ความไม่เข้าใจในครอบครัวเกิดจากการสื่อสารที่ไม่เพียงพอ

วันนี้เป็นวันที่สาม...ที่ครูได้ออกเยี่ยมบ้านนักเรียน...สำหรับโรงเรียนเราทำกันมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 48 และปีนี้ก็เข้มแข็งมากขึ้นเนื่องจากเป็นนโยบายของสพฐ...การเยี่ยมบ้านวันนี้พิเศษสำหรับครู...เพราะครูตั้งใจว่าไม่ว่าบ้านศิษย์คนนี้จะไกลแค่นี้...ครูก็จะไปให้ถึง...เหตุผลเพราะครูนกสังเกตลูกศิษย์คนนี้มาตลอดว่า...เงียบและแววตาไม่สดใส ครูก็นัดหมายศิษย์ว่า ตอนเย็นวันเสาร์ประมาณ 17.00 น. ครูจะไปเยี่ยมบ้านนะ....ครูนกก็ศึกษาแผนที่ที่เจ้าลูกศิษย์เขียนให้มาล่วงหน้าจนจำได้เลยว่า..ต้องเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาตรงไหน...สุดท้ายไปไม่ถูกก็ต้องใช้การถามโชคดีว่า ถามตรงคนในครอบครัวไปถามน้องชายของลูกศิษย์ตัวเองซึ่งมาซื้อของที่ร้านค้า...เจ้าตัวน้อยไม่ถามอะไรบอกให้ขับรถตามเขาไป...คว้าจักรยานได้นำเราไปยังบ้านซึ่งเข้าไปในซอย จากการได้พูดคุยกับแม่และลูกศิษย์ของเรา...แม่เขาดีใจว่าลูกดีขึ้นจาก ม.4..แต่ก็มีปัญหาคือไม่ยอมคุยกับพ่อซึ่งไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียประมาณ 3 เดือนกลับบ้านหนึ่งครั้ง...ที่พ่อไม่กลับเพราะบ่นน้อยใจว่าลูกไม่ยอมคุยด้วย  และลูกศิษย์เราก็คุยกับน้องชายเขาน้อยมาก...เราก็เลยคุยให้เขาฟังว่า ตอนนี้เขาเป็นคนสำคัญของน้องแค่ไหน...เป็นต้นแบบ เป็นพี่ใหญ่ เป็นพ่อ...ให้เขาลองทบทวนว่า ตอนที่เขาวัยเท่าน้อง..เขาต้องการอะไรบ้าง....จากนั่นก็คุยเรื่องพ่อ...ว่าที่พ่อไม่ได้อยู่บ้านทุกวันเพราะต้องทำงาน...เพื่อครอบครัว...เพราะฉะนั้นเวลาพ่อกลับมาควรจะให้ความสำคัญกับพ่อ...แม่บอกคุณครูว่า พ่อชวนไปทานข้าวนอกบ้านไม่เคยไปด้วยสักครั้ง...จนพ่อหมดใจแล้ว...เจ้าหนุ่มน้อยของครูเลือกที่จะไปนั่งคุยกับแฟน...ครูนกก็ต้องพูดเรื่องแฟนอีกว่า การมีแฟนไม่ผิด...แต่เราต้องบริหารจัดการและจัดลำดับความสำคัญ...ครูนกแนะนำให้เขาพาแฟนไปทานข้าวร่วมกับครอบครัว...เพราะแม่ก็รู้จักแฟนแล้ว...แนะนำให้พ่อรู้จักอีกสักคนจะเป็นไรไป...ครูนกเลยขอร้องบอกว่า...ครูขอว่าครั้งต่อไปให้เขาเป็นคนชวนพ่อออกไปทานข้าว...นึกร้านไม่ออกบอกครูนก..เดี๋ยวจัดให้ แต่ครูขอและครูจะตามผลงานด้วย....พ่อจะได้ชื่นใจ  ต่อมาคุณแม่บอกว่า...ไม่ยอมทานข้าวเย็น แม่ก็หมดกำลังใจจะทำกับข้าว  ทำก็ไม่มีใครทาน...ครูนกก็เลยต้องคุยให้เห็นประโยชน์ของการทานข้าวร่วมกัน...ในฐานะเขาเป็นผู้ชายคนโตของบ้าน(ในยามที่พ่อไม่อยู่)...เป็นการพูดคุยของคนในครอบครัว...ชี้ให้เขาเห็นว่าเมื่อเราโตขึ้นไปทำงาน ไปมีครอบครัวเราอยากทานข้าวกับแม่กับคนในครอบครัว...แต่เราทำไม่ได้..เพราะอยู่ไกล...เพราะฉะนั้นทุกอย่างขอให้ทำวันนี้ไม่ต้องรอเวลา....เวลาครูนกพูดเขาก็จะยิ้มพยักหน้า...ครูนกก็เลยบอกว่า การที่พยักหน้านั่นหมายถึงการรับปากครูแล้วนะ....เป็นอะไรที่ครูนกเห็นใจทุกคน พ่อ แม่ เจ้าลูกศิษย์รวมถึงน้องชายเขาด้วย  แต่เรื่องนี้ครูนกบอกเขาว่า เรื่องที่เราคุยวันนี้ไม่ใช่ปัญหาหนัก..สรุปว่า

·     เรื่องการเรียน แก้ไขได้เนื่องเขามีสติปัญญาดี แต่ยังขาดแรงจูงใจในการเรียนทำให้ผลการเรียนไม่ดีเพราะศักยภาพเขามีมากกว่านั้น....แต่แก้ไขได้ซึ่งครูช่วยได้ ปรับแก้ได้

·     เรื่องแฟน...ขอให้เขาแบ่งเวลาใหม่ และให้คบกันเชิงสรรค์ การมีแฟนต่างโรงเรียนต่างสังกัดไม่ใช่เรื่องผิดปกติ..(แม่อยากให้มีแฟนเป็นนร.โรงเรียนเดียวกัน แผนการเรียนเดียวกัน...จะได้ช่วยกันเรียน)...ครูนกบอกว่า ความรักออกแบบไม่ได้...แต่บริหารจัดการได้

·     เรื่องพ่อและแม่...การพูดคุยกับพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญ..อย่ามองพ่อแม่เป็นของตายคุยเมื่อไหร่ก็ได้....ทำทุกวินาทีให้มีคุณค่า

·     เรื่องเพื่อนๆ ที่โรงเรียน...ทุกคนต้องปรับตัว ไม่ใช่เพื่อนไม่ใช่แนวเรา...แล้วเราจะไม่คบ  ครูนกแนะให้เขาเปิดใจ รับเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ เข้าไปในชีวิต (เขาจะเกาะติดแค่สามหนุ่มสามมุม) เพราะชีวิตวัยเรียนเป็นชีวิตที่สนุก เราควรมีความทรงจำที่ดีกับเพื่อนๆ ได้เรียนรู้นิสัยเพื่อนๆ แต่อยากให้เขาเปิดตัว เปิดใจที่จะเรียนรู้เพื่อคนไม่ใช่เพื่อคัดคนที่เราอยากคบ...แต่เรียนรู้ที่จะอยู่ได้กับทุกๆคนอย่างมีความสุข

ท้ายสุด...แม่บอกว่า ฝากครูดูแลเหมือนลูกคนหนึ่ง...การบ้านใหญ่ของครูนก...แต่ยินดีจะศึกษาโจทย์ข้อนี้...และแก้ปัญหาโจทย์ให้ดีที่สุด  จากการเป็นที่ปรึกษานักเรียน  ตนเองได้ประสบปัญหาลูกไม่คุยกับแม่หรือพ่อ...จนพ่อแม่น้อยใจ หมดกำลังใจรายนี้เป็นรายที่สอง...รายแรกประสบความสำเร็จไปแล้ว....รอลุ้นรายที่สองนะค่ะ  แต่เจอกรณีแบบนี้ครูนกก็คิดถึงเพลงของคุณธงไชย แมคอินไตย์ ทุกครั้ง...เพลง"หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ"