มาใช้ชีวิตอย่างเข้าใจในธรรมชาติของสรรพสิ่งกันเถอะค่ะ..
เมื่อวานอ่านอนุทิน เรื่อง นศ.ปี ๔ ผลการเรียนดีมากคนหนึ่งกระโดดตึกตาย ตัวเองก็ยังบ่นเสียดายอยู่..วันนี้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์หัวข้อสั้นๆ "3.18" ก็เลยทำให้ฉุกคิดว่า ชีวิตหนึ่งชีวิต จบลงไป เพียงเพราะตัวเลขเท่านั้น (ต้องขอโทษครอบครัวของน้องคนนี้ ที่เอาเรื่องนี้มาเป็นตัวอย่าง) จริงๆ ถ้ามองๆ ไปในหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างๆ เราจะเห็นการยึดมั่นถือมั่นในเรื่องต่างๆ เป็นเหตุแห่งการทำลายชีวิตเป็นจำนวนมาก..
บางครอบครัวล้มละลาย เป็นหนี้ หัวหน้าครอบครัว"รู้สึก"หมดหนทาง ก็พาเอาชีวิตของทุกคนในครอบครัวรวมทั้งตัวเองไปด้วย (ช่วงหลังจากนี้จะเป็นช่วงที่เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นมาก เพราะปัญหาเศรษฐกิจกำลังจะมาเยือน อันเนื่องมาจากปัญหาพลังงาน)
คนในสังคมแตกแยกกันเพราะ"หลักการ ความคิด การตีความ หรือคำพูด!"
บางประเทศก็รบกันด้วยปัญหา"เส้น"แบ่งเขตแดน หรือเรื่องของ"เงิน ทรัพย์สิน" หรือ"การคิดว่า"ใครมีอาวุธนิวเคลียร์"
ทำให้เห็นได้ชัดจริงๆ ว่า คนเราโดนเส้นผมบังภูเขาขนาดไหน...
ตัวเลขก็คือตัวเลข
เส้นแบ่งก็คือเส้นแบ่ง
เงินก็เป็นเพียงกระดาษ กับตัวเลขในสมุดบัญชี
หุ้นก็เป็นเพียงตัวเลขสีเขียว สีแดง บนกระดาน ในคอมพิวเตอร์
ของพวกนี้มันเป็นอนิจจังทั้งนั้น..มันไม่เที่ยง
ปัญหามันเกิดขึ้นเพราะไปยึดมันว่าเป็นของเที่ยง..มันเป็นของแน่..นี่แหละ
การเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านี้ มันจะไม่กระทบเรา ตราบใดที่เราไม่ได้ยึดมันเอาไว้เป็นสรณะ
สิ่งเหล่านี้ ถ้ามันเปลี่ยน..มันจะไม่ฆ่าเรา..
แต่สิ่งที่จะฆ่าเราได้..ก็คือผลจากการยึดมั่นถือมั่น(ในความคิด)ของตัวเราเอง..
คิดว่าเกรดน้อย..ไม่ได้เกียรตินิยม..
คิดว่านี่คือ"ของฉัน"..ตลอดไป..ใครจะมาเปลี่ยนแปลงไม่ได้..
คิดว่าฉันล้มละลาย..
คิดว่าฉันล้มเหลว..
คิดว่าสังคมรังเกียจ..
คิดว่าตัวเองอัปลักษณ์..
คิดว่าเพื่อนฝูงดูถูก..
คิดว่าฉันยังรวยไม่พอ..
คิดว่าไม่มีใครรักฉันจริง..
คิดว่าคนไม่ยอมรับ...
คิดว่าคนโน้น คนนี้เอาเปรียบเรา ทำร้ายเราเสมอ..
คิดว่ากำลังจะตายอย่างทรมาณ..
....
สิ่งเหล่านี้ มันเป็นอุปาทานทั้งนั้น....
อย่าให้อุปาทานมาหลอกเราเลย..
เราควรทำความเข้าใจว่า..ของพวกนี้มันเปลี่ยนแปลงได้
มันไม่แน่ มันเป็น"อนิจจัง"
เราควรใช้ชีวิต ทำตามหน้าที่ บทบาทของตัวเองให้เต็มที่ ผลอาจเป็นอย่างที่เราคิดหรือไม่ก็ได้..อย่าไปคาดหวัง..
การคาดหวัง ก็เท่ากับเป็นการขีด"เส้น"แบ่งความผิดหวังและความสมหวังทันที..เป็นการแยกดี ไม่ดี สร้างอุปาทานขึ้นมาทันที
มาใช้ชีวิตอย่างมีสติและเข้าใจในธรรมชาติของสรรพสิ่งกันเถอะค่ะ..
อย่าให้การยึดมั่นถือมั่นมาทำร้ายตัวเราเองอีกเลย..
เห็นด้วยกับอาจารย์กมลวัลย์ครับ ...
