ที่จริงไม่อยากจะเอาเรื่องนี้มาเล่าเลยนะครับ แต่ก็จำเป็นเพื่อให้ทราบกัน และก็หวังใจไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของบล็อคเกอร์ทุกท่าน
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวผม เกิดขึ้นกับงานที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้ เป็นงานที่อยู่ในหน่วยงานของรัฐบาล งานที่เกี่ยวกับการดูแลเด็ก เยาวชน คนชรา คนพิการ คนติดเชื้อเอดส์ คนไร้ที่ผึ่ง หญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศ ความเสมอภาคชายหญิง สถาบันครอบครัว การรวมพลังของชุมชน จิตอาสา การค้ามนุษย์ การช่วยเหลือสังคมโดยไม่หวังอะไรตอบแทน หอพัก ร้านอินเตอร์เน็ต ร้านเกมส์ ฯลฯ
ดูมันแย่มากเลยนะครับ และเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจจะแก้ไขไม่ได้ ไม่ต้องในอนาคตหรอกครับ ปัจจุบันก็แทบแย่แล้วครับ เท่าที่ทำได้ก็พยายามอย่าให้ปัญหาเหล่านี้มันบานปลายไปมากขึ้น แก้ไขให้หายขาดเลยคงจะยากอยู่ แต่ถ้าชลอปัญหาคงจะพอไหว เหมือนกับปัญหาโลกร้อนที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ (แก้ไขไม่ได้มีแต่ชลอ คิดไปได้นิ 555)
ทุกๆวันที่ผมไปทำงาน มันไม่เหมือนการไปทำงาน แต่มันเป็นการไปเรียนรู้โลก เผชิญมุมมองใหม่ที่มากกว่าในหมู่บ้านที่ผมอยู่
และทุกๆวัน ก็จะมีกลุ่มปัญหาที่แตกต่างกันไป มีมาให้ได้ปวดหัวกันสาระพัดรูปแบบ ต้องหาทางแก้ไขกัน นี่ล่ะรสชาติชีวิต!!!
ในมุมมองของคนทั่วไปที่มอง คนชรา คนพิการ คนติดเชื้อเอดส์ คนไร้ที่ผึ่ง "ไร้ศักยภาพ หมดโอกาสทำประโยชน์" ผมเองก็เคยคิดอย่างนั้น แต่หลังจากได้ทำงานด้านนี้ มันมีคำว่า "สิทธิความเป็นคน หรือ สิทธิมนุษย์ชน" เข้ามาเอี่ยว

ไม่ว่า จะเกิดมาพิการ ติดเชื้อเอดส์ตั้งแต่แรกเกิด ไม่มีที่อยู่อาศัย ถูกลูกหลานทิ้ง ต่างล้วนมีสิทธิของความเป็นคนทั้งสิ้น และก็มีสิทธิที่จะได้รับการบริการจากภาครัฐ และ ภาคเอกชน เช่นกับคนทั่วไป
เอาเป็นว่าเกริ่นนำมายาวมากแล้ว พยายามจะวกเข้าเรื่องที่จะเล่าแต่มันตีวงให้แคบมาไม่ได้เสียที (555) เข้าเลยแล้วกัน
เมื่อปลายดือน พฤษภาคม 2551 ผมได้มีโอกาสได้ออกภาคสนามในการกวาดจับขอทาน คนเร่ร่อน คนไร้ที่พึ่ง ถามว่าคนเหล่านี้มีความผิดอะไร มันมี พรบ.ขอทาน ที่ผมเองก็ยังไม่ได้อ่านใจความ แต่จากที่ได้พูดคุยกับรุ่นพี่ที่ทำงานด้วยกันจึงทราบว่า "มันเป็นการกำจัดการสร้างบุญบนธุรกิจบาป"

เพราะว่ามีพวกผู้มีอำนาจนำคนต่างด้าวมาเพื่อทำอาชีพขอทาน (ศัพท์ที่เขานิยมเรียกกันคือคำว่า "ค้ามนุษย์" คือการหาผลประโยชน์จากมนุษย์เยี่ยงทาส)
พรบ.ตัวนี้เลยเป็นการจัดการปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ถ้าถามผมว่าดีไหม ผมตอบว่า "ดี" อย่างน้อยก็เป็นการเริ่มต้นของการจัดการกับพวกคนชั่ว หวังว่าจะมีคนเห็นและสานต่อจุดประสงค์ต่อไป
ผมได้ออกกวาดจับคนเร่ร่อนต่างๆเป็นครั้งแรก สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนว่าความตื่นเต้น ประหม่า รวมทั้งอาการกลัวจากการถูกอำของรุ่นพี่ว่า
"พวกขอทานจะมีพวกมีดสั้น อาวุธพกที่สามารถทำร้ายเราได้หากเราจะทำร้ายเขา" ก็กลัวสิ ไปทำงานนะครับ ไปทำความดี ไปราชการทำงานเพื่อสังคมทำไมต้องถูกทำร้าย (คิดในใจระหว่างการเดินทาง)

(ดูภาพแล้วอ่านข้อความข้างล่าง)
สมมุติว่าคุณต้องทำงานแบบผม แล้วขอทานในรูปคือคนที่คุณจะต้องเข้าไปจับ และบริเวณรอบๆคือตลาดที่ผู้คนมากหน้าหลายตาเดินซื้อของ เดินผ่านไป ผ่านมา คุณจะรู้สึกอย่างไรเมือต้องลงไปจับขอทาน ?(กรณีที่ 1)
แล้วคนที่มองคุณที่พาตัวขอทานไปจะรู้สึกกับคุณอย่างไร ? (กรณีที่ 2)
(ขอคำตอบด้วยนะครับเมื่ออ่านจบแล้ว สำหรับทุกคนที่เข้ามาตอบ ขอคำตอบแบบทั้ง 2 กรณี เอาแบบไม่โกหกนะครับ เราไม่โกรธกัน)
กรณีที่ 1 สำหรับผม - มันต้องหาคำพูดที่ทำให้ขอทานคนนี้เข้าใจ ด้วยความที่ภูมิหลังเรายังไม่รู้ว่าเขาเจอปัญหาอะไรมาบ้าง บวกกับแววตาของคนผ่านไป ผ่านมาที่มองเราแปลกๆ มองเราในแง่ไม่ดีแล้วล่ะ ที่มาคุยกับขอทาน (นั่นคือความรู้สึกของผม)
กรณีที่ 2 ระหว่างที่พาคุณขอทานเดินไปเพื่อรวมกลุ่มกับทีมงานคนอื่นๆ คุณลองนึกภาพขอทาน ดังนี้ อุ้มลูกจูงหลาน เสื้อผ้าโทรมๆ ดำๆ กลิ่นตัวเหม็นๆ มีแววตาที่น่าสงสารกว่าพวกดาราเจ้าน้ำตา ลูกหลานร้องไห้เสียงดัง ฯลฯ แค่นี้ก็น่าสงสารพออยู่แล้วและยังต้องถูกจับอีก คุณจึงเป็นคนเลวในสายตาของคนที่พบเห็นในทันที (ความรู้สึกของผมอีกเช่นกัน)
ความรู้สึกของผมที่มีต่อ พรบ.ขอทาน เลยดูแย่ลงไปอีก มันคือการกลั่นแกล้งคนเหล่านี้หรือไม่ ผมเฝ้าถามตัวเองในระหว่างที่เดินมา พยายามจะหาข้อดีของ พรบ.ตัวดังกล่าวโดยที่ผมเองก็ยังไม่เคยได้อ่านสักครั้ง

เมื่อถึงเวลารวมกลุ่มขอทานที่จับมาได้ ในวันนั้นมีจำนวน 15 คน ต้องบอกว่าเยอะมาก และเป็นงานแรกของผมที่ต้องเดินหาจนทั่วตลาดทุกซอกทุกมุม
มีผู้คนที่มองผมแปลกๆในช่วงที่พาขอทานเดินออกมา เข้ามาซักถาม ด้วยความที่เป็นมือใหม่ก็เลยตอบไปแบบอ้อมแอ้ม ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง พยายามจะพยายามหาเหตุผลขึ้นมาโดยที่ไม่ได้อ่าน พรบ.ขอทาน เลย แต่ชาวบ้านหลายๆคนก็เข้าใจในสิ่งที่ผมพยายามจะอธิบายให้ฟัง (555)
และก็ได้รับเสียงจากประชาชนที่นับว่าเป็นประโยชน์ก็คือ พวกขอทานเหล่านี้เป็นญาติพี่น้องของตำรวจก็มี รวมทั้งตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องต่ออาชีพของคนเหล่านี้ !!!
