ดึงดาว

ในช่วงแรกๆของการต้องใช้ชีวิตครูดอย  และครูใหม่ ตามธรรมเนียมนิยมปฏิบัติ ครูเก่าๆจะพาครูใหม่ไปพบปะพูดคุย แนะนำ ทักทายชาวบ้านให้รู้จัก  ครั้งแรกพาไป  ฝากเนื้อฝากตัวกับพ่อหลวง  และผู้อาวุโสในชุมชนหลายบ้านด้วยกัน  โดยทั่วไปม้งจะตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่ที่สูง  และอากาศหนาวเย็น  บ้านของพวกเขาจะปลูกสร้างง่ายๆด้วยไม้แผ่นมุงจากติดพื้นดิน   บ้างหลังที่พอมีฐานะ ก็นิยมปลูกบ้านด้วยไม้จะยกพื้นสูง  มุงกระเบื้อง  แต่ส่วนใหญ่จะปลูกบ้านติดกับพื้นดิน มีการหุงหาอาหารก่อฟืนภายในบ้าน ในบ้านก็จะเป็นทั้งที่พัก ที่นอนและเก็บอาหารเสบียงอาหารตุนไว้ เช่น ข้าวโพด มันฝรั่ง    เมื่อย่างก้าวเข้าไปในบ้านจะพบว่าพวกเขาอาศัยอยู่ด้วยกันหลายคน และหลายครอบครัว  บางครอบครัวมีชื่อในทะเบียบบ้าน เกือบ  30 คน  แต่อยู่แค่ชื่อ  แล้วออกไปทำงานที่อื่น   จัดว่าเป็นครอบครัวใหญ่ บางหลังมีแต่คนแก่และเด็ก ส่วนผู้ใหญ่ออกไปหาทำงานต่างถิ่น   ที่นี่ผู้ชายม้งสามารถมีภรรยาได้ ไม่เกิน 3 คน  ( ถ้ามีกำลังเลี้ยงได้ ) แต่เมียคนที่ 2 และ 3 ต้องเป็นแม่หม้ายเท่านั้นนะค่ะ

สำหรับวิถีชีวิตของคนที่นี่  จะออกไปทำไร่แต่เช้ามืด  และจะกลับมาให้ตอนเย็น พร้อมกับแบกตะกร้าใส่พืชผัก ผลไม้ไว้ข้างหลัง  เพื่อนำไปปรุงอาหารรับประทานในตอนเย็น และบางครั้งยังเหลือเผื่อมาฝากคุณครูด้วย

มีวันหนึ่งที่ครูใหญ่ลงไปติดต่องานในที่ สปอ.  ครูแดง เป็นครูผู้ชายที่อยู่ในตำแหน่งรักษาการครูใหญ่  ( พวกเรามักเปรียบเทียบครูใหญ่เป็นพ่อ  ครูแดงเป็นแม่ ) ครูจิ๊ดเปรียบเหมือนพี่สาวคนโตของพวกเรา  ได้พาครูเอและครูหน่อย ในฐานะครูใหม่ไปเที่ยวในหมู่บ้านม้ง พวกเราเข้าไปบ้านหลังหนึ่งมีคุณยายอายุ ราว 70 ปี สูบยาเส้นคล้ายๆไปรท์  ท่าทางอารมณ์ดี หัวเราะอย่างคนเมา  พอสอบถาม คุณยายก็บอกเป็นภาษาพื้นบ้าน จำไม่ได้ว่าเรียกอะไร  แต่รู้ว่า คือ ฝิ่น  และยังสาธิต ดึงดาวให้ดูอีกด้วย และคำถามก็ตามมาว่า รู้สึกอย่างไร คุณยายก็ตอบ แบบจับใจความได้ว่า มีความสุขที่สุด ถ้าเรานึกอยากได้อะไรก็ได้ ขอแค่มี เจ้านี้ ผสมกับยาเส้นเล็กน้อย  โห้ ในชีวิตไม่เคยเห็นแบบนี้  จากการสอบถามทำไม คุณยายถึงต้องกินฝิ่นด้วยล่ะ ในหลวงท่านห้ามไม่ให้ปลูกไม่ใช่หรอ คุณยายก็ตอบว่า ถ้ายายไม่ได้กินก็ไม่มีแรงทำงาน เป็นการสนทนาที่ครูเอและครูหน่อยฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง 

แต่ก็....ยังอยู่ในความทรงจำ....นับแต่นั้นมา