ชีวิตที่นับถือแค่ตัวเลข ตัวเลขที่ไม่สามารถวัดความเป็นคนดี คนเลว ได้ ... แต่ก็ยึดมั่นไปแล้ว ผ่านมาแล้ว และสายไปแล้ว
เคยมีเพื่อนนั่งร้องไห้ เพราะไม่ได้ A ... ส่วนพวกเรียนไม่เก่งอย่างเราได้ C นั่งหัวเราะ ฮ่า ๆ ด้วยความสุข
ครูเขาลืมสอนเรื่องชีวิตให้กับเด็กหรือเปล่า
สภาพแวดล้อมที่มีแต่คนเก่งสอนให้เขาต้องคิดแบบนี้หรือเปล่า
ครอบครัวสนใจเรื่องนี้หรือเปล่า
คำถามมีอยู่มากมาย ล้วนเป็นไปได้ทั้งหมด
แต่ ... คงต้องใช้กรรมต่อไปอีกหลายชาติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นกรรมหนัก
ขอบคุณครับอาจารย์ :)
เจริญพร
เหตุการณ์นี้ทำให้สงสัยขึ้นมาว่าเกิดอะไรกับ EQ ของสังคมไทยครับ ชีวิตมีความซับซ้อน ไม่ได้เป็นสมการเชิงเส้นสักหน่อย
ทุกข์ก่อเกิดข้างใน ตัวตน
ยึดถือแน่นติดทน ทุกเรื่อง
บ้าบอนั้นล้วนคน สร้างขึ้น เองนา
ไร้ปล่อยวางใครหา ช่วยได้ ไม่มี
ขอบรรยายความรู้สึกกับเรื่องแบบนี้ด้วยโคลงแล้วกัน อารมณ์กวีพลุ่งพล่าน
สวัสดีค่ะอ.วสวัตฯ
ต้องยอมรับว่าเด็กบางคนนั้นไม่สามารถแยกออกได้ว่า อะไรคือสาระสำคัญของชีวิตจริงๆ ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงน้องคนนี้ที่จบชีวิตตัวเองนะคะ.. เด็กๆ รุ่นนี้ถูกเลี้ยงมาด้วยการตั้งเป้าและรางวัลตั้งแต่เด็ก..รุ่นพ่อแม่มองเห็นใบปริญญาและวิชาชีพเป็นใบเบิกทางของชีวิต สังคม/สื่อก็ช่วยกันประโคมคนที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย เรียนเก่ง กันเพียงด้านเดียว..ประมาณว่าลงทุนน้อยแต่ได้ผลตอบแทนสูง พอกระแสมาแบบนี้ พ่อแม่ก็เลี้ยงมาแบบนี้.. โอกาสที่เด็กจะรู้ว่ามันเป็นเพียงตัวเลขมันน้อยมาก..เพราะสำหรับเขา..ตัวเลขได้กลายเป็นตัวตัดสินทุกอย่างในชีิวิตไปเสียแล้ว..
โทษเด็กก็ไม่ได้..จะว่าพ่อแม่ที่หวังดีต่อลูกก็คงไม่ใช่.. แต่มันเป็นที่ระบบและสังคมที่ขาดความเข้าใจ มันเป็นที่สื่อ ที่มีด้านเดียวเป็นส่วนใหญ่..
อ่านข่าว"3.18"แล้วมันสะดุดใจ ก็เลยต้องมาเขียนเอาไว้เป็นเครื่องเตือนใจกันค่ะ
ขอบคุณที่อาจารย์แวะมา ลปรร นะคะ
กราบนมัสการหลวงพี่มหาชัยวุธ
เรื่องหลอกล่อและอุปาทานในชีวิตมีมากจริงๆ..มันมาติดตัวตั้งแต่เด็กๆ..ต้องค่อยๆ แกะ กันไปเรื่อยๆ ค่ะ
สาธุเจ้าค่ะ _/|\_
สวัสดีค่ะคุณ Conductor
บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะว่าอะไรเกิดขึ้นกับ EQ ของเด็กๆ หรือสังคมไทย
รู้สึกได้แต่ว่ามันเป็นกรรมที่สะสมกันมานาน..และได้ร่วมกันสะสมไว้..ผลจึงเป็นเช่นนี้ค่ะ
สวัสดีจ๊ะน้องซูซาน
ตอนพี่เห็นตัวเลข 3.18 ก็รู้สึก"วูบ"ไปเหมือนกัน..จิตตก..
เดาว่าต้องเป็นข่าวนี้แน่นอน..แต่วิธีการที่เขานำเสนอหัวข้อข่าวทำให้พี่คิดถึงเรื่องการตัดสินชีวิตด้วยตัวเลขขึ้นมาทันที...
อยากบรรยายเป็นบทกลอนเหมือนกัน แต่ทำไม่เป็น..บันทึกