เมื่อไม่เกิดผลในทางที่ดีแต่อย่างใด ทั้งสัตว์ป่วยน้อย (ไม่รับรักษา) และสัตว์ป่วยหนัก (รักษาไม่ได้) โรงพยาบาลสัตว์ และคณะสัตวแพทย์ มีไว้ทำไม

 

เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๑ สุนัขเฝ้าบ้านที่ผมเลี้ยงไว้ที่บ้าน ที่ปกติจะวิ่งมารับผมตอนกลับบ้านทุกครั้ง จนเสื้อผ้าเปื้อนทุกวัน มีอาการป่วย

(ซึ่งมีอาการซึม มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ด้วยความที่ไม่คาดคิดว่า จะป่วยหนัก) โดยมีอาการนอนซึม กินอาหารทีละน้อยๆมาหลายวัน เดินไปมาได้นิดหน่อยส่วนใหญ่จะนอนใต้ถุนบ้าน

Mod004

รูปถ่าย "มด" สุนัขร็อตไวเลอร์อายุ ๒ ปี ที่น่ารักที่สุดในบ้านรวยสูงเนิน

ของขวัญจากลูกชาย เมื่ื่องานสงกรานต์ปี ๒๕๔๙

ถ่ายเมื่อ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ก่อนที่จะป่วย และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลสัตว์

(เสียชีวิตเมื่อไหร่หมอสัตว์แพทย์ที่รักษาก็ไม่ทราบ แต่ฝังไว้ที่สวนหน้าบ้านในวันนี้ ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๑ เวลา ๑๗.๓๐ น.)

ผมพยายามสังเกตอาการมาหลายวัน ว่าไม่ค่อยดีเท่าที่ควร แต่ยังถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะได้ น่าจะมีโอกาสรักษาได้ จึงตัดสินใจพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

ผมได้รับแจ้งมาว่าถ้าสุนัข ป่วยไม่หนัก เกือบปกติ เขาจะต้องให้เจ้าของไปอยู่ด้วยตลอดเวลา (ที่เป็นไปไม่ได้สำหรับกรณีของผม) ผมจึงเพียงซื้อยาปฏิชีวนะมาให้สุนัขกิน โดยการแจ้งอาการให้หมอที่คลินิกทราบ หมอก็จะสั่งยาให้แทนการไปพาหาหมอ

 

แต่ถ้าป่วยหนักเขาจะรับรักษา แต่ผมก็เห็นใจว่าทำอะไรยากเพราะอาการหนักเกินไป แต่ก็หวังว่า หมอน่าจะช่วยรักษาสุนัขของผมได้  เพราะอาการโดยรวมก็ยังดูดีอยู่

 

แต่ถ้ารักษาไม่ได้ก็ควรแจ้งให้เจ้าของทราบว่า การรักษาเป็นไปได้หรือไม่ คุ้มหรือไม่คุ้ม มีประโยชน์หรือไม่ ต้องมีค่าใช้จ่ายคร่าวๆสักเท่าไหร่

 

เพื่อช่วยในการตัดสินใจของเจ้าของ

 

ดังนั้น ในเวลาประมาณ ๘.๔๕ น. ของวันเดียวกัน ผมพาสุนัขไปถึงโรงพยาบาลสัตว์ และรอให้หมอเข้ามาตรวจอาการ สิ่งที่ได้รับการตอบรับจากหมอว่า สุนัขของผมมีอาการโลหิตจางอย่างมาก แต่ผมก็บอกสัตวแพทย์ไปว่า หนักหรือไม่หนัก ก็ให้หมอตัดสินใจ หากรักษาแล้วหาย ผมยินดีที่จะจ่ายอยู่แล้ว เพราะสุนัขตัวหนึ่งผมลงทุนเลี้ยงไปหลายหมื่นบาท  เฉพาะอาหารทั้งหมดก็เกือบ ห้าพันบาทต่อเดือน ไม่รวมค่ายา และการดูแลอื่นๆ ซึ่งก็ขอให้คุณหมอตัดสินใจ ว่ากรณีนี้ควรทำอย่างไร

 

ในที่สุด หมอแจ้งว่า สุนัขของผม ต้องเข้ารับการรักษาโดยเข้าพักในโรงพยาบาลสัตว์ เพื่อดูอาการวันต่อวัน และมีค่าใช้จ่ายดังนี้

- ค่าพักรักษาสุนัข  จำนวน ๘๐ บาท ต่อวัน

-  ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ หมอไม่ได้แจ้งให้ทราบ เพียงแต่บอกว่า ให้เราจ่ายค่ามัดจำ ในราคาทั้งหมด ๑,๕๐๐ บาท ในเบื้องต้นไว้ก่อน

 

ผมจึงได้จ่ายไว้เรียบร้อยและก็ไปทำงานตามปกติ

 

ตอนบ่าย ผมผ่านไปเยี่ยมก็ยังอาการปกติอยู่ มีน้ำเกลือที่แทบไม่หยดเสียบติดเส้นเลือดขาหน้าอยู่ ๑ ขวด อย่างอื่นก็ไม่เห็นมีการรักษาอะไร

 

แต่ช่วงเสาร์อาทิตย์ ผมมีงานที่ต้องทำที่นา และแปลงทดลอง ผมจึงคาดว่า ถ้ามีปัญหาอะไร สัตวแพทย์ที่รักษาหรือเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลสัตว์ จะโทรแจ้งให้ผมทราบ

 

จนเวลาผ่านไปเสาร์-อาทิตย์ ก็ไม่มีการติดต่อ จากโรงพยาบาลสัตว์ และผมตั้งใจว่า วันจันทร์ที่ ๑๖ มิ.ย.๕๑ จะไปเยี่ยมสุนัขว่าอาการเป็นอย่างไรบ้าง แต่..

 

ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลสัตว์ว่า สุนัข ผมเสียชีวิตแล้ว

 

ผมเลยถามว่า “ตาย ตอนไหน”

หมอบอกว่า : ไม่ทราบค่ะ มาเข้าเวรเช้าวันจันทร์ก็เห็นตายแล้ว

อ้าว!! ผมก็เลยสงสัยว่า ตั้งแต่วันศุกร์ตอนเย็น จนถึงวันจันทร์ตอนเช้า ไม่มีการดูแลหรืออย่างไร

 

หมอผู้หญิงบอกมาทางโทรศัพท์ว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าของ ต้องมาดูแลเอง (แต่มาบอกย้อนหลัง หลังจากสุนัขผมตายแล้ว)

 

แล้วทำไมให้สุนัขผมพักค้างคืน โดยคิดคืนละ ๘๐ บาท ไว้ทำอะไร

 

แสดงว่า ในแต่ละวัน สุนัข จะเป็นอย่างไร ไม่มีการติดตามอาการเลยหรือไร ?

 

ถ้าเป็นเช่นนี้ ทำไมต้องให้สุนัขพักค้างด้วย

ผมทราบดีว่า เจ้าของดูแลไม่ได้ จึงต้องนำไปฝากให้หมอดูแลที่โรงพยาบาล เพราะไม่มียา ไม่มีความรู้

 

แต่หมอจะทำอะไรอย่างไร ก็ควรชี้แจงให้เจ้าของสุนัข ทราบล่วงหน้าบ้าง

 

วันนี้ ๑๖ มิ.ย.๕๑ ช่วงบ่าย ผมก็เลยแวะไปรับเอาสุนัขที่ประทับตราว่า “เสียชีวิตแล้ว” กลับบ้าน แต่ก่อนกลับบ้าน ผมได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลว่า

 

ผมต้องจ่ายเพิ่มอีก ประมาณเกือบ ๕๐๐ บาท  เมื่อรวมกับค่ามัดจำเดิมที่ได้จ่ายไว้ ก็รวมเกือบ ๒,๐๐๐ บาท

สิ่งที่ผมสงสัย ก็คือ เงินที่เสียเป็นค่าอะไรบ้าง

เขาบอกว่า เป็นค่าตรวจเลือด ค่ายา ในจำนวนเงินเกือบ ๒,๐๐๐ บาท

 

 

และสงสัยว่า ทำไมจึงสูงขนาดนั้นกับการเข้าโรงพยาบาลสัตว์ที่ไม่ได้รักษาอะไร เพียง ๒ วัน (เสาร์อาทิตย์) และสุนัขผมตายเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

 

และ ถ้าเมื่อหมอตรวจเช็คอาการของสุนัขตัวนี้ว่า ว่ามีทางรักษาหายหรือรอดกี่เปอร์เซ็นต์ ควรจะบอกเจ้าของให้ทราบ ไม่ใช่ปล่อยไปตามสบายใจของหมอเอง จะทำอะไรอย่างไรก็ได้

 

ควรจะคาดการณ์ทั้งความเป็นไปได้ และประมาณการณ์ค่ารักษา และแจ้งให้เจ้าของล่วงหน้า ได้ด้วยวิจารณญาณของความเป็น “สัตวแพทย์

 

ผมคิดว่า หากผมรู้รายละเอียดค่าใช้จ่ายที่แพงเช่นนี้ ในขณะที่หมอเองต้องบอกเปอร์เซ็นต์รอดให้ทราบ ผมคงตัดสินใจไม่รักษา ปล่อยให้ตายไปตามปกติของสุนัขเอง และนำเงินที่ต้องมารักษาตัวนี้ ไปหาซื้อลูกสุนัข มาเลี้ยงใหม่เพื่อทดแทนกันได้

 

แต่ ตอนแรกผมคาดว่า หากหมอมั่นใจว่ารักษาหาย เท่าไหร่ผมก็ยอมจ่าย และน่าจะบอกกันบ้างว่าไม่มีทางรอดหรือหายขาดสักกี่เปอร์เซ็นต์ จะได้มีข้อมูลตัดสินใจ

 

หากโรงพยาบาลสัตว์ บอกว่า ต้องจ่ายเกือบ ๒,๐๐๐ บาท และมีอัตราเสี่ยง ต้องเสียฟรี เพราะรักษาไปก็ไม่หาย ผมไม่รักษาแน่นอน

 

โรงพยาบาลควรมีการแจ้งให้เจ้าของได้บ้าง ไม่ใช่คลุมเครือ

วิธีการแบบนี้ไม่น่าจะถูกต้อง ควรตรวจอาการของสัตว์ว่า ควรรักษา หรือมีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร  โดยการหารือกับเจ้าของสัตว์เป็นสำคัญ

 

และที่สำคัญ การเตรียมการรักษาของนักศึกษาสัตวแพทย์ที่เหมาะสม ดดยเแพาะการแต่งกายเหมือนไปงานแฟชั่นโชว์ ทั้งการปล่อยผมห้อยไปสัมผัสตัวสุนัข ไม่เหมาะสมกับการทำงานมารักษาสุนัข

 

ในการรักษาขณะที่ผมอยู่ด้วย หมอก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้ผมเข้าใจมากมาย ดูไม่ค่อยจริงจังกับการรักษาเท่าใดนัก คงคิดว่า “ชีวิตสุนัข ก็เท่านั้น”

 

ผมก็เห็นใจสัตวแพทย์ ว่า สภาพสุนัข ก็หนักพอสมควร แต่เมื่ออยู่ในมือหมอสัตวแพทย์ แล้วน่าจะมีโอกาสรอดมากขึ้น

 

