เมื่อฝนตก ใบบัวย่อมที่จะต้องเปียกน้ำฝน แต่ทว่าการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น น้ำฝนจะกลิ้งออกจากใบบัวได้อย่างง่ายดาย  ซึ่งในระหว่างที่น้ำกลิ้งนี่เอง หยดน้ำแต่ละหยดได้ชำระคราบสกปรกออกไปจากใบบัวด้วย คนสมัยนี้ เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า ปรากฏการณ์น้ำกลิ้งบนใบบัว (Lotus  Effect) = อยู่ให้เหมือนลิ้นงูในปากงู ถ้าเป็นไปได้ ผู้เขียนอยากให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน มีหัวใจ เสมือนใบบัว ในยามที่กิเลสจรเข้ามา กิเลสนั้นก็จะไม่สามารถสร้างความแปดเปื้อนให้กับหัวใจของเราได้  (ตีความแบบคนสมัยใหม่)

สำหรับ  บอน (Elephant ear ) เป็นไม้ล้มลุก ขึ้นตามชายน้ำหรือที่ลุ่มน้ำขัง ต้นบอน เป็นต้นไม้ที่มีลักษณะแปลกกว่าต้นไม้อื่น คือ ถ้าเราสัมผัสถูกต้นบอนเข้า บางครั้งจะเกิดอาการคัน คุณสมบัติความคันของต้นบอน จึงถูกนำมาเปรียบเทียบกับคนที่มีอาการปากอยู่ไม่สุขว่าเป็นคน (ว่าเป็นพวก) ปากบอน (ชอบพูด ชอบฟ้อง ให้ผู้อื่นเดือดร้อน)  บอน ชนิดที่ก้านใบกินได้ ใบใหญ่ใช้ห่อของได้ ใบบอนลื่น ไม่ซับน้ำ หยดน้ำบนใบบอนจึงกลิ้งไปกลิ้งมา น้ำ ในที่นี้อาจเปรียบกับน้ำใจ น้ำกลิ้งบนใบบอน จึงถูกเปรียบเทียบกับน้ำใจของมนุษย์ ว่า มนุษย์มีน้ำใจที่กลอกกลิ้ง คือ โลเลไม่แน่นอน สำนวนนี้แต่เดิมมักใช้บริภาษ ผู้หญิงที่รักง่ายหลายใจ ว่ามีน้ำใจเสมือนดั่งน้ำกลิ้งบนใบบอน  คนโบราณท่านช่างคิดลึกจริงๆ นะเออ ที่สรรหาคำมาบริภาษผู้หญิงที่คัน...(จุดจุดจุด) และชอบพูดจากลอกกลิ้ง วกวนไปมา ว่าเป็น พวกน้ำกลิ้งบนใบบอน (ตีความแบบคนสมัยก่อน)  

พอพูดถึงเรื่องความคัน ทำให้นึกถึงเสภาขุนช้างขุนแผน บทที่กล่าวถึง หนอนชอนไชแผล ตำแย กลากเกลื้อน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ บริบทในกลอนเสภา อรรถาธิบายไว้ว่าส่งผลให้เกิดความคัน  เสภาขุนช้างขุนแผน ในตอนที่ขุนแผน บริภาษ นางวันทอง ว่ามีอาการคัน...(จุดจุดจุด) ต่อให้เชิญคุณหมอผู้ชำนาญด้านการรักษาโรคคัน นำยาดีจากทั่วถิ่นจังหวัดสุพรรณ มาเยียวยารักษานางวันทอง เพียงวันเดียวเท่านั้นคุณหมอผู้ชำนาญด้านการรักษาโรคคัน ก็จะตระหนักว่า ยาดีทั้งหลายเหล่านั้น ไม่สามารถรักษาอาการคัน...(จุดจุดจุด) ของนางวันทองได้   เสภาขุนช้างขุนแผน ดังกล่าวมีใจความว่า


ตำแยเจ้าเอ๋ย มันแสนคัน             จะเท่ามัน คนนี้ หามีไม่
กลากเกลื้อน ขี้เรื้อน พรรไน          หยูกยา หาใส่ ก็หายคัน
อีชาติชั่ว เป็นตัว เท่าตัวหนอน      ไชชอน ดิ้นเดี้ยน จนตัวสั่น
ถึงหายา ให้สิ้น ถิ่นสุพรรณ          วันเดียว ก็จะสิ้น ตำรายา

คำถาม

สำนวน น้ำกลิ้งบนใบบัว และสำนวน น้ำกลิ้งบนใบบอน นั้นเราควรใช้สำนวน ใด ?

