"mother expired"

 ขณะที่เขียนบันทึกนี้ ผู้เขียนกำลังสะกดความรู้สึกอย่างยิ่ง ที่จะไม่ให้น้ำตามันไหลออกมา ด้วยความเศร้าใจ ในความสูญเสียผู้เป็นที่รัก ของเพื่อนรัก ของผู้เขียนเอง

 ราวห้าโมงเย็น ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง จากประเทศอินเดีย เป็นเบอร์ของหมอ B.N.SINGH เมื่อรับสาย ก็ทักทายสวัสดีเป็นภาษาไทย ที่คิดว่าหมอคงเข้าใจ แต่แล้ว ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมาแม้แต่คำเดียว สักครู่ผู้เขียนได้ยิน เสียงร้องไห้อย่างเสียใจ แม้จะถามสักกี่ครั้ง เป็นภาษาอังกฤษ ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่มีเสียงตอบ ผู้เขียนรู้สึกใจหาย แล้วสายก็หลุดไป และโทรกลับอีกครั้ง ก็มีการรับสาย แต่ไม่มีเสียงพูด สักครู่ก็ได้ยินเหมือนเสียงร้องไห้ ที่กลั้นไม่อยู่ ผู้เขียนค่อยๆวางสาย อย่างใจหายอีกครั้ง

  คงจะเกิดเรื่องร้ายในครอบครัวหมอละมัง เมื่อสองสามวันก่อน ได้รับ sms ว่าคุณแม่ป่วยหนัก ต่อมาวันรุ่งขึ้น ก็บอกว่า แม่กลับบ้านแล้ว ต่อมาเมื่อคืนนี้ ผู้เขียนเห็นข่าวคราวเงียบไป ก็เป็นห่วงจึงโทรไป ขอพูดกับแม่ ที่จริงผู้เขียนกับแม่ของหมอ พูดคนละภาษาอยู่แล้ว คงฟังไม่รู้เรื่อง แต่ด้วยความรู้สึกผูกพัน จึงอยากให้กำลังใจแก่กัน ด้วยเสียงของเราเอง  เมื่อครั้งไปอยู่อินเดีย ได้ไปกินข้าวที่บ้านหมอ ซึ่งแม่ของหมอน่ารักมาก เป็นคนแก่ใจดี มานั่งข้างๆ เฝ้ามองผู้เขียนกินอาหาร อย่างใกล้ชิด แล้วก็จะยิ้มพอใจ ที่เห็นผู้เขียนกินอาหารของเขาได้ ต่อมา วันหยุด ก็ให้หมอพาผู้เขียนไปกินข้าวที่บ้านอีก ท่านก็ดูแล ให้จัดอาหารการกินอย่างดี มานั่งมากอดมาจับมือ สนิทสนม และจะถามผ่านลูกว่า เมื่อไหร่จะมาอินเดียอีก แต่ผุ้เขียนก็ให้คำตอบไม่ได้ ก็จะถามซ้ำอยู่นั่นแล้ว

 วันสุดท้าย ผู้เขียนให้ผ้าพันคอหนึ่งผืน เป็นที่ระลึก ด้วยหวังจะให้แม่ได้ใช้ ในฤดูหนาว ที่จะมาถึง ท่านดีใจมาก เอามือลูบคลำไปมา แล้วเราก็จากกัน ด้วยความประทับใจ ไม่ได้มีวี่แววว่า แม่จะป่วยหนักเพียงนี้เลย

บอกไปแล้ว ว่าหมอเป็นเพื่อนที่ดีมากคนหนึ่งของผู้เขียน ระหว่างปฏิบัติงานอยู่ที่นั่น ช่วยทำให้รู้สึกสบายใจ เมื่อครั้งที่พูดกับใครเขาไม่ได้ หมอพยายามที่จะพูดด้วย อย่างที่เรียกว่า ใช้ความพยายาม ที่จะให้เราได้ใช้ชีวิต ในการทำงานที่นั่น อย่างมีความสุข และผู้เขียน ก็ตั้งใจจะเขียนถึงหมออยู่แล้ว

  การได้พูดคุยเมื่อคืนนี้ เป็นไปอย่างสั้นๆ รู้แต่ว่า แม่พูดว่า "อัดช่า ฮัน" (ฉันดีขึ้นแล้ว) หมอกลัวไม่เข้าใจ จึง sms มาบอกว่า แม่บอกว่าดีขึ้นแล้ว แม่กินไม่ได้มาหลายวัน ไม่พูดด้วย แต่วันนี้ พอได้รับโทรศัพท์ จากผู้เขียน แม่ก็พูดได้ หมอดีใจมากเข้าใจว่าอาการแม่คงดีขึ้น

   แล้วทำไมต้องมีโทรศัพท์สายนั้นมาจากอินเดีย ถึงผู้เขียนด้วย มันทำให้รู้สึกว่า ชีวิตคนเราไม่มีความแน่นอนเลย การจากง่ายนิดเดียว พริบตาเดียว เราก็ไม่ทันสั่งลาเสียแล้ว นานหลายชั่วโมง หลังโทรศัพท์ ที่ไม่มีเสียงพูดนั้น หมอก็ส่งข้อความสั้นๆมาว่า "mother expired" เป็นคำที่พยายามให้ผุ้เขียนเข้าใจง่ายที่สุด เหมือนเดิม

  แม้จะเตรียมใจหายไว้แล้ว แต่ระหว่างรอข้อความ ก็ยังเข้าข้างตัวเองว่า แม่คงเข้าห้องฉุกเฉินมากกว่า หมอคงรอข่าวดี ว่าแม่ปลอดภัยแล้ว จึงส่งข่าวให้สบายใจ แต่ไม่นึกว่า ข้อความสั้นๆนั้น มันกระตุกหัวใจอย่างแรง การจากกันชั่วชีวิต ยังมีพลังอำนาจ ที่จะสร้างความหวั่นไหว เศร้าโศกให้มนุษย์ได้เสมอ

 และวันนี้ ผู้เขียนขอเขียนบันทึก ไว้อาลัย แก่หญิงชราผู้ใจดี เป็นกัลยาณมิตรของผู้เขียน ที่ให้ความอบอุ่นเสมือนญาติ ในยามที่ต้องอยู่ต่างแดน เขียนให้กับความรู้สึกเสียใจกับหมอSINGH เพื่อนรัก ที่คงจะว้าวุ่นใจ สับสนกับการจากอย่างรวดเร็วปานนี้ของแม่ ที่ผู้เขียนแอบเห็นเขารักกัน สนิทสนมกัน มาก ตามประสาแม่ลูก

  คืนนี้ที่กุสินารา คงเป็นคืนแห่งความเศร้า ทั้งในครอบครัวหมอเอง และชาวบ้านแถบนั้น ที่รัก และคุ้นเคย พึ่งพาหมอกันมาตลอด เสียดายที่ผุ้เขียนไม่มีฤทธฺ์เดช ที่จะเหาะไปร่วมพิธีกรรมครั้งสุดท้ายที่กุสินาราในวันพรุ่งนี้ได้  และพรุ่งนี้กองฟอนอีกหนึ่งกอง ก็คงลุกโชนข้างแม่น้ำ พาเอาร่างของผู้จากไป กลับคืนสู่ธรรมชาติ ส่วนดวงจิตคงจะได้ล่องลอยสู่สรวงสวรรค์ ตามที่ผู้เขียนขออธิษฐานและส่งบุญไป

   นมัสเต้ตลอดกาล...มาตายี (คุณแม่)

Dsc03110

เมื่อวันที่ไปกินข้าวที่บ้าน แม่