เมื่อถึงเวลาที่จะต้องทำประวัติผมก็ได้เจอกับรุ่นพี่ที่ทำข่าวอยู่กับ
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ท้องถิ่น เลยถือโอกาสเป็นนักข่าวสมัครเล่นช่วยรุ่นพี่ สัมภาษณ์คนโน้นที คนนี้ที (555 เลือดนักข่าวสูบฉีดเลย ผับผ่า)
ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ทั้งขอทาน และไทยมุง(คนที่มาเดินตลาด) ต่างล้วนมีประโยชน์ เช่น
1.คนเหล่านี้ขอทานเป็นอาชีพเสริม อาชีพหลักอาจจะมีญาติขายของอยู่ร้านใกล้ๆ ช่วยดูต้นทางทำนองนั้น
2.ที่ดูเหมือนคนแก่ไร้ลูกหลานเลี้ยงดู แต่จริงแล้วใช้ความน่าสงสารโดยการหอบลุกจูงหลานตัวเล็กๆมานั่งข้างๆระหว่างขอทาน สร้างความน่าสงสารมากขึ้น เรียกเงินได้มากนัก แต่ความจริงมีลูกหลานเลี้ยงดูแต่ว่าทำอาชีพขอทานแล้วได้เงินเยอะกว่า รวมทั้งลูกหลานเห็นช่องทางดีเลยสนับสนุนให้ยืมเด็กตัวเล็กๆเป็นอุปกณณ์สร้างความน่าสงสาร
3.ที่เห็นว่าจน ที่เห็นว่าพิการ แต่ด้วยสิ่งที่เขามีคือ จน บวก พิการ ทำให้บางครั้งเครื่องแต่งตัวที่เขามีมันคือของมีค่าที่ได้มาจากอาชีพขอทาน เช่น แหวนที่ไม่ได้ใส่ให้เห็น โทรศัพท์มือถือหน้าจอสี (ปัจจุบันราคาไม่ต่ำกว่า 3พัน)
4.คนบางคนขาขาด แขนขาด แต่สามารถมาอยู่ในมุมหรือทำเลที่เหมาะสมกับการขอทาน เช่นสะพานลอย ข้ามถนนได้ทั้งที่ขาขาด (คิดในแง่ดีคือเขาคงจะพยายามมากๆ คิดในแง่ร้ายญาติพี่น้องหรือแก๊งค์มาเฟียเอามาปล่อย)

5.เด็กที่ดูน่าสงสาร นั่งขอทานอยู่ข้างผู้ใหญ่ หรือจะนั่งคนเดียว ล้วนเป็นเด็กที่ผ่านการเรียนหนังสือมาแล้วแต่ไม่ได้เลิกเรียนเพราะพ่อแม่ไม่มีเงินส่งเรียน แต่พ่อแม่สอนให้มานั่งขอทานหลังเลิกเรียน เป็นการหาเงินค่าขนม เป็นว่าพ่อแม่สนับสนุน พ่อแม่เอามาปล่อยให้ขอทาน พ่อแม่หาเสื้อผ้าเก่าๆ เน่าๆให้ใส่เพื่อให้ทำเงินได้มากๆ รวมทั้งบางครั้งอาจจะซื้อน้ำแก้วเล็กๆ วางไว้ข้างเพื่อให้ลูกใช้กินเวลาขอทาน (ท่านใดที่เป็นคุณพ่อคุณแม่อยู่คงจะรันทดว่าพ่อแม่แบบนี้จิตใจทำด้วยอะไร)
นั่นเป็น ข้อมูล ที่เกิดขึ้นกับขอทานกลุ่มที่จับมาได้ ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ทุกคนกำลังเร่งสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูล ก็พบว่า ขอทานบางคนหยิบโทรศัพท์มือถือหน้าจอสี(ราคาคิดเอาเอง)โทรตามลูกหลาน