คำตอบ

ตามทรรศนะของผู้เขียน ไม่ควรใช้สำนวน น้ำกลิ้งบนใบบัว เพราะ บัว นั้นเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา เมื่อพูดถึง บัว ย่อมทำให้เรามีความรู้สึกในด้านบวก เช่น พระพุทธองค์ทรงอุปมาว่า

หยาดน้ำไม่ติดใบบัว วารีไม่ติดประทุมฉันใด มุนีย่อมไม่ติดในรูปที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน และในอารมณ์ที่ได้รับรู้ฉันนั้น (ขุ.สุ.25/413/493)

ฉะนั้นสำนวนที่ถูกต้อง ตามทรรศนะของผู้เขียนเห็นว่าควรใช้ สำนวน น้ำกลิ้งบนใบบอน  เพราะเมื่อเราพูดถึง บอน เราก็ย่อมมีความรู้สึกในด้านลบ (เพราะนึกถึงความ คัน ความกลิ้งกลอก)


สำหรับ  ปรากฏการณ์แม่ค้าห่อหมก เช็ดใบตองไม่เกลี้ยง (ฺBaithong Effect) (ส่งผลทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำกลิ้งบนใบตอง) ปรากฏการณ์นี้คล้ายปรากฎการณ์น้ำกลิ้งบนใบบัว (Lotus  Effect) ซึ่งให้อนุสติที่ว่า ใบไม้ ต่างก็หามรรควิธีในการอยู่รอด ถ้าใบไม้ถูกน้ำเกาะนานๆ ก็จะทำให้ใบเน่า  (ใบไม้ก็เหมือนจมูกของต้นไม้ กลางวัน หายใจเข้าเป็น Co2 หายใจออกเป็น O2+H2O แต่ในยามกลางคืนใบไม้จะหายใจเข้าเป็น O2 หายใจออกเป็น Co2 ทว่าสำหรับฉันนั้น หายใจเข้าออก เป็นเธอทั้งเวลากลางวันและเวลากลางคืน : อย่าเพิ่งอวกนะครับ) ใบไม้หามรรควิธี ที่จะไม่ให้น้ำเกาะใบ (ไม้ใบนี่ฉลาดกว่า คน อีกนะเนี่ย รู้จักหามรรควิธีไม่ให้ น้ำ(กิเลส) มาเกาะใบ (ใจ) )

ปัจฉิมลิขิต (ปล.) ศาสตราจารย์ สุธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์ อรรถาธิบายคำว่า กมล ไว้ในหนังสือ บาลี สันสกฤตที่สัมพันธ์กับภาษาไทย  หน้า 145 กมล แปลว่า ประดับน้ำ (กํ = น้ำ + อล= ประดับ)

อธิบายตามสำนวนของผู้เขียนได้ว่า เพราะดอกบัว(มัก) เกิดในน้ำ ดังนั้น (ผู้) ประดับน้ำ จึงได้ฉายาว่า กมล และเพราะ หัวใจ อาศัยอยู่ด้วยน้ำเลือด ดังนั้น (ผู้) ประดับน้ำ(เลือด) จึงได้ฉายาว่า กมล

โดยสรุป กมล จึงแปลว่า บัว และ แปลว่า หัวใจ
(กมล แปลว่า ดอกบัว อาจเพราะดอกบัวตูม เต่งตูมเหมือนกับ หัวใจ ฉะนั้น กมล จึงแปลว่า หัวใจ ได้ด้วยนะครับ ฮาๆเอิ๊กๆ จบแล้วจ้า) 

 

ขอขอบพระคุณ ท่านอาจารย์ wwibul @12234 และคุณ  Little Jazz @12243 ที่ทำให้เกิดบทความชิ้นนี้ ขอขอบคุณค้าบ