เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๑ สุนัขเฝ้าบ้านที่ผมเลี้ยงไว้ที่บ้าน ที่ปกติจะวิ่งมารับผมตอนกลับบ้านทุกครั้ง จนเสื้อผ้าเปื้อนทุกวัน มีอาการป่วย
(ซึ่งมีอาการซึม มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ด้วยความที่ไม่คาดคิดว่า จะป่วยหนัก) โดยมีอาการนอนซึม กินอาหารทีละน้อยๆมาหลายวัน เดินไปมาได้นิดหน่อยส่วนใหญ่จะนอนใต้ถุนบ้าน
รูปถ่าย "มด" สุนัขร็อตไวเลอร์อายุ ๒ ปี ที่น่ารักที่สุดในบ้านรวยสูงเนิน
ของขวัญจากลูกชาย เมื่ื่องานสงกรานต์ปี ๒๕๔๙
ถ่ายเมื่อ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ก่อนที่จะป่วย และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลสัตว์
(เสียชีวิตเมื่อไหร่หมอสัตว์แพทย์ที่รักษาก็ไม่ทราบ แต่ฝังไว้ที่สวนหน้าบ้านในวันนี้ ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๗.๓๐ น.)
ผมพยายามสังเกตอาการมาหลายวัน ว่าไม่ค่อยดีเท่าที่ควร แต่ยังถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะได้ น่าจะมีโอกาสรักษาได้ จึงตัดสินใจพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผมได้รับแจ้งมาว่าถ้าสุนัข ป่วยไม่หนัก เกือบปกติ เขาจะต้องให้เจ้าของไปอยู่ด้วยตลอดเวลา (ที่เป็นไปไม่ได้สำหรับกรณีของผม) ผมจึงเพียงซื้อยาปฏิชีวนะมาให้สุนัขกิน โดยการแจ้งอาการให้หมอที่คลินิกทราบ หมอก็จะสั่งยาให้แทนการไปพาหาหมอ
แต่ถ้าป่วยหนักเขาจะรับรักษา แต่ผมก็เห็นใจว่าทำอะไรยากเพราะอาการหนักเกินไป แต่ก็หวังว่า หมอน่าจะช่วยรักษาสุนัขของผมได้ เพราะอาการโดยรวมก็ยังดูดีอยู่
แต่ถ้ารักษาไม่ได้ก็ควรแจ้งให้เจ้าของทราบว่า การรักษาเป็นไปได้หรือไม่ คุ้มหรือไม่คุ้ม มีประโยชน์หรือไม่ ต้องมีค่าใช้จ่ายคร่าวๆสักเท่าไหร่
เพื่อช่วยในการตัดสินใจของเจ้าของ
ดังนั้น ในเวลาประมาณ ๘.๔๕ น. ของวันเดียวกัน ผมพาสุนัขไปถึงโรงพยาบาลสัตว์ และรอให้หมอเข้ามาตรวจอาการ สิ่งที่ได้รับการตอบรับจากหมอว่า สุนัขของผมมีอาการโลหิตจางอย่างมาก แต่ผมก็บอกสัตวแพทย์ไปว่า หนักหรือไม่หนัก ก็ให้หมอตัดสินใจ หากรักษาแล้วหาย ผมยินดีที่จะจ่ายอยู่แล้ว เพราะสุนัขตัวหนึ่งผมลงทุนเลี้ยงไปหลายหมื่นบาท เฉพาะอาหารทั้งหมดก็เกือบ ห้าพันบาทต่อเดือน ไม่รวมค่ายา และการดูแลอื่นๆ ซึ่งก็ขอให้คุณหมอตัดสินใจ ว่ากรณีนี้ควรทำอย่างไร
ในที่สุด หมอแจ้งว่า สุนัขของผม ต้องเข้ารับการรักษาโดยเข้าพักในโรงพยาบาลสัตว์ เพื่อดูอาการวันต่อวัน และมีค่าใช้จ่ายดังนี้
- ค่าพักรักษาสุนัข จำนวน ๘๐ บาท ต่อวัน
- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ หมอไม่ได้แจ้งให้ทราบ เพียงแต่บอกว่า ให้เราจ่ายค่ามัดจำ ในราคาทั้งหมด ๑,๕๐๐ บาท ในเบื้องต้นไว้ก่อน
ผมจึงได้จ่ายไว้เรียบร้อยและก็ไปทำงานตามปกติ
ตอนบ่าย ผมผ่านไปเยี่ยมก็ยังอาการปกติอยู่ มีน้ำเกลือที่แทบไม่หยดเสียบติดเส้นเลือดขาหน้าอยู่ ๑ ขวด อย่างอื่นก็ไม่เห็นมีการรักษาอะไร
แต่ช่วงเสาร์อาทิตย์ ผมมีงานที่ต้องทำที่นา และแปลงทดลอง ผมจึงคาดว่า ถ้ามีปัญหาอะไร สัตวแพทย์ที่รักษาหรือเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลสัตว์ จะโทรแจ้งให้ผมทราบ
จนเวลาผ่านไปเสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่มีการติดต่อ จากโรงพยาบาลสัตว์ และผมตั้งใจว่า วันจันทร์ที่ ๑๖ มิ.ย.๕๑ จะไปเยี่ยมสุนัขว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง แต่..
ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลสัตว์ว่า สุนัข ผมเสียชีวิตแล้ว
ผมเลยถามว่า “ตาย ตอนไหน”
หมอบอกว่า : ไม่ทราบค่ะ มาเข้าเวรเช้าวันจันทร์ก็เห็นตายแล้ว
อ้าว!! ผมก็เลยสงสัยว่า ตั้งแต่วันศุกร์ตอนเย็น จนถึงวันจันทร์ตอนเช้า ไม่มีการดูแลหรืออย่างไร
หมอผู้หญิงบอกมาทางโทรศัพท์ว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าของ ต้องมาดูแลเอง (แต่มาบอกย้อนหลัง หลังจากสุนัขผมตายแล้ว)
แล้วทำไมให้สุนัขผมพักค้างคืน โดยคิดคืนละ ๘๐ บาท ไว้ทำอะไร
แสดงว่า ในแต่ละวัน สุนัข จะเป็นอย่างไร ไม่มีการติดตามอาการเลยหรือไร ?
ถ้าเป็นเช่นนี้ ทำไมต้องให้สุนัขพักค้างด้วย
ผมทราบดีว่า เจ้าของดูแลไม่ได้ จึงต้องนำไปฝากให้หมอดูแลที่โรงพยาบาล เพราะไม่มียา ไม่มีความรู้
แต่หมอจะทำอะไรอย่างไร ก็ควรชี้แจงให้เจ้าของสุนัข ทราบล่วงหน้าบ้าง
วันนี้ ๑๖ มิ.ย.๕๑ ช่วงบ่าย ผมก็เลยแวะไปรับเอาสุนัขที่ประทับตราว่า “เสียชีวิตแล้ว” กลับบ้าน แต่ก่อนกลับบ้าน ผมได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลว่า
ผมต้องจ่ายเพิ่มอีก ประมาณเกือบ ๕๐๐ บาท เมื่อรวมกับค่ามัดจำเดิมที่ได้จ่ายไว้ ก็รวมเกือบ ๒,๐๐๐ บาท
สิ่งที่ผมสงสัย ก็คือ เงินที่เสียเป็นค่าอะไรบ้าง
เขาบอกว่า เป็นค่าตรวจเลือด ค่ายา ในจำนวนเงินเกือบ ๒,๐๐๐ บาท
และสงสัยว่า ทำไมจึงสูงขนาดนั้นกับการเข้าโรงพยาบาลสัตว์ที่ไม่ได้รักษาอะไร เพียง ๒ วัน (เสาร์อาทิตย์) และสุนัขผมตายเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ
และ ถ้าเมื่อหมอตรวจเช็คอาการของสุนัขตัวนี้ว่า ว่ามีทางรักษาหายหรือรอดกี่เปอร์เซ็นต์ ควรจะบอกเจ้าของให้ทราบ ไม่ใช่ปล่อยไปตามสบายใจของหมอเอง จะทำอะไรอย่างไรก็ได้
ควรจะคาดการณ์ทั้งความเป็นไปได้ และประมาณการณ์ค่ารักษา และแจ้งให้เจ้าของล่วงหน้า ได้ด้วยวิจารณญาณของความเป็น “สัตวแพทย์”
ผมคิดว่า หากผมรู้รายละเอียดค่าใช้จ่ายที่แพงเช่นนี้ ในขณะที่หมอเองต้องบอกเปอร์เซ็นต์รอดให้ทราบ ผมคงตัดสินใจไม่รักษา ปล่อยให้ตายไปตามปกติของสุนัขเอง และนำเงินที่ต้องมารักษาตัวนี้ ไปหาซื้อลูกสุนัข มาเลี้ยงใหม่เพื่อทดแทนกันได้
แต่ ตอนแรกผมคาดว่า หากหมอมั่นใจว่ารักษาหาย เท่าไหร่ผมก็ยอมจ่าย และน่าจะบอกกันบ้างว่าไม่มีทางรอดหรือหายขาดสักกี่เปอร์เซ็นต์ จะได้มีข้อมูลตัดสินใจ
หากโรงพยาบาลสัตว์ บอกว่า ต้องจ่ายเกือบ ๒,๐๐๐ บาท และมีอัตราเสี่ยง ต้องเสียฟรี เพราะรักษาไปก็ไม่หาย ผมไม่รักษาแน่นอน
โรงพยาบาลควรมีการแจ้งให้เจ้าของได้บ้าง ไม่ใช่คลุมเครือ
วิธีการแบบนี้ไม่น่าจะถูกต้อง ควรตรวจอาการของสัตว์ว่า ควรรักษา หรือมีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร โดยการหารือกับเจ้าของสัตว์เป็นสำคัญ
และที่สำคัญ การเตรียมการรักษาของนักศึกษาสัตวแพทย์ที่เหมาะสม ดดยเแพาะการแต่งกายเหมือนไปงานแฟชั่นโชว์ ทั้งการปล่อยผมห้อยไปสัมผัสตัวสุนัข ไม่เหมาะสมกับการทำงานมารักษาสุนัข
ในการรักษาขณะที่ผมอยู่ด้วย หมอก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้ผมเข้าใจมากมาย ดูไม่ค่อยจริงจังกับการรักษาเท่าใดนัก คงคิดว่า “ชีวิตสุนัข ก็เท่านั้น”
ผมก็เห็นใจสัตวแพทย์ ว่า สภาพสุนัข ก็หนักพอสมควร แต่เมื่ออยู่ในมือหมอสัตวแพทย์ แล้วน่าจะมีโอกาสรอดมากขึ้น
หากหมอ สัตวแพทย์ บอกเราแล้วว่า โอกาสรักษาหายน้อย ก็ควรจะบอกเจ้าของตั้งแต่ต้น ก็จะไม่เสียความรู้สึกมากเท่านี้
ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรม(นิดๆ) ผมจึงขอปฏิเสธการจ่ายเงิน ที่ต้องจ่ายเพิ่มดังกล่าว เนื่องจากสัตวแพทย์ไม่แจ้ง หรือขอความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น จากผม ผู้เป็นเจ้าของสุนัข
พร้อมกับบอกว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าว ผมจึงไม่ควรเสียตั้งแต่แรก และยังต้องให้ผมจ่ายเกินอีก ทำไม
อาจารย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์ จึงขอมาชี้แจงด้วยตนเอง พร้อมกับ ยกเว้น ให้ผมไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ๕๐๐ บาท จึงได้จ่ายเพียง ๑,๕๐๐ บาท (ตามที่มัดจำไว้)
และเมื่อผมถามทั้งทางโทรศัพท์ และต่อหน้าว่า สุนัขที่บ้านมีอีกตัวที่ไม่ค่อยสบาย (ยังมีสภาพดี เพียงแต่เราดูเหมือนอาการไม่ค่อยปกตินัก) ป่วยเล็กน้อย
สัตวแพทย์จากโรงพยาบาลสัตว์บอกว่า ให้ดูแลอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องนำมารักษาเพราะกลัวสุนัขกัดนักศึกษา และคนงาน
อ้าว....แล้วสุนัข ที่มีสุขภาพดีหน่อย (แต่มีอาการไม่สบาย)ไม่รับรักษา กลัวโดนกัด
ส่วนสุนัข ที่มีอาการป่วยที่หนัก กลับรับไว้รักษา แต่รักษาไม่ได้ และปล่อยให้ตายโดยไม่แจ้งสภาพการดูแลให้เจ้าของทราบ
ผมจึงสงสัยว่า เมื่อไม่เกิดผลในทางที่ดีแต่อย่างใด ทั้งสัตว์ป่วยน้อย (ไม่รับรักษา) และสัตว์ป่วยหนัก (รักษาไม่ได้) โรงพยาบาลสัตว์ และคณะสัตวแพทย์ มีไว้ทำไม
สถาบันการศึกษา และราชการได้ทุ่มเทงบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อสาขานี้ มากมาย แต่ท่านเหล่านั้นตอบแทนช่วยเหลือสังคมได้อะไรบ้าง
นอกจากทำงานตามสะดวกตัวเอง ใครจะเดือดร้อนอย่างไร (ที่เป็นหน้าที่ของตนเอง) ฉันไม่เกี่ยว ไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น ตัวใครตัวมัน เพียงเนื่องมาจากกลัวสุนัขกัด ที่น่าจะมีวิธีป้องกันได้ตั้งหลายวิธี (หรือว่า เรื่องนี้ไม่มีการสอนกันเลย หรือสอนแล้วแต่ทำไม่เป็น จึงยังกลัวอยู่)
คำถามต่างๆเหล่านี้ ผมได้แจ้งไปแล้วกับ ผอ.โรงพยาบาลสัตว์
ว่าผมจะนำเสนอข้อมูลนี้มา เพื่อให้ท่านผู้เลี้ยงสัตว์คนอื่นทราบว่า
และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
ผมอาจจะเป็นคนโชคร้ายคนเดียวในโลกนี้ ครับ
แต่ถ้า ใครได้ประสบเหตุการณ์เหมือนผม ก็เล่าสู่กันฟังหน่อย เพื่อเป็นการสะท้อนเรื่องนี้ ให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของโรงพยาบาลสัตว์ และจิตวิญญาณของผู้มีหน้าที่รักษาสัตว์ที่ดีกว่านี้ เพื่อสังคมโดยรวมครับ
สงสาร คุณหมา ครับ ชีวิตหนึ่ง
ครับ
ขอบพระคุณครับ คุณหมอ JJ
อ่านๆ ไป ก็ค่อยๆ เศร้าใจไปกับอาจารย์ด้วย...
ความเห็นส่วนตัว อาจารย์รอให้มีความเห็นในบันทึกนี้พอสมควร แล้วก็ถ่ายสำเนาบันทึกนี้ นำไปแจกเผยแพร่ที่คณะสัตวแพทย์หรือโรงพยาลสัตว์ที่ว่า อาจเป็นอุทาหรณ์บางอย่าง เพื่อจะได้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นบ้าง อีกทั้งเจ้าของสัตว์ไข้ (น่าจะใช้ศัพท์นี้) จะได้หาทางป้องกันล่วงหน้า...
เจริญพร
ครับ นมัสการท่านมหาฯ
ท่านอ่านใจผมออก ๑๐๐% เลยครับ
ผมบอกท่าน ผอ. รพ. ไว้แล้วครับ
ท่านก็ยินดี
เพราะ ผมไม่มีเจตนาร้ายกับใคร
มีแต่หวังดีให้เขาทำหน้าที่ดีกว่าเดิม
(ถ้าต้องการ)
ครับ
ท่านอาจารยืยังโดนน้อยครับ
โรงพยาบาลสัตว์ของมหาวิทบาลัยรัฐมีชื่อเเห่งหนึ่งในกทม.
ฝากสุนัขป่วยไว้ สองคืน เสียชีวิต
ค่าใช้จ่าย 9800 บาท
ไม่มีการผ่าตัด หรืออื่นไดเป็นพเศษนอกจากให้ยารักษา (อยู่ห้องฉุกเฉิน)
สวัสดีค่ะอาจารย์ ดร.แสวงคะ
ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของ"มด"ค่ะ หนิงไม่ได้เลี้ยงสุนัขมานานแล้ว เพราะไม่สะดวก แต่ก็ใจหายทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องหมาป่วย หรืออุบัติเหตุ ล่าสุดนี่...เจ้าสนธิ ที่น้าเลี้ยงอยู่บ้านก็ถูกรถชนตายค่ะ เฮ้อ...ยิ่งมาเจอบันทึกของอาจารย์ ยิ่งคิดถึงที่น้องพิพม์ดีดเขียนไว้ ที่นี่ ด้วยค่ะ
ไม่ทราบว่ารักษาที่ไหนคะ บอกได้ปะคะ ทาง mail ก็ได้ค่ะ
และอยากปรึกษาด้วย ตอนนี้มีสุนัขป่วยอยู่ค่ะ
เค้าป่วยมานานแล้วแต่เรานิ่งนอนใจไม่เอาไปรักษา
จนเอาไปรักษาเมื่อวันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน 2551
ที่รพ.สัตว์ เค้าบอกว่าตับวาย แล้วก็ให้ยามากิน
ต้องป้อนยาทั้งเช้า เย็น ซึ่งเราก้แจ้งว่าให้นอนที่รพ.ได้มั๊ย
เพราะเค้าเป็นหนัก แล้วเราต้องทำงานตั้งแต่ 7 โมงเช้ากว่าจะกลับก็
ประมาณ 1 ทุ่ม เค้าก็บอกไม่ได้ไม่มีกรงว่าง เสียค่ายาไปทั้งหมด
1,960 บาท มีแค่ยามากินค่ะ แล้วเราต้องเอาเค้าไปฝากดูแลที่อื่น
คืนละ 150 บาท 7 คืน พอวันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พาเค้าไปหาหมออีก
เสียค่ายาอีก 1,950 คราวนี้หมอให้นอนได้ มัดจำอีก 2,000 บาท
แต่หมอบอกว่า หายยาก เค้ากินข้าวเองก็ไม่ได้ต้องป้อนด้วย
ร้านที่เคยรับฝากเลี้ยงก็ไม่รับแล้ว เค้าบอกว่าดูแลไม่ไหว
พอเช้าวันนี้ที่รพ.บอกว่าให้มารับกลับไป เพราะว่าพ้นขีดอันตราย
แล้ว เค้าต้องเอากรงไว้สำหรับสัตว์ที่ป่วยหนักเท่านั้น เลยไม่รู้ว่า
ขนาด กินข้าวเองไม่ได้ยังไม่ถือว่าป่วยหนักอีกหรอ
ไม่รู้ว่าจะทำไงดีน่ะค่ะ เอากลับมาบ้านก็ไม่มีคนดูแล
จะทำอย่างไรดีคะ สุนัข เป็นพุดเดิ้ล เลี้ยงมา 5 ปีแล้วค่ะ
หรือใครมีที่ไหนที่รับดูแล แต่ราคาไม่แพงมากช่วยแนะนำด้วยค่ะ
กล้วย
อาจารย์คะ ขอแสดงความเห็นใจนะคะ และเสียใจนะคะ
เคยพบปัญหาเดียวกับอาจารย์นะคะ ก็มีคำถามเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้
ตอนนั้นปี 2547 ยอมรับได้ ลุกหมาตายเพราะติดเชื้อ Leptospirosis รอผลเลือดยืนยัน ไม่ให้การรักษาอย่างทันที รออยู่ 3 วัน จึงให้ยา เจ้บปวดใจมากคะ เสียค่ายา ค่ารักษาไม่เท่าไร ซึ่งจริง ๆแล้วอาการตอนแรกถ้ารักษาทันก็หาย
แต่นี่ไม่ให้ยา antibiotic ให้ฝากไว้ก่อนรอผลเลือดออก ฝากไว้ 1 คืน เช้ารีบไปดุห้องแล้วไม่น่าใช่จะเป็นที่พักของสัตว์ป่วยเลยคะ ถามบอกว่ามีคนเฝ้าไหม ไม่มี แล้วจะรับไว้รักษาในโรงพยาบาลทำไม ตัดสินใจนำกลับมานอนบ้าน เช้านำไปให้น้ำเกลือใหม่
คนไข้ยังมีหมอ มีพยาบาลดูแล โรงพยาบาลลสัตว์ก็น่าจะทำตาม มีมาตรการเหมือนกันนะคะ
ตัวที่สองนำไรกษา ปี 2549 ตัวนี้รอด ได้คุณหมอน่ารัก ใจดี ลุกสุนัขพันธ์ซิสุ หลังผสมพันธ์ แล้วอีก 7ซึม ไม่กินอาหาร พาไปหาหมอคิดว่าน่าจะอาการเดียวกันกับตัวแรก วันนั้นมีสอนและงานด่วนจึงฝากไว้และบอกยินดีรับผิดชอบค่ารักษาทั้งหมด ตายหรือรอดก็จะรับผิดชอบ ให้เบอร์โทรไว้
พอสายประมาณ 11น. คุณหมอโทรมาให้ไปเซ็นใบยินยอมรักษาและดมยาสลบ เจ้าโดนัทต้องผ่าตัดตัดด่วน มดลูกอักเสบและช่องท้องอักเสบมาก จนติดเชื้อในกระแสเลือด คุณหมอให้คำอธิบายเหมือนการรักษาคน OK คะ จะรักษาอย่างไรก็รักษา ถ้าตัวนี้ตายอีก ลุกสาวคงเสียใจมาก ตัวนี้รอดคะ
ไม่ฝากไว้ที่โรงพยาบาลแน่นอนมีประสบการณ์แล้ว เช้าไปส่งให้น้ำเกลือ ให้ยา antibiotic เที่ยงไปดูอาการ เย็นรับกลับทุกวัน ทำแบบนี้อยุ่ 7 วัน ขอหัวหน้าเลยว่าจะขอลาพักร้อนดูแลหมานะคะ แต่ท่านไม่อนุญาต
ถ้าจะให้ดีโรงพยาบาลสัตว์ควรจะพัฒนามากกว่านี้นะคะ ฝึกหรือจ้างพนักงานผู้ช่วยดุแลสัตว์ป่วย อยู่เวร และมีสัตวแพทย์อยุ่เวร เหมือนกับหมอ พยาบาล โรงพยาบาลที่รักษาคน
ครั้งนี้เห็นบันทึกอาจารย์แล้ว สะท้อนใจนะคะ ถ้าไม่เกิดกับใครก็คงไม่รู้สึก
ขอบคุณครับที่เข้ามาแสดงความเห็น สัระยะหนึ่งผมจะพิมพ์ไปติดไว้ที่หน้า รพ. สัตว์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น แบบ "สร้างสรร" ครับ
เป็นเรื่องน่าคิดนะคะ
จริงๆแล้ว ถ้าทางโรงพยาบาลไม่สามารถรับประกันคุณภาพในการดูแลสัตว์ป่วยได้ ก็ควรแจ้งให้เจ้าของทราบ เพราะคนที่ เลี้ยงสัตว์ ก็ย่อมรักและผูกพันมากโขอยู่ เหมือนเพื่อน เหมือนลูก
การปล่อยปละละเลย ทำให้เขาไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ย่อมทำให้เสียความรู้สึกไม่น้อย
กับตัวเจ้าของเองคงจะรู้สึกว่า "ฉันไม่น่าเอาหมาไปฝากโรงพยาบาลไว้เลย" จะให้เขาคิดอย่างนี้หรือ?
และถ้าเป็นอย่างนี้ ทางโรงพยาบาลคงต้องทบทวนแล้วล่ะค่ะ ว่าจะมีมาตรการรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร
จะปล่อยไปเฉยๆ แล้วมาคอยแก้ไขกรณีพิพาทภายหลัง
หรือจะทบทวน/ปรับปรุงระบบบริการดี
ทุกปัญหามีทางออก ทำได้/ไม่ได้ ก็คุยกันได้เสมอ เพราะทุกคนย่อมรู้อยู่ว่าทุกที่ ทุกงาน ต่างก็มีความจำเป็นและข้อจำกัด ฯลฯ
อาจจะอธิบายยากหน่อย แต่ก็ไม่น่าเกินความพยายามนะคะ
ขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียสัตว์เลี้ยงที่เรารักนะครับ กับประโยคที่ว่า..."หากรักษาแล้วหาย ผมยินดีที่จะจ่ายอยู่แล้ว" หรือบางกรณีที่ว่า...."เท่าไหร่ก้อยอมจ่าย..ขอให้หาย" ก็เป็นที่หนักใจสำหรับแพทย์ผู้ทำการรักษาเป็นอย่างยิ่ง... แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าแพทย์ให้คำตอบกับคนไข้หรือญาติคนไข้อย่างกระจ่าง...ชัดเจน จนมีความเข้าใจ ปัญหาที่จะตามมาก็จะน้อยลง อีกนิดนึงนะครับ..... การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงนั้น ...รัก..อย่างเดียวไม่พอนะครับ..ต้องพร้อม..และต้องมีความรับผิดชอบพอสมควร...เขาจะได้อยู่เป็นเพือนกับเราอย่างมีความสุขไปนานๆ
ขอบคุณครับ
รวมตัวกันไปร้องเรียนผ่านสื่อหรือว่าที่แพทย์สภาดีไหมค่ะ ดิฉันเจ้าของแมวเอาไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์24ชั่วโมงถนนหลังพิพิธภัณฑ์เขาฉีดยาแมวให้เกินขนาด 5 เข็มติดต่อกันแมวอายุแค่ 6 เดือนและอยู่ในระหว่างให้นมลูก
ได้เลยครับ
ผมร่วมด้วยแน่นอน
ผมไม่อยากเห็นคนที่ไม่รับผิดชอบในวิชาชีพของตัวเอง
และไม่เห็นด้วยกับการ "มักง่าย" ครับ
ขอบคุณนะคะ อจ.ถ้าอย่างงั้นดิฉันคงพาเกาลัด (หมาปั๊ก) ไปรักษาที่นี่ เกือบไปแล้ว...
ดีแล้วครับ
อ่านกระทู้ของอาจารย์น่าเห็นใจและยิ่งคิดถึงหมาที่เลี้ยงไว้เพิ่งตายเพราะโดนหมอวิเคราะห์อาการผิด
หมอที่พาหมาไปรักษาจบมาจากมหาลัยเดียวกับที่อาจารย์พาหมาของอาจารย์ไปรักษา
พอพากลับจากคลีนิกหมาอาการไม่ดีขึ้นเลยพาไปอีกคลีนิกที่ใหม่หมอบอกว่าหมาเป็นโรคหัดอาการหนักเกินเยียวยาเพราะหมอที่แรกให้ยาเกินสมควรแก่ลูกสุนัขจึงให้กลับบ้านไปทำใจ
ทั้งที่หมอคนแรกไม่ให้ความกระจ่างว่าหมาเป็นอะไรฉีดยาแก้ปวดและค่าเชื้อให้
แล้วจะฉีดเพื่ออะไร
นั่นนะซิ
มีไว้ทำอะไรครับ
ยังไม่มีคำตอบเลยครับ มีแต่ตำถามครับ
ขอแสดงความเสียใจกับอาจารย์ด้วยนะคะ อ่านแล้วเข้าใจความรู้สึกของอาจารย์เลยเพราะว่าแมวที่เลี้ยงไว้ก็ตายเหมือนกันตายเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 แต่ว่าโดนหนักกว่าอาจารย์อีกค่ะ พาแมวไปรักษาเนื่องจากถูกรถจักรยานยนต์ชน พาไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหิดล เข้าไปรอนานมาก ตอนแรกที่หมอตรวจอาการบอกว่าแมวไม่เป็นอะไร แต่เราบอกว่าช่วยตรวจให้ละเอียดหน่อยได้ไหมเพราะก่อนที่จะพามารักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหิดล เราได้พาไปหาหมอที่คลีนิคสัตว์แพทย์แห่งหนึ่งที่อำเภอสามพราน ซึ่งเพื่อนของเราเป็นเจ้าของคลีนิคอยู่ เพื่อนแนะนำว่าให้พาไปรักษาที่โรงพยาบาลรักษาสัตว์โดยตรงดีกว่าเพราะมีเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ที่พร้อมกว่า หมอจึงได้สั่งให้ผู้ช่วยนำแมวของเราไปเอ็กซเรย์อย่างละเอียด ผลการเอ็กซ์เรย์พบว่าท้องได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง ต้องได้รับการผ่าตัดด่วนเพราะมีสายที่ต่อไปที่ท่อฉีกขาด (กระเพาะปัสสาวะแตก) โดยหมอบอกว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000.- กว่าบาท เราถามว่าแล้วโอกาสในการผ่าตัดมีมากน้อยแค่ไหน หมอบอกว่าก็ประมาณ 30 % หลังจากที่ปรึกษากันแล้วเราตัดสินใจว่าไหน ๆ ก็ช่วยแล้วก็ช่วยให้ถึงที่สุด จึงเซ็นต์ยินยอมให้ผ่าตัดและยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งเราต้องจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าเหมือนกัน คืนนั้นเรานั่งเฝ้าแมวของเราผ่าตัดจนเรียบร้อย หมอออกมาบอกว่ารอดูอาการอีกประมาณ 2 - 3 วัน ถ้าสายที่ผ่าตัดไม่มีปัญหาไม่มีน้ำออกมาในท้อง ท้องไม่บวมแมวเราก็จะปลอดภัย เราดีใจมาก เพราะเราและครอบครัวรักแมวตัวนี้มาก เพราะทุกวันเช้า-เย็น แมวเราจะเดินมาส่งเรามาทำงานและรับเราตอนกลับจากทำงานทุกวันไม่เคยเว้นหลังเสร็จสิ้นการผ่าตัดหมอบอกว่าให้เรากลับบ้านก่อน ไว้ค่อยมาเยี่ยมทีหลังเพราะแมวต้องพักฟื้นหมอให้น้ำเกลือและจะดูแลให้มีหมอเวรและเจ้าหน้าที่ดูแลตลอดไม่ต้องห่วง เราทำงานทุกวันได้หยุดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เราจึงไม่สะดวกที่จะไปหาแมวได้ทุกวัน แต่เราก็โทรศัพท์ไปถามอาการตลอด หลังจากผ่านการผ่าตัดได้ประมาณ 3 วัน หมอบอกว่าไม่มีน้ำออกในท้องแล้วเพราะท้องปกติไม่บวม น่าจะปลอดภัยแล้วไม่น่ามีอะไรต้องเป็นห่วง แต่หมอบอกว่าให้เราซื้ออาหารเหลวสำหรับแมวป่วยและยาบำรุงเลือดไปให้เพราะแมวเราโลหิตจางและอาหารและยาของโรงพยาบาลหมด วันรุ่งขึ้นเราจึงซื้อยาและอาหารไปให้และฝากหมอเอาไว้ ว่าให้ช่วยให้แมวเรากินด้วย ซึ่งหมอก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงอีกไม่กี่วันก็น่าจะกลับบ้านได้ หรือจะให้เรานำกลับไปดูแลที่บ้านเองก็ได้ แต่ต้องระวังไม่ให้ท่อที่ท่อไว้สำหรับฉี่หลุด ถ้าหลุดต้องรีบพามาใส่ใหม่ไม่เช่นนั้นแมวจะฉี่ลำบากและอาจจะต้องเบ่งแรงและทำให้แผลที่ผ่าตัดฉีกขาดได้ เราจึงคิดว่าอยู่ที่โรงพยาบาลมีหมอผู้ซึ่งมีความรู้ดูแลน่าจะดีกว่า เราและครอบครัวพูดกันถึงแมวเราทุกวันว่าอีกไม่กี่วันก็จะกลับบ้านมาอยู่กับเราได้แล้ว เสียค่าใช้จ่ายเท่าไรเราไม่เคยว่า ยินดีจ่ายตามที่แจ้งทุกอย่าง แต่ว่าพอวันที่ 1 มิถุนายน 2552 ทางโรงพยาบาลโทรมาบอกเราเวลาประมาณ 9.50 น. ว่า แมวเรามีอาการไม่ดี ให้เรารีบไปด่วน เราถามว่าถ้าช่วยเต็มที่จะอยู่รอให้เราไปทันเห็นเขาก่อนสิ้นใจไหม เพราะว่าเราต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที หมอบอกว่าให้รีบมาจะพยายามช่วยเต็มที่ ระหว่างที่เราเดินทางไปเราคิดอยู่ตลอดเวลาว่าถึงแมวเราต้องตาย แต่เราน่าจะได้มีโอกาสอุ้มและกอดเขา ให้เขาตายและสิ้นใจในอ้อมกอดของเรา แต่พอเราโทรไปอีกครั้งหมอบอกว่าแมวเราตายแล้ว เราไปไม่ทัน เราไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแมวเรามีอาการไม่ดีขึ้นทางโรงพยาบาลไม่เคยบอกเราเลย ว่าแมวเราไม่ดีขึ้น ทุกครั้งที่เราโทรไปทางโรงพยาบาลบอกเราตลอดว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง อีกไม่กี่วันก็น่าจะกลับบ้านได้ แต่พอวันที่นัดให้เราไปรับแมวกลับบ้านกลับบอกว่าแมวเราอาการไม่ดี คงจะไม่รอดแล้ว ทั้ง ๆ ที่เราก็ให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อไว้และบอกว่ามีถ้ามีเหตุการณ์อะไรให้โทรหาเราได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง แต่ทางโรงพยาบาลไม่เคยบอก ร้ายไปกว่านั้นหลังจากที่แมวเราเสียชีวิตแล้ว เราโทรไปติดต่อขอรับซากกลับทางโรงพยาบาลยังถามเราอีกว่าจะเข้ามาชำระค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือเมื่อไร และระหว่างที่รักษาและไปเยี่ยมแมวเราพบแมวเรานอนเปียกฉี่อยู่ถึง 2 ครั้ง โดนที่เจ้าหน้าที่ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าแมวนอนเปียกฉี่อยู่ จนกระทั่งเราไปบอก สรุปแล้วเราเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาไป 6,000.-กว่าบาท เกือบเจ็ดพันบาท แล้วแมวเราก็ตาย และวันที่เราไปรับซากแมวเรากลับแมวเราตัวแข็งหมดแล้วไม่เหมือนซากแมวที่เพิ่งเสียชีวิตเลย