เพื่อให้นำเงินมาไถ่ตัวออกไป จนเกิดเหตุการณ์
ญาติ มิตร พี่น้องของเหล่าขอทานเหล่านี้ บางคนใส่สร้อยทอง บางคนขับมอเตอร์ไซด์มา บางคนมีเฟอร์นิเจอร์ติดตัวที่ไม่ได้บอกบอกว่าเป็นคนจน ต่างมาพร้อมกันเหมือนไม่ได้นัดหมาย (รึปล่าว)
มาถึงแสดงอาการไม่พอใจที่พวกผมทำหน้าที่แบบนี้ มาขวางการทำมาหากิน (คิดได้แค่แง่นี้อย่างเดียว ขนาดญาติพี่น้องตัวเอง ปล่อยมาขอทาน คงจะโมโหเรื่องอืนไม่ได้แล้วล่ะ)
บางคนก็พยายาม อวดเบ่ง อ้างโคตรเหง้าเป็นคนใหญ่คนโต คนมีสี มีบารมีล้นฟ้า แล้วสักพักคนเหล่านี้ก็ค่อยๆสงบสติอารมณ์ลงไปเอง ผมไม่ทราบสาเหตุเหมือนกัน ( ! )
และสิ่งที่ได้ยินจากปากญาติพี่น้องเหล่านี้ซึ่งเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ที่น่าจะเป็นประโยชน์ก็คือ
(จะเป็นไปได้ไหม คิดเอาเองนะครับ)
1.สอนสั่งลูกตัวเองดีแล้ว แต่มันมีนิสัยผ่าเหล่า "ชอบขอทาน" (คำพูดของพ่อแม่ที่ปล่อยลูกมาขอทาน)
2.ย่า/ยาย หรือคนแก่ที่มาขอทานมักจะน้อยใจคิดว่าลูกหลานไม่รัก เลยมาใช้ชีวิตข้างถนน (คำพูดของคนเป็นหลาน และคำด่าที่ก้าวร้าว)
3.เป็นการทำอาชีพเสริม ช่วยพ่อแม่หาเงิน ไม่ได้ผิดกฏหมาย (คำพูดของพ่อแม่ที่ส่งเสริมให้ลูกขอทาน)
4.ต้องการเงินเท่าไร บอกมา แล้วเรื่องจบ (คำพูดจากคนที่แต่งตัวดี)
สำหรับการทำบุญต่อขอทาน หรือจะทำบุญด้วยวิธีไหนก็ตาม ผมอยากจะให้ท่านเปิดใจคือทำบุญรูปแบบไหนก็แล้วแต่ ขอแค่ใจเรา "ให้(ความรู้สึก)เพื่อให้เกิดการให้(การกระทำ)" โดยไม่ต้องคิดถึงผลลัพธ์
นั่นคือ "บุญ" ที่เกิดกับเราแล้ว
อย่างที่พระมักจะเทศน์บ่อยๆว่า
"จะทำมากทำน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ถ้าทำแล้วไม่เดือดร้อนกับตัวเอง ทำบุญจนไม่มีกินเลยก็เป็นบาป ทำบุญเอาหน้าเพื่อให้คนเห็นว่ารวยก็ไม่ได้บุญ กลายเป็นเสียบุญเพราะความกังวลอีก"
เอาเป็นว่า จบตอนที่ 1 แค่นี้ก่อนนะครับ คอยติดตามตอนที่ 2 ต่อไปใน เร็ววันนี้นะครับ รับรองว่าวีรกรรมของขอทานเหล่านี้จะเปิดมุมมองใหม่ๆในโลกของทุกท่านได้มากทีเดียว
สวัสดีค่ะ