เมื่อผมหลุดออกมาจากห้องน้ำได้ด้วยแรงของสามหนุ่มวัยฉกรรจ์ ประตูรถของผมก็ถูกเปิด ฮาฮา ดีที่ไม่ต้องเกี่ยงกันว่าใครจะขับ เนื่องจากอิสมาแอเริ่มคุ้นเคยกับเกียร์อัตโนมัติของรถผมแล้ว เพราะโดนบังคับให้ขับมาหลายรอบแล้ว
ออ. ต้องบอกว่าระหว่างออกแบบท่าอุ้มกัน ภรรยาผมก็ถามไปยังชายฉกรรจ์ทั้งสามว่า ไม่มีดุอา(การขอพรต่ออัลลอฮ์) อะไรบ้างหรือที่จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บ แล้วเหมือนเตือนใจทุกคนในที่นั่นครับ ต่างคนเลยต่างอ่านดุอาของตัวเอง แล้วก็เป่าลงที่ขาผม ส่วนผมก็ได้แต่ "อามีน"รับทุกดุอาครับ พร้อมกับการคิดแผนการครับ (เป็นคนใหญ่คนโตก็งี้แหละครับ ต้องคิดนโยบาย คิดแผนเป็น ไม่งั้นคนทำงานให้ทำไม่ถูก ฮิฮิ ตอนนั้นไม่ได้เจ็บอะไรมากครับ เจ็บเฉพาะตอนที่ขยับเท่านั้นเอง ส่วนเสียงครวญคราง ก็แค่เรียกร้องความสนใจ ออ. หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สำออย ฮิฮิ) และเมื่อถูกยกมานอนบนพื้นบ้าน (ออกจากห้องน้ำได้) คำถามจากแบร์มาคือ เอางัย ไปโรงพยาบาลหรือเรียกหมอ ซึ่งความจริงถ้าเรื่องกระดูกละก้อ ผมยกนิ้วให้หมอบ้านครับ แต่บังเอิญตอนทำวิจัยชุมชนโสร่ง ผมไม่ได้ยินเกี่ยวกับหมอกระดูกในหมู่บ้านเลย ที่ได้ยินประวัติมาก็เสียชีวิตไปแล้ว ผมก็เลยตัดสินใจว่า โรงพยาบาลอุ่นใจที่สุด (เพิ่งมาทราบทีหลังว่า มีหมอกระดูกอีกหนึ่งท่าน ฮิฮิ งานวิจัยชิ้นนี้ยังเก็บข้อมูลไม่สมบูรณ์ครับ)
ออ. ขออนุญาตเล่าก่อนว่า ตอนเข้าไปในรถ ท่อนบนของผมลงไปที่เบาะหลังก่อนครับ แล้วส่วนล่างก็ถูกประคองไว้ คำถามคือ ผมจะเข้าต่อไปยังงัยให้ได้ทั้งตัว คนหัวใสคนหนึ่งก็ไปอีกฝั่งหนึ่งของรถ เพื่อจะดึงผม แต่นั่นไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากผมต้องขยับตัวเองครับ ซึ่งดูเหมือนว่าคนที่อุ้มท่อนล่างของผมจะรู้จังหวะการขยับตัวผมได้ดีครับ ผมได้แต่นอนครับ มือทั้งสองข้างจับที่ขวาทั้งสองท่อนไว้พยายามให้มันรู้รักสามัคคีกันให้มากที่สุด และผมก็เริ่มคิดได้ว่า ผมน่าจะรัดผ้าอุปกรณ์การดามของผมให้แน่นกว่านี้หน่อย เพราะมันเริ่มจะไม่ได้ช่วยอะไรแล้ว
ผมรู้สึกได้ทันทีที่รถออกจากประตูบ้านผมว่า ถนนเส้นนี้มันขรุขระเสียจริง มันสั่นสะเทือนไป จนหัวใจจะขาดรอนๆ (ฮิฮิ เหมือนๆ สำนวนในเพลงเลยครับ)
ผมได้แต่มองดาวบนฟ้าครับ แล้วก็เดาเอาว่า มันถึงที่ไหนแล้ว เวลามันก็เหมือนจะยาวนานครับ ที่รู้สึกได้และได้ยินจากชายหนุ่มสองท่านที่นั่งด้านหน้าคุยกันคือ ไม่มีตำรวจ ไม่มีทหารในระหว่างเส้นทางของเราเลย
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ก็เกิดคำถามว่า จะเอาผมออกจากรถอย่างไร? ผมก็ต้องให้ก้นและแผ่นหลังดันตัวเองออกมาจากรถครับ แล้วก็ถูกแบกขึ้นเตียงอีกครั้งหนึ่ง จริงๆ มีคนเอื้อมมือมาจะอุ้มครับ แต่ดูแล้วไม่ค่อยสร้างสรรค์เท่าไร เลยขอให้เปลี่ยนวิธีการ
แค่นี้ก่อนนะครับ เล่าต่อบันทึกหน้า
เพิ่งมาได้อ่านค่ะ จากบันทึกที่แล้วและบันทึกนี้ล้วนที่บ่งบอกถึงความเข้มแข็งอดทนของอาจารย์ เป็นกำลังใจให้เสมอนะค่ะ
ขอบคุณครับ ดร. จันทวรรณ ปิยะวัฒน์
ในช่วงเวลานั้น คิดอย่างเดียวครับว่าจะผ่านพ้นวิกฤติได้อย่างไร
หลังจากนี้ ขอให้มีพลังแรงใจ สู้งานหนักต่อไปนะครับ
:)
ให้กำลังอาจารย์เสมอครับ
ขอนับถือในความอดทน และกำลังใจที่เข้มแข็งของท่านอาจารย์ด้วยคนนะคะ
ขอบคุณครับเอกจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร และครูปู
ขอบคุณกำลังใจดีๆ ครับ
วันนี้ตามมาอ่านต่อครับ (คนป่วยก็อย่างนี้กันทุกคนแหละครับ เวลาเจ็บก็นึกถึงความปลอดภัยของตัวเองก่อนอันดับแรก)
ขอบคุณครับซุลกอรนัยน์ แน่นอนครับ ตอนนั้นคิดถึงตัวเองเป็นหลัก ฮิฮิ แต่ตอนนี้เริ่มอิจฉา เจ้าหน้าที่ที่หัวหน้าไม่อยู่จัง สงสัยร่าเริงน่าดู ฮิฮิ
สวัสดีค่ะ อาจารย์คงทนต่อความเจ็บปวดน่าดู หนูไม่ใช้คำว่าอดทนนะคะ เพราะคำว่าอดคือไม่ได้ทำค่ะ