หากหมอ สัตวแพทย์ บอกเราแล้วว่า โอกาสรักษาหายน้อย ก็ควรจะบอกเจ้าของตั้งแต่ต้น ก็จะไม่เสียความรู้สึกมากเท่านี้

 

 

ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรม(นิดๆ) ผมจึงขอปฏิเสธการจ่ายเงิน ที่ต้องจ่ายเพิ่มดังกล่าว เนื่องจากสัตวแพทย์ไม่แจ้ง หรือขอความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น จากผม ผู้เป็นเจ้าของสุนัข

 

พร้อมกับบอกว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าว ผมจึงไม่ควรเสียตั้งแต่แรก และยังต้องให้ผมจ่ายเกินอีก ทำไม

 

อาจารย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์ จึงขอมาชี้แจงด้วยตนเอง พร้อมกับ ยกเว้น ให้ผมไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ๕๐๐ บาท จึงได้จ่ายเพียง ๑,๕๐๐ บาท (ตามที่มัดจำไว้)

 

และเมื่อผมถามทั้งทางโทรศัพท์ และต่อหน้าว่า สุนัขที่บ้านมีอีกตัวที่ไม่ค่อยสบาย (ยังมีสภาพดี เพียงแต่เราดูเหมือนอาการไม่ค่อยปกตินัก) ป่วยเล็กน้อย

 

สัตวแพทย์จากโรงพยาบาลสัตว์บอกว่า ให้ดูแลอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องนำมารักษาเพราะกลัวสุนัขกัดนักศึกษา และคนงาน

 

 

อ้าว....แล้วสุนัข ที่มีสุขภาพดีหน่อย (แต่มีอาการไม่สบาย)ไม่รับรักษา กลัวโดนกัด

ส่วนสุนัข ที่มีอาการป่วยที่หนัก กลับรับไว้รักษา แต่รักษาไม่ได้ และปล่อยให้ตายโดยไม่แจ้งสภาพการดูแลให้เจ้าของทราบ

 

ผมจึงสงสัยว่า เมื่อไม่เกิดผลในทางที่ดีแต่อย่างใด ทั้งสัตว์ป่วยน้อย (ไม่รับรักษา) และสัตว์ป่วยหนัก (รักษาไม่ได้) โรงพยาบาลสัตว์ และคณะสัตวแพทย์ มีไว้ทำไม

 

สถาบันการศึกษา และราชการได้ทุ่มเทงบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อสาขานี้ มากมาย แต่ท่านเหล่านั้นตอบแทนช่วยเหลือสังคมได้อะไรบ้าง

 

นอกจากทำงานตามสะดวกตัวเอง ใครจะเดือดร้อนอย่างไร (ที่เป็นหน้าที่ของตนเอง) ฉันไม่เกี่ยว ไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น ตัวใครตัวมัน เพียงเนื่องมาจากกลัวสุนัขกัด ที่น่าจะมีวิธีป้องกันได้ตั้งหลายวิธี (หรือว่า เรื่องนี้ไม่มีการสอนกันเลย หรือสอนแล้วแต่ทำไม่เป็น จึงยังกลัวอยู่)

 

คำถามต่างๆเหล่านี้ ผมได้แจ้งไปแล้วกับ ผอ.โรงพยาบาลสัตว์

ว่าผมจะนำเสนอข้อมูลนี้มา เพื่อให้ท่านผู้เลี้ยงสัตว์คนอื่นทราบว่า

 

และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า

 

ผมอาจจะเป็นคนโชคร้ายคนเดียวในโลกนี้ ครับ

 

แต่ถ้า ใครได้ประสบเหตุการณ์เหมือนผม ก็เล่าสู่กันฟังหน่อย เพื่อเป็นการสะท้อนเรื่องนี้ ให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของโรงพยาบาลสัตว์ และจิตวิญญาณของผู้มีหน้าที่รักษาสัตว์ที่ดีกว่านี้ เพื่อสังคมโดยรวมครับ