การเป็นพ่อแม่ที่ดีต่อลูก ก็ต้องเตรียมมรดกให้ลูกๆที่เป็นสิ่งมั่นคง ถาวร หรือเป็นทุน เช่นเดียวกัน รัฐบาลที่ดี ที่มองการไกลก็ต้องสร้างสาธารณูปโภคให้พร้อมเพื่ออนาคตของประเทศ วิกฤติน้ำมันเริ่มขึ้นแล้วทั่วโลก และวิกฤติอาหารก็กำลังเริ่มขึ้นแล้วในทวีปอาฟริกา...
ประเทศเราเป็นเกษตรกรรม และพยายามก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม แต่ไปได้แค่ไหนก็เห็นๆกันอยู่ ข้อมูลของวิชาการก็บอกว่าแรงงานภาคเกษตรนั้นลดลงอย่างวูบวาบ แล้วไปเพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจอื่นๆ...
ข้าวแพง..? พืชพลังงาน..? พืชอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน พึ่งตนเอง.... ปุ๋ยแพง... โลกร้อน... ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง...? สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม..ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือความสำคัญระดับไหนที่ หน่วยงานราชการที่รับผิดชอบโดยตรง สถาบันวิชาการ.. และเราจะต้องมาพูดคุยกัน ดีกว่าปล่อยให้นักการเมืองดันวาทกรรมออกมาเพียงเพื่อคะแนนเสียง... ความเหมาะสมเร่งด่วนคืออะไร หากไม่ทำวันนี้อนาคตจะเสียหายขนาดไหน....
ผมมีโอกาสได้รับรู้ว่าประเทศของเรากำลังรอการพิจารณา อนุมัติโครงการผันน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านลอดแม่น้ำโขงมาภาคอีสานของเรา หลายคนคงนึกว่า ....โอยเขารู้มานานแล้ว.. ก็จริงครับ โครงการโขง ชี มูล โครงการ Water grid โครงการก่อสร้างเขื่อนต่างๆ.. โครงการ 25 ลุ่มน้ำ โครงการขยายขนาดศักยภาพเขื่อนต่างๆที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้น ฯลฯ ผมเองก็ทราบมาเหมือนกัน แต่ที่ผมกำลังจะบอกแก่สาธารณะแห่งนี้คือ โครงการที่กำลังเสนอเพื่อขออนุมัติรัฐบาลก่อสร้าง และผมมีโอกาสได้รับรู้เบื้องต้น

1=เขื่อนน้ำงึม สปป.ลาว 2= ห้วยโมง จังหวัดหนองคาย
3=ห้วยหลวง จังหวัดอุดรธานี 4=เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น 5=เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ 6,7=พื้นที่รับน้ำของโครงการ
การผันน้ำที่ทิ้งจากการใช้สร้างกระแสไฟฟ้าที่เขื่อนน้ำงึม ประเทศลาวมาประเทศไทย ย้ำนะครับว่า เป็นน้ำจากเขื่อนน้ำงึมของลาวนั้นที่สร้างขึ้นเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า น้ำที่ใช้แล้วนั้น โครงการนี้จะขอซื้อลอดแม่น้ำโขงเข้ามาฝั่งไทยที่จังหวัดหนองคาย อ่างห้วยโมง แล้วต่อมาที่อ่างห้วยหลวงที่จังหวัดอุดรธานี
ไหลลงเขื่อนใหญ่...น้ำจากห้วยหลวงจะถูกนำเข้าสู่เขื่อนใหญ่ของอีสานสองแห่งคือ เขื่อนอุบลรัตน์ที่จังหวัดขอนแก่น และเขื่อนลำปาวที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จากนั้นก็จะทำโครงการชลประทานกระจายน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรกรรมของเกษตรกรในพื้นที่ของจังหวัด มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ ศรีสะเกษ...

เขื่อนอุบลรัตน์ที่จังหวัดขอนแก่นนั้นเป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.) ใช้น้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อการเกษตรเป็นรอง

เขื่อนลำปาวที่จังหวัดกาฬสินธุ์นั้นเป็นของกรมชลประทาน(ชป.)สร้างขึ้นเพื่อการเกษตรเป็นหลัก ผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นรอง การผลิตข้าวและพืชไร่ พืชเศรษฐกิจนั้นทำมานาน และปัจจุบันก็กำลังดำเนินการขยายความกว้างของคันเขื่อน รวมทั้งยกระดับเก็บกักให้สูงขึ้น คาดว่าจะเสร็จสิ้นในปลายปี พ.ศ. 2552
ข้อสังเกตเบื้องต้น
- เป็นโครงการที่พยายามหลีกเลี่ยงการก่อสร้างเขื่อนใหม่ แต่ใช้เขื่อนที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์โดยขยายศักยภาพเขื่อนให้สูงขึ้น
- พยายามลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมส่วนหนึ่ง โดยไปเอาน้ำทิ้งจากการผลิตกระแสไฟฟ้าของเขื่อนน้ำงึม ประเทศลาวมาใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรต่อในประเทศไทย
- พื้นที่รับประโยชน์จากน้ำเป็นพื้นที่สำคัญที่สุดในการผลิตข้าวหอมมะลิ 105 อันโด่งดังไปทั่วโลก อาจจะมีส่วนสำคัญในการทำโครงการ Food safety ของประเทศไทยเรา
- การลงทุนจะน้อยกว่าหลายเท่าตัวจากโครงการ โขง ชี มูลเดิม เพราะใช้ระบบคลองส่งน้ำ มิใช่ท่อส่งน้ำ ยกเว้นช่วงนำน้ำจากเขื่อนน้ำงึมลอดแม่น้ำโขงมาฝั่งหนองคาย
- ฯลฯ
คำถาม อย่างไรก็ตามยังมีคำถามและประเด็นต่างๆมากมายที่ต้องการคำอธิบาย เช่น
- การจัดการน้ำนั้นไม่ค่อยมีปัญหา แต่การใช้ประโยชน์จากน้ำนั้นมีปัญหามาตลอด
- แม้ว่าระบบจัดการน้ำโดยคลองจะมีต้นทุนที่ถูกกว่า แต่การบำรุงรักษาก็มีต้นทุนที่ไม่น้อยเช่นกัน หากเกษตรกรไม่มีสำนึกในความรับผิดชอบร่วมกัน
- ในช่วงที่ปีไหนน้ำมาก น้ำท่วมพื้นที่ใกล้เคียง ระบบชลประทานนี้จะมีส่วนช่วยได้อย่างใดบ้าง
- แม้ว่าจะดูว่าไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากนัก แต่การศึกษาเรื่องนี้ก็ควรกระทำและนำออกสู่สาธารณะแบบโปร่งใสด้วย
- มีกระแสการเมืองพยายามผลักดันให้อีสานเป็น “OPEC พืชพลังงาน” ระบบชลประทานนี้จะไปสนองนักการเมือง หรือจะเป็นอิสระที่เกษตรกรจะสามารถเลือกระบบพืชได้เอง
- เกษตรกรจะมีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง ระดับไหน
- ดูเหมือนว่าระบบนี้ไปขึ้นกับปริมาณฯของเขื่อนน้ำงึมในประเทศลาว เหมือนว่า “ยืมจมูกคนอื่นหายใจ” มันเป็น“ความเสี่ยงระดับไหน” ต้องประเมินอย่างละเอียด เพราะอาจจะส่งผลให้การลงทุนทั้งหมดล้มเหลวลงได้
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้น “ยังไม่เหมาะสมที่จะใช้อ้างอิง” จนกว่ารัฐจะประกาศงานชิ้นนี้ออกมาอย่างละเอียด แต่คิดว่าเราอาจจะแลกเปลี่ยนกันเบื้องต้นได้ครับ
เรื่องน้ำเป็นวิกฤตใหญ่จริงๆครับ ที่ผมคิดว่าต้องมองเชื่อมกันกับเรื่องการพัฒนาในทุกมิติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเล่าจากพื้นที่ โดยคนในพื้นที่ ถึงจะไม่วิชาการ เล่าไม่ปะติดปะต่อ แต่ผมคิดว่า ถ้าใช้สื่อดีๆ ก็จะมีพลังโดนใจสังคมได้มาก
เรื่องอย่างนี้ ต้องสื่อออกไปมากๆนะครับ
ท่านอาจารย์
น่าจะช่วยกันศึกษาเรื่องการกักเก็บน้ำไว้ใช้ด้วยครับ แต่ยังไม่มีเทคโนโลยีชาวบ้านที่เหมาะสม
เติมน้ำลงบ่อ ปั่นไฟฟ้า(ขาย) สูบขึ้นมาผิวดิน ใช้พลังงานแสงอาทิตย์
ดีมากเลยครับ ที่ได้อ่านเรื่องนี้
ภาพมีรายละเอียดให้ตามเค้าได้
แต่พวกเรา..น่าจะทุนสร้างเขื่อน น้ำใจ
เพื่อจะปันน้ำจิตน้ำใจแบ่งกัน
เขื่อนนี้ไม่ต้องลอดอุโมง แต่ควรจะลอดอ้อมกอด
สวัสดีเจ้าค่ะ ลุงบางทรายจ๋า
ลุงจ๋าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ คิดถึงงงงงงงงงงงงงงงงง รักลุงที่สู๊ดดดดดดดดดด ลุงสบายดีไหมค่ะ ทานข้าวหรือยัง ทำอะไรอยู่เอ่ย คิดถึงหลานบ้างเปล่า อิอิ รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ
เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ *---->น้องจิ ^_^
สวัสดีค่ะ พี่ท่านบางทราย
น่าคิดๆ นะคะ แต่น้องก็ยังคิดไม่ออกค่ะ
* ปัญหาอยู่ที่การจัดการ การนำไปใช้ รึเปล่าคะ
* เคยได้ยิน เรื่องการสรรปันส่วน การใช้น้ำ
เมื่อก่อนที่กทม. กลุ่มจะพูดว่า คนเมืองเอาน้ำชนบทมาใช้
ในเชิงอุตสาหกรรม และธุรกิจมาก จึงน่าจะมีการเรียกเก็บ
ตอบแทน ทุนตามสัดส่วน .. แล้วน้องก็ไม่ทราบอีกเลย ว่าเป็นไง
* เมื่อก่อนตอนอยู่เกาะ จะมีปัญหาเรื่องน้ำจืดมากค่ะ
ทางเกาะ จะใช้เทคโนฯ ผันน้ำเล เป็นน้ำใช้ แต่งบบานปลาย ก็เลยยังไม่เดินหน้า
เพียงนำ พลังงานแสงอาทิตย์ มาใช้บ้างค่ะ ให้คนต่างชาติมาเป็นที่ปรึกษาอีกแล้ว เครื่องหนึ่งตั้งเป็นแสนแน่ะคะ ..
ส่วนอื่นๆ รอพี่ท่านแจงนะคะ ... น้องไม่ค่อยสันทัด
... คนอารมณ์สุนทรีย์อย่างน้อง ชอบความคิดพ่อครูนี้ค่ะ
น่าจะทุนสร้างเขื่อน น้ำใจ
เพื่อจะปันน้ำจิตน้ำใจแบ่งกัน
เขื่อนนี้ไม่ต้องลอดอุโมง แต่ควรจะลอดอ้อมกอด
... น้องคงทำได้แค่นี้ค่ะ ตอนนี้ .. พี่ท่านรักษาสุขภาพนะคะ
สวัสดีครับน้อง
1. ยอดดอย
ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับน้องยอดดอย คงสบายนะครับ นึกถึงเสมอ
ยอดดอย: เรื่องน้ำเป็นวิกฤตใหญ่จริงๆครับ ที่ผมคิดว่าต้องมองเชื่อมกันกับเรื่องการพัฒนาในทุกมิติ
บางทราย: ต้องยอมรับว่าเรื่องน้ำเป็นเรื่องใหญ่มากๆเพราะเป็นองค์ประกอบ ของการดำรงชีวิตทั้งอุปโภค บริโภค หลายท่านจะยืนยันว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมานั้นไม่น้อยไปกว่าอดีต แต่จำนวนวันที่ฝนตกและปริมาณตกแต่ละครั้งผันผวนออกไปจากเดิม...เพราะความแปรปรวนของสิ่งแวดล้อม แล้วเรามีองค์ความรู้เรื่องนี้อย่างไร เราจะรับมือได้อย่างไร..? เป็นประเด็นใหญ่ มีการศึกษาพุดคุยกันบ้าง แต่ยังน้อยไปในทัศนของพี่น่ะครับ
ยอดดอย: ในฐานะคนขับเคลื่อนประเด็นสื่อเด็ก ก็เห็นว่าสื่อสำหรับพัฒนาเด็กเองก็ต้องเคลื่อนไปกับเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย ให้เหมาะสมกับระดับวัย เพศ การศึกษา บริบทชุมชน
บางทราย: เห็นด้วยมากๆๆๆๆ เพราะงานพัฒนาเอกชนหรือแม้รับเองก็ตาม หยิบงานนี้มาทำน้อย ถึงน้อยมาก แม้พี่เองก็ตาม แม้ว่าในสำนึกเราเห็นความสำคัญแต่การผลักดันงานด้านนี้ย้งน้อยมากๆ ขณะที่เราต่อว่าสังคมว่าเด็กเราไปทำอะไร ประพฤติอะไร คิดอะไรก็ไม่รู้ กิจกรรมเกี่ยวกับเด็กในเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำ ใน Phase ใหม่ของงานพี่จึงบรรจุเรื่องนี้เข้าไปครับ
ยอดดอย: ผมไม่ได้สิ้นหวังกับระบบรัฐไทยนะครับ แต่คิดว่า เราอาจต้องพึ่งสื่อมวลชนมากขึ้น ไม่จำต้องเป็นสื่อกระแสหลักอย่างเดียวก็ได้ แท้จริง เรายังมีภาคีที่เป็นสื่อทางเลือกอยู่มากมาย เพียงแต่ต้องปรับยุทธศาสตร์ให้สามารถเคลื่อนเป็นระบบ เคลื่อนทั้งในเชิงพื้นที่ และประเด็นได้
บางทราย: เห็นด้วยเรื่องนี้ แม้ว่าพี่จะบ่นเรื่องระบบรัฐไทยมากในหลายครั้ง แต่ก็ยอมรับการดำรงอยู่และบทบาทที่ต้องเข้าไปประสานงานร่วมมือ การสร้างสรรค์สื่อต่างๆนั้นต้องดัน สร้าง ร่วมมือมากขึ้น แม้ว่าพี่จะเคยบ่นดังๆว่า นักวิชาการสื่อมวลชนไปรับใช้ระบบธุรกิจมากกว่าจะแบ่งเวลาสร้างสื่อมวลชนเพื่อสังคมประเทศให้มากขึ้นก็จะดี แต่ก็เข้าใจว่ามันอาจะเป็นยุค และช่องทางในการทำอาจจะน้อยกว่า แต่อย่างไรก็ตาม เราอาจจะต้องไปดึงมาร่วมมือให้มากขึ้นมากกว่า บ่นเฉยๆ อิอิ..
ยอดดอย: โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเล่าจากพื้นที่ โดยคนในพื้นที่ ถึงจะไม่วิชาการ เล่าไม่ปะติดปะต่อ แต่ผมคิดว่า ถ้าใช้สื่อดีๆ ก็จะมีพลังโดนใจสังคมได้มาก
บางทราย: พี่ชอบประเด็นเชิงรุกแบบนี้ครับ คนในพื้นที่ต้องเอางานออกมาเผยแพร่ครับ อย่างที่น้องยอดดอยกำลังทำ และท่านอื่นๆกำลังทำ เอาออกมาให้สาธารณะทราบและหนุนเนื่องในช่องทางที่สามารถจะทำได้ มันเป็นเชิงรุกแบบหนึ่ง มิเช่นนั้นพื้นที่ชายขอบแบบที่น้องยอดดอยอยู่ก็หลุดโลกไปทุกเรื่อง บางคนอาจจะลืมไปแล้วว่ามีปางมะผ้าอยู่ในพื้นที่ประเทศไทยด้วยหรือ พี่ยังคิดเล่นๆว่า กลุ่ม g2k กลุ่มเล็กๆอาจจะมาเยี่ยมพื้นที่เพื่อร่วมมือสร้างสรรคประโยชน์อะไรได้บ้างครับ เพราะมีคนหลายคนที่มีศักยภาพเฉพาะตัวในการสนับสนุนน่ะครับ
ยอดดอย: เรื่องอย่างนี้ ต้องสื่อออกไปมากๆนะครับ
บางทราย: เห็นด้วยมากๆครับ
ยอดดอย: มาเจอบันทึกนี้ของพี่ ก็กระตุกต่อมคิดทันที กับการริเริ่มร่างโครงการสื่อเพื่อเด็กสามหมอกในเชิงประเด็นสิ่งแวดล้อม (ดิน น้ำ ป่า) ร่วมกับประเด็นอื่นๆ เช่น วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น สิทธิเด็กตามจารีตประเพณี
บางทราย: พี่ยังชอบงานที่น้องจัดค่ายเด็กครั้งนั้นและพี่มาเห็นน้องอึ่งจัดที่ลำพูนก็ประทับใจว่า กิจกรรมเด็กๆนั้นควรทำมากๆ ลองดูที่ ครูสร้างค่าย..เด็กสร้างครู : เตรียมการ ครูสร้างค่าย..เด็กสร้างครู : เรียนรู้ ครูสร้างค่าย..เด็กสร้างครู : ความเปลี่ยนแปลง ครูสร้างค่าย..เด็กสร้างครู : พัฒนาต่อเนื่อง และ วิเคราะห์ “ครูสร้างค่าย..เด็กสร้างครู...”
ยอดดอย: มีความคืบหน้าอย่างไร จะเรียนให้ทราบเป็นระยะๆนะครับ
บางทราย: พี่จะติดตามครับ แหล่งเงินทุน GEF ก็น่าสนใจนะครับเขาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม โลกร้อนในหลายๆมิติครับ
สวัสดีครับ
2. ออต
ออต:
บางทราย:
เมื่อปี 2529 ทางสำนักงานเกษตรภาคอีสานร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกรมส่งเสริมการเกษตร ทำการวิเคราะห์ พื้นที่ภาคอีสาน เพื่อดูลู่ทางในการส่งเสริมการเกษตรในภาคอีสาน รายละเอียดในเอกสารจะรวมถึงการวิเคราะห์น้ำฝนด้วย
แผนที่ทางกายภาพชิ้นนี้แสดงลักษณะภูมิประเทศ แหล่งน้ำ และเส้นฝนเท่า (เป็นศัพท์ของอุตุนิยมวิทยา) หรือปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย กรณีตัวอย่างจังหวัดร้อยเอ็ดนี้ แสดงให้เห็นว่า ทางทิศตะวันออกไปสู่ตะวันตกด้านใต้ของจังหวัด และด้านตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัด นั้นมีปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ย 1300 มม.ต่อปี ส่วนด้านตะวันออกบางส่วนซึ่งเล็กน้อยดูตามภาพนั้นจะมีปริมาณฯฝนเฉลี่ย 1400 มม.ต่อปี
เมื่อเราเอาปริมาณฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยามาทำกราฟเส้นและคิดจำแนกเป็นว่า มีความเชื่อมั่นฝนตกที่ร้อยละ 90, 75, และ 50 ที่ อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด เราจะพบความจริงหลายประการ ซึ่งเราสามารถจะใช้สถิติข้อมูลนี้ใช้ประกอบการวางแผนการทำการเกษตร พืชผักต่างๆได้ โดยเราอ่านข้อมูลนี้ เช่น
นี่คือตัวอย่างการใช้สถิติปริมาณน้ำฝนมาช่วยในการวางแผนการทำการเกษตรต่อพืชต่างๆต่อพื้นที่นั้นๆ
ข้อมูลนี้เก่าไปแล้ว หากใครจะใช้ก็สามารถเอาสถิติของกรมอุตุนิยมวิทยามาทำเส้นกราฟและอ่านข้อมูลออกมาได้ หากจะให้ update ก็สามารถเอาข้อมูลนี้ไปสอบถามกับเกษตรกรในพื้นที่ได้อีกด้วย
น้องออตครับ ข้อมูลทางวิชาการควรศึกษา
โดยเฉพาะออตที่ทำงานเกี่ยวกับเส้นใย น่าจะลองศึกษาเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ เพราะเท่าที่พี่รู้ มันมีผลโดยตรงต่อเส้นใยชนิดต่างๆมากครับ
สว้สดีค่ะพี่บางทราย
สวัสดีครับ
3. Conductor
Conductor: น่าจะช่วยกันศึกษาเรื่องการกักเก็บน้ำไว้ใช้ด้วยครับ แต่ยังไม่มีเทคโนโลยีชาวบ้านที่เหมาะสม
บางทราย: เรื่องการกักเก็บน้ำไว้ใช้แบบเทคโนโลยีชาวบ้านนั้นหากเป็นน้ำผิวดิน เช่นสระน้ำขนาดเล็ก ที่เรียกสระประจำไร่นานั้น ชาวบ้านมีเทคโนโลยีพื้นบ้านมากเหมือนกันครับ เช่น
Conductor: น่าจะช่วยกันศึกษาเรื่องการกักเก็บน้ำไว้ใช้ด้วยครับ แต่ยังไม่มีเทคโนโลยีชาวบ้านที่เหมาะสม
บางทราย: เรื่องเขื่อนใต้ดินนี่ก็ใช่ครับเราพูดกันมานานเป็น 20-30 ปีแล้ว ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นก็มีอาจารย์ที่ศึกษาด้านนี้มาโดยตรงอย่างน้อยก็สองท่านเป็นเพื่อนกับผม รู้จักกันดี เมื่อสามสี่เดือนนี้ท่านก็เสียบุตรชายในภาคใต้เป็นนายตำรวจยศร้อยเอก ซึ่งสมเด็จฯท่านเสด็จพระราชทางเพลิงศพด้วย
เขื่อนใต้ดินนั้นคงต้องรื้อมาทบทวนกันอีก ผมคิดเช่นนั้นเหมือนกันครับ ปัจจุบันกรมน้ำบาดาลกรมทรัพยากรธรณี(เดิม) เคยศึกษาน้ำใต้ดินไว้และพิมพ์เป็นแผนที่ทั้งประเทศ ระบุปริมาณน้ำ คุณภาพน้ำและชั้นหินที่ปรากฏ ซึ่งผมเองก็ได้ใช้ประโยชน์จากแผนที่นี้บ้าง แม้พวกนักธุรกิจก็เอาไปใช้ในการตัดสินใจตั้งโรงงานในพื้นที่ต่างๆของภาคอีสานและต้องการเอาน้ำใต้ดินมาใช้ มีกรณีตัวอย่างที่ขอนแก่นที่โรงงานมีความผิดพลาดอย่างไม่น่าผิดพลาดสร้างโรงงานที่ อ.หนึ่งโยไม่รู้ว่าใต้ดินนั้นเป็นดินเค็มและน้ำใต้ดินเค็ม สร้างเสร็จก็ต้องเปลี่ยนโรงงานไปทำอย่างอื่น
Conductor: เติมน้ำลงบ่อ ปั่นไฟฟ้า(ขาย) สูบขึ้นมาผิวดิน ใช้พลังงานแสงอาทิตย์
เติมน้ำลงบ่อ ปั่นไฟฟ้า(ขาย) สูบขึ้นมาผิวดิน ใช้พลังงานแสงอาทิตย์
บางทราย: เพื่อนผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่ทำงานด้วยกันคุยกันว่าญี่ปุ่นกำลังวางแผนในอนาคตอีก 50-100 ปีข้างหน้าในเรื่องนี้ พบว่าปริมาณน้ำในเขื่อนของเขาลดลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนที่ นาโกยา และอีกหลายเมือง เพราะโลกร้อน เพราะความแปรปรวนของสิ่งแวดล้อม แน่นอนเขาจึงส่งคนออกมาเพื่อแสวงหาทรัพยากรต่างๆเป็นหลักประกันสำหรับอนาคตของเขา "น่าคิดมากนะครับ" ที่เขาก้าวมาวางแผนเรื่อง Food Safty นานแล้ว ก่อนหน้าเรา
สังคมเล็กๆของเรา g2k จะทำอะไรได้บ้างในเรื่องอนาคตอย่างนี้
ท่านครูบาครับ
4. ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์
ดีมากเลยครับ ที่ได้อ่านเรื่องนี้
ภาพมีรายละเอียดให้ตามเค้าได้
แต่พวกเรา..น่าจะทุนสร้างเขื่อน น้ำใจ
เพื่อจะปันน้ำจิตน้ำใจแบ่งกัน
เขื่อนนี้ไม่ต้องลอดอุโมง แต่ควรจะลอดอ้อมกอด
บางทราย: เป็นรายงานข่าวความเคลื่อนไหวเรื่องนี้ครับ ส่วนดีไม่ดี เหมาะไม่เหมาะ ควรไม่ควรก็ว่ากันไปตามเหตผลครับท่านครูบา แต่ที่เราสังเกตคือรัฐมักจะคิดอะไรที่ใหญ่ๆ ใช้เงินมากๆ มันทำให้กินข้าวอร่อยขึ้นมั๊งครับ อิอิ แหล่งน้ำที่สร้างขึ้นมาแล้วยังใช้ประโยชน์ได้ไม่ถึงครึ่งที่วางแผนไว้เลย มีเหตุผล มากมาย รู้ก็รู้ แต่ก็ยังทำกันต่อไป อือ..ประชาชนไม่ค่อยมีส่วนในการตัดสินใจเท่าไหร่นักนะครับ
สวัสดีครับ หลานคนสวย เหน่อๆ
5. โก๊ะจิจัง แซ่เฮ ^๐^!
ลุงบางทราย: คงจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้นแล้วนะครับหลานจิ การมาเป็นนิสิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยที่สวยมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
ลุงก็ตามเรื่องราวอยู่หรอกนะ ไม่ต้องห่วง ห่วงตัวเองเถอะ อย่าลืมว่าเรียนไม่รู้เรื่องต้องรีบหาทางแก้ไขทันทีอย่าปล่อยไว้ นะครับ เอ้าลุงเป็นกำลังใจให้เสมอแหละน้า.....
สวัสดีครับ
9. คนไม่มีราก
คนไม่มีราก:
บางทราย:
คนไม่มีราก:
บางทราย:
คนไม่มีราก:
บางทราย:
สวัสดีครับน้องปู
6. poo
Poo:
น่าคิดๆ นะคะ แต่น้องก็ยังคิดไม่ออกค่ะ
* ปัญหาอยู่ที่การจัดการ การนำไปใช้ รึเปล่าคะ
* เคยได้ยิน เรื่องการสรรปันส่วน การใช้น้ำ
บางทราย:
การนำน้ำไปใช้ก็เป็นปัญหาอยู่ หลากหลายครับที่สำคัญคือ
ตารางนี้เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยหลักของความเสี่ยงต่างๆ
ดูวงจรความสัมพันธ์ของความเสี่ยงต่างๆ
แล้วก็วิเคราะห์ทีละด้านจนครบทุกด้าน
แล้วแทนค่าความเสี่ยงลงไปใน Matrix เพื่อดูภาพความเสี่ยงโดยรวม ของปัจจัยด้านต่างๆ
การวิเคราะห์นี้จะเป็นประโยชน์มากเมื่อเราเอามาทำแผนงานการผลิต การบริหารจัดการต่างๆ ฯลฯ โดยเฉพาะให้ชาวบ้านเรียนรู้เรื่องต่างๆเหล่านี้ในรูปแบแบที่ง่ายกว่านี้นะครับ
Poo: เมื่อก่อนที่กทม. กลุ่มจะพูดว่า คนเมืองเอาน้ำชนบทมาใช้ในเชิงอุตสาหกรรม และธุรกิจมาก จึงน่าจะมีการเรียกเก็บตอบแทน ทุนตามสัดส่วน .. แล้วน้องก็ไม่ทราบอีกเลย ว่าเป็นไง
บางทราย: เป็นความจริงครับ แต่ก่อนน้ำมาก ธุรกิจน้อย อุตสาหกรรมน้อย จึงไม่มีปัญหา ปัจจุบันไม่ได้แล้ว แย่งกันแล้ว จึงต้องมีมาตรการจัดการที่เหมาะสม เป็นเรื่องที่กรมทรัพยากรน้ำจะต้องวางมตราการเรื่องนี้ให้ชัดเจน เขากำลังทำอยู่ครับความคืบหน้ายังไม่ทราบครับ แต่ที่แน่ๆคือ เป็นระเบิดลูกใหญ่ในอนาคตแน่ๆ
ปัจจุบันและอนาคตจะใช้กฏ "who use who pay" เช่น ป่าห้วยขาแข้งเป็นแหล่งผลิตน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเขื่อนศรีนครินทร์ที่กาญจนบุรี และเป็นน้ำเพื่อการเกษตรและเป็นน้ำประปาเสริมสำหรับกรุงเทพฯ ดังนั้นคนกรุงเทพฯที่ใช้น้ำประปาจะต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาป่าที่ห้วยขาแข้งด้วย (ในอนาคต) หรือคนกรุงเทพฯต้องออกไปปลูกป่า 10 ต้นอะไรทำนองนั้นน่ะครับ
Poo: * เมื่อก่อนตอนอยู่เกาะ จะมีปัญหาเรื่องน้ำจืดมากค่ะ
ทางเกาะ จะใช้เทคโนฯ ผันน้ำเล เป็นน้ำใช้ แต่งบบานปลาย ก็เลยยังไม่เดินหน้า
เพียงนำ พลังงานแสงอาทิตย์ มาใช้บ้างค่ะ ให้คนต่างชาติมาเป็นที่ปรึกษาอีกแล้ว เครื่องหนึ่งตั้งเป็นแสนแน่ะคะ ..
บางทราย: พลังงานแสงอาทิตย์เป็นทางเลือกที่จำเป็นที่สุด บริษัทน้ำมันใหญ่ๆของโลกแอบศึกษาเรื่องนี้ พัฒนาเรื่องนี้เพื่อนำมาทดแทนน้ำมัน เข้าใจว่ายังมีราคาแพงอยู่ พี่เคยมีส่วนร่วมในโครงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์สูบน้ำจากลำน้ำชีขึ้นไปเก็บในอ่างใหญ่ๆที่อ.เชียงยืน แล้วก็สูบจากอ่างไปทำระบบประปาที่อำเภอเชียงยืน ดีมากๆเลย เพราะเป็นพลังงานสอาด ไม่มีมบภาวะ ไม่มีกลิ่น ไม่มีเสียง ไม่มีฝุ่นสกปรก แต่ราคาแพง
ทหารอเมริกันในสงครามเวียตนามเข้าป่าโดยใช้ Solar cell เป็นแหล่งผลิตพลังงานสำหรับเครื่องมือสื่อสารต่างๆ เขาทำเป็นเข็มขัดคาดเอว เดนไปไหนๆก็รับแสงแดดก็สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ได้....
แม้ว่าแพงก็คุ้มหากเทียบประโยชน์ที่ได้กับผลเสียที่เกิดขึ้น
พลังงานลมเป็นทางเลือกอีกอันหนึ่ง ความจริงในอีสานเคยศึกษามาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะปริมาณลมและความต่อเนื่องของลมบ้านเราไม่ดี จึงล้มเลิกไป มีคนหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครับ ก็ดูกันต่อไป
ขออภัยที่พี่ร่ายยาวไปเลย อิอิ...น้องปู
อ้อ น้องปู พี่ขอแนะนำ น้องยอดดอยให้น้องปูรู้จักนะ เขาเป็นรุ่นพี่ปูมั้ง...
สวัสดีครับพี่บางทราย ได้อ่านบทความที่ต้องคิดอีกแล้ว สำหรับตัวผมเองที่ได้รับรับรู้ข้อมูลมาบาง ก็ยังเห็นว่าเป็นโครงการที่ใช้เงินสูงมาก อีกทั้งข้อมูลเรื่องปริมาณน้ำฝนที่ตกในอีสานก็มีปริมาณมากพอ ๆ กับภาคเหนือ แต่เราไม่สามารถที่จะจัดเก็บน้ำไว้ใช้ได้เนื่องจากสภาพพื้นดินที่เป็นทราย แต่ก็มีวิธีการต่าง ๆ ที่พี่พูดมาแล้วข้างต้น ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถจัดเก็บน้ำได้ เป็นไปได้หรือเปล่าครับที่เราจะนำเงินส่วนนี้มาพัฒนาแหล่งเก็บน้ำบนผิวดินของเราเอง (ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ)ในระยะสั้นอาจเห็นผลช้าแต่ก็ใช้เงินน้อยกว่า นำเงินไปใช้ในด้านอื่นๆ ที่สำคัญกว่า อีกจุดหนึ่งที่ต้องคิดถึงคือ พื้นที่ดินเค็ม หรือแอ่งเกลือ การวางท่อ การกระจายน้ำไปใช้ จะต้องไม่ไปกระทบกับพื้นที่ดินเค็มเพราะจะทำให้มีการกระจายของเกลือในพื้นที่เพิ่มขึ้นได้ครับ ผมคิดว่าน่าจะมีข้อมูลการกระจายของพื้นที่ดินเค็มอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามผมก็ยังไม่เห็นด้วยกับโครงการที่จะต้องซื้อน้ำมาใช้ปลูกข้าวครับ ต้นทุนสูงเกินไป...
+ ปัญหามันอยู่ที่ว่า..ผู้ที่ต้องใช้น้ำ..หรือผู้ที่มีส่วนได้เสียจริง ๆ ได้รับรู้ข้อมูลเพียงใด
+ รัฐเราชอบทำอะไรแบบนี้ทุกที่...ชอบคิดว่าชาวบ้านอย่างเรา ๆ ไม่มีความคิด ไม่มีความรู้..ทำอะไรไม่เคยขออนุญาตเจ้าที่...นิสัยไม่ดีเลยค่ะ
+ ถ้าทำเพื่อ...ประชาชนคนอีสานบ้านเฮา...ผลิตอาหารให้คนไทยบริโภค..ด้วยความจริงใจ...และเกิดประโยชน์อย่างอนันต์..ทำให้คนไทยภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอน...เห็นคุณค่าของบ้านเกิดเมืองนอน...มันก็ควรรีบทำ
+ แต่ที่สำคัญควรให้ข้อมูลที่แท้จริง ไม่ใช่ข้อมูลชวนเชื่อ...เพื่อให้ปรชาชนเจ้าของพื้นที่ได้ตัดสินใจบนข้อมูลที่เที่ยงธรรมเป้นจริง
+ คนในพื้นที่รู้ดีว่าบ้านเกิดเมืองนอนของตนควรมีอะไรไมควรมีอะไร...
+ สำคัญคือ ข้อมูลที่หลากหลาย ถูกต้อง เที่ยงธรรม นำมาอภิปรายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนค่ะ
สวัสดีครับ
16. ภูคา
ภูคา:
ได้อ่านบทความที่ต้องคิดอีกแล้ว สำหรับตัวผมเองที่ได้รับรับรู้ข้อมูลมาบ้าง ก็ยังเห็นว่าเป็นโครงการที่ใช้เงินสูงมาก อีกทั้งข้อมูลเรื่องปริมาณน้ำฝนที่ตกในอีสานก็มีปริมาณมากพอ ๆ กับภาคเหนือ แต่เราไม่สามารถที่จะจัดเก็บน้ำไว้ใช้ได้เนื่องจากสภาพพื้นดินที่เป็นทราย แต่ก็มีวิธีการต่าง ๆ ที่พี่พูดมาแล้วข้างต้น ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถจัดเก็บน้ำได้ เป็นไปได้หรือเปล่าครับที่เราจะนำเงินส่วนนี้มาพัฒนาแหล่งเก็บน้ำบนผิวดินของเราเอง (ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ)ในระยะสั้นอาจเห็นผลช้าแต่ก็ใช้เงินน้อยกว่า นำเงินไปใช้ในด้านอื่นๆ ที่สำคัญกว่า
บางทราย:
พี่เห็นด้วยครับ อ.ภูคา ว่าเราน่าที่จะพิจารณาพัฒนาแหล่งน้ำผิวดินขนาดเล็กก่อน เพราะใช้เงินน้อยกว่า และสามารถกระจายผลประโยชน์ให้แก่เกษตรกรได้กว้างขวางมากกว่าครับ และใช้เทคโนโลยีพื้นบ้านเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในระดับพื้นฐานที่สำคัญ ไม่ต้องขอยืมจมูกคนอื่นหายใจ เพราะไม่ทราบว่าอนาคตคืออะไร ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครทราบ และเสี่ยง??? ความจริงเราขอยืมจมูกคนอื่นหายใจในเรื่องกระแสไฟฟ้าแล้ว คือเราซื้อกระแสไฟฟ้าจากลาวมาแล้ว และมากขึ้น มากขึ้น เพราะบ้านเราไม่มีทางเพิ่มการผลิตกระแสไฟฟ้าได้จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่นน้ำ แต่การใช้กระแสไฟฟ้าสูงขึ้นเรื่อยๆ นี่คือยืมจมูกคนอื่นหายใจ และเสี่ยง??? แต่อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเพิ่มศักยภาพเขื่อนที่มีอยู่และหาทางเก็บกักน้ำธรรมชาติให้มากขึ้น แล้วนำไปใช้ นี่คือทางเลือก
ปัจจุบันแหล่งน้ำขนาดเล็กบนผิวดินมีหลายหน่วยงานดำเนินการก่อสร้างอยู่ และทำมานานแล้ว หน่วยงานที่ผมทำงานอยู่ด้วยก็เช่นเดียวกันทำการขุดสระน้ำประจำไร่นาให้เกษตรกรมามากแล้ว ก็มีปัญหาเหมือนกัน ก็สรุปและปรับปรุงแก้ไขกันต่อไป จริงๆแล้วสระน้ำประจำไร่นาจะเป็นทางออกหนึ่งสำหรับเป้าหมายการทำการเกษตรแบบผสมผสาน เกษตรเพื่อการพึ่งตนเอง ครับ
ภูคา:
อีกจุดหนึ่งที่ต้องคิดถึงคือ พื้นที่ดินเค็ม หรือแอ่งเกลือ การวางท่อ การกระจายน้ำไปใช้ จะต้องไม่ไปกระทบกับพื้นที่ดินเค็มเพราะจะทำให้มีการกระจายของเกลือในพื้นที่เพิ่มขึ้นได้ครับ ผมคิดว่าน่าจะมีข้อมูลการกระจายของพื้นที่ดินเค็มอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามผมก็ยังไม่เห็นด้วยกับโครงการที่จะต้องซื้อน้ำมาใช้ปลูกข้าวครับ ต้นทุนสูงเกินไป...
บางทราย:
เป็นความจริงครับ อีสานมี salt dome จำนวน 2 จุด ที่ชัยภูมิและที่สกลนคร เกลือเหล่านี้มีทั้งประโยชน์และมหันตภัย หรือระเบิดที่รอวันระเบิด แต่นักวิชาการและนักลงทุนขนาดใหญ่เขาเรียนรู้เรื่องนี้ ยกเว้นพวกนักธุรกิจขนาดย่อมที่จ้องจะทำมาหากินอย่างเดียวโดยไม่ทราบข้อเท็จจริงนี้ กรมพัฒนาที่ดินมีรายงานเรื่องนี้ระเอียดมาก และเฝ้าติดตามตลอดถึงการขยายตัวของดินเค็ม แต่อย่างว่าแหละข้อมูลเหล่านี้กระจุกอยู่แค่นักวิชาการเท่านั้น หากใครติดตามการสัมมนาเรื่องอีสาน เรื่องดิน น้ำ ถึงจะทราบข้อมูลนี้ แต่สาธารณะยังไม่ทราบ หรือน้อยรายที่จะทราบครับ
ที่เขื่อนลำปาวกาฬสินธุ์ก็มีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงเรื่องความเค็มนี้เช่นเดียวกัน แต่ผลนั้นไม่ปรากฏต่อสาธารณะครับ
สวัสดีครับ
17. แอมแปร์
แอมแปร์:
+ ปัญหามันอยู่ที่ว่า..ผู้ที่ต้องใช้น้ำ..หรือผู้ที่มีส่วนได้เสียจริง ๆ ได้รับรู้ข้อมูลเพียงใด
+ รัฐเราชอบทำอะไรแบบนี้ทุกที่...ชอบคิดว่าชาวบ้านอย่างเรา ๆ ไม่มีความคิด ไม่มีความรู้..ทำอะไรไม่เคยขออนุญาตเจ้าที่...นิสัยไม่ดีเลยค่ะ
บางทราย:
เป็นความจริง คนคิดไม่ได้ทำการเกษตร คนทำการเกษตรไม่ได้มีส่วนในการคิด หรือแสดงความคิดเห็น
แอมแปร์
+ ถ้าทำเพื่อ...ประชาชนคนอีสานบ้านเฮา...ผลิตอาหารให้คนไทยบริโภค..ด้วยความจริงใจ...และเกิดประโยชน์อย่างอนันต์..ทำให้คนไทยภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอน...เห็นคุณค่าของบ้านเกิดเมืองนอน...มันก็ควรรีบทำ
บางทราย:
เรายอมรับว่าข้าวเพื่อการบริโภคภายในประเทศเป็นเรื่องสำคัญ และเพื่อการส่งออกก็เป็นเรื่องสำคัญ การทำนานั้นเราทราบดีว่าเราอาศัยน้ำฝน ซึ่งมีความไม่แน่นอน เพื่อให้การผลิตที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด ระบบชลประทานที่เหมาะสมจึงเป็นทางเลือก แต่ต้องเหมาะสมจริงๆ เช่นราคาถูก ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านมีส่วนร่วม
แอมแปร์
+ แต่ที่สำคัญควรให้ข้อมูลที่แท้จริง ไม่ใช่ข้อมูลชวนเชื่อ...เพื่อให้ประชาชนเจ้าของพื้นที่ได้ตัดสินใจบนข้อมูลที่เที่ยงธรรมเป็นจริง
+ คนในพื้นที่รู้ดีว่าบ้านเกิดเมืองนอนของตนควรมีอะไรไมควรมีอะไร...
+ สำคัญคือ ข้อมูลที่หลากหลาย ถูกต้อง เที่ยงธรรม นำมาอภิปรายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนค่ะ
บางทราย:
เห็นด้วยครับ แอมแปร์ ที่ประชาชนในพื้นที่จะต้องรับรู้เรื่องนี้และมีส่วนร่วมในการศึกษาอย่างละเอียด และร่วมตัดสินใจ บรรยากาศเหล่านี้ยังเป็นหลักการเท่านั้น แต่ความเป็นจริงในทางปฏิบัติยังห่างไกลครับ นี่แหละการเมืองจึงรุนแรง
ขอบคุณครับ