพราะว่าลำธารที่เห็นอยู่เบื้องหน้านั้น สวย ใส ไหลรินแทบไม่น่าเชื่อเลยครับ และเขาให้เรานั่งเรือแคนูข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีคนพายเรือ เพราะว่าเขามีเชือกผูกโยงทั้ง2 ฝั่งไว้ แล้วเอาเชือกผูกกับรอกมัดไว้กับหัวเรือดังนั้นเมื่อผลักเรือออกไปเรือมันก็ลอยไปตามกระแสน้ำไปยังอีกฝั่งหนึ่งทันทีเมื่อไปถึงฝั่งกระนู้น เราก็ดึงเรือกลับมาอีกรอบ รอบแรกให้น้องextern ผู้ชายไปกับพี่วิทยากรผู้หญิงส่วนผมก็ไปพร้อมน้องเตย externผู้หญิงที่ผมหนีบติดมาด้วย

           กระท่อมลุงบอย เป็นรีสอร์ทเล็กๆที่มีกระต๊อบสำหรับเป็นที่นอนน่ารักทุกหลังไม่ติดแอร์ให้รกตา เขาบอกว่าที่นี่ไม่มียุงเลยสามารถนอนเปิดหน้าต่างเปิดประตูได้เลย ไม่มีมุ้งด้วย สวยมากครับด้านหนึ่งเป็นภูผาหินปูนตระหง่านอยู่ เบื้องหนึ่งก็เป็นลำธารใสสดห้องน้ำเขาก็ทำน่ารัก เพราะแต่ละห้องนั้นหลังคาสู้ฟ้าเลยครับ เรียกว่าขี้ไปดูดวงจันทร์ไปได้เลย โรแมนติกจริงๆผมช๊อบชอบ

           กว่าจะกินข้าวเที่ยงเสร็จก็ปาเข้าไปบ่ายสองโมงกว่า (ปล.กำหนดการบรรยายของผมคือ 13-15.00 น.ครับ)และสถานที่บรรยายของผมก็คือขนำที่กินข้าวนี่แหละอันนี้ผมถือว่าสุดยอดนะครับ เพราะว่า ที่มันเล็กๆ เด็กก็มี 20เศษๆ ไม่ต้องใช้ไมค์ให้รกมือ และที่สำคัญผมมีกลยุทธการบรรยายที่เข้าได้กับน้องๆกลุ่มนี้แล้วด้วย

           พูดถึงเรื่องการบรรยายนั้นเดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้สไลด์มาเป็นตัวล่อเด็กๆเหมือนเมื่อก่อนเพราะผมสามารถบรรยายโดยใช้คำพูด ใช้มุขส่วนตัว ก็สามารถเอาเด็กอยู่แรกเริ่มเดิมทีก็คิดว่าในกลุ่มที่จะมาบรรยายนี้ผมจะเล่นเหมือนกับที่เล่นกับนักศึกษาแพทย์ปี 2เมื่อครั้งไปเขาพลายดำแต่เมื่อมาเห็นน้องๆกลุ่มเป้าหมายแล้วก็ต้องตกใจเล็กน้อยเพราะว่ามีผู้ชาย 2 คน นอกนั้นเป็นผู้หญิงและทุกคนต่างก็เป็นน้องๆมุสลิม ที่ผมหนักใจก็คือแล้วไอ้ดิบๆอย่างผมนี่ จะทำให้น้องๆเขาตกใจหรือเปล่า เอาน่าลองดูสักตั้ง ปรับเปลี่ยนนิดหน่อย

           ผมเริ่มโดยการแบ่งเด็กออกเป็น 4 กลุ่มแจกคำถามให้กลุ่มละ 1 ข้อ ข้อดีของการมีเพศสัมพันธ์ข้อเสียด้วย ทำอย่างไรให้ท้อง และ ทำอย่างไรไม่ให้ท้องจากนั้นก็ให้เขาแยกย้ายกันไปเขียนคำตอบขั้นตอนนี้ก็ให้ลูกศิษย์สองคนออกไปช่วยกระตุ้นน้องๆกัน เพียง 5นาทีเราก็กลับมารวมกันคราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของผมที่จะเล่นกับคำตอบต่างๆที่เขาเขียนมา

           ข้อสังเกตส่วนตัวที่พบก็คือ น้องๆที่มาล้วนเป็นเด็กชั้นม. 4-6ส่วนหนึ่งยังเขียนหนังสือไม่คล่องแฮะ แรกๆค่อนข้างขี้อายเรียกให้เล่นด้วยยาก แต่เมื่อเวลาล่วงไปอีกไม่ถึง 10นาทีผมก็เอาอยู่ เริ่มมีคนตอบคำถามผมแล้ว มีถามด้วยเขารู้เรื่องกายวิภาคของระบบสืบพันธุ์บ้างไม่มีใครรู้จักโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายโรคที่ผมถาม เช่น ซิฟิลิสหูดหงอนไก่ หนองใน (อาจจะมีแต่เขายังไม่กล้าเอ่ยก็ได้)ผมเรียกน้องผู้ชายมาเล่นสวมถุงยางกับจู๋ไม้ที่ผมเตรียมไปอันนี้อายม้วนไปเลย

           ผมใช้เวลาไปจนถึง 3 โมงกับ 10 นาทีก็จบให้ท่านวิทยากรอีกท่านได้พูดเรื่องสถานการณ์โรคเอดส์ซึ่งผมก็ใช้เวลาช่วงนี้ไปดูที่ลำธาร ซึ่งมีคนพายเรือแคนูล่องมา2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งน่าจะเป็นนักศึกษามาจากที่ไหนสักแห่งพวกเธอมาบูมเจี๊ยกๆกันในป่า แบบว่าเลือดรักสถาบันขึ้นหน้าในป่าเขาครับ ไม่นานนักก็มีมาอีกกลุ่มชุดนี้เป็นกลุ่มผู้สูงวัยครับคุณลุงคุณป้าเธอล่องผ่านมาอย่างเงียบกริบหลายคนนั่งเอาเท้าแช่น้ำเล่นไปเรื่อยๆ ดูนก ต้นไม้ ป่าเขาแบบนี้สิที่ผมเรียกว่า นิเวศน์ทัศนาเราจะมีโอกาสเห็นธรรมชาติก็ต่อเมื่อเรามองมันครับ

           ผมได้มีโอกาสคุยกับพี่ท่านหนึ่งที่มากับน้องๆ เขาบอกว่า ที่แถว3 จังหวัดที่เขาอยู่นั้น เวลาทางราชการเขามาให้ความรู้เขาจะแจกถุงยางกันครับ ชาวบ้านชอบมาก แจกแต่ละครั้งก็มารับกันไปจนหมดเรียกว่าไม่พอเลยก็ว่าได้ แต่เอ๊ะ ทำไมยังท้องกันเก่งอยู่เลยมาถึงบางอ้ออีกครั้งก็ต่อเมื่อได้ไปเยี่ยมบ้านท่านๆทั้งหลายต่างก็เอาถุงยางอนามัยไปห่อจำปาดะกันหมดห่อมันตั้งแต่ลูกเล็กเท่านิ้วโป้ง มันโตขึ้นถุงยางก็ไม่แตกแมลงก็ไม่เจาะ จนสุกขายได้ถุงยางก็ยังไม่แตก แมลงก็เจาะไม่เข้าสุดยอดภูมิปัญญาแห่งถุงยางอันนี้ผมถือว่าเป็นนวัตกรรมแห่งป่าเขาอย่างแท้จริงเลยนะจะบอกให้

           เราเสร็จงานกันก็ล่วงไปเกือบ 4 โมงบอกลากันเรียบร้อยก็ลงเรือข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งโดยการชักรอกเราเปลี่ยนคนขับรถ และน้องคนเดิมยังไปส่งเราอยู่ ตอนนี้อารมณ์ดีแล้วผมได้งีบแล้วครับ รายนี้ขับรถเร็วแต่ไม่น่าหวาดเสียวผมไม่ต้องพะวงเรื่องการหลงทางหรือเลี้ยวซ้ายขวากว่าจะถึงบ้านก็หกโมงพอดี

           ครับ เพศศึกษากลางป่าเขาก็จบลงด้วยประการฉะนี้ จำไว้จำไว้ กลับบ้านไปจะเอาถุงยางไปห่อขนุน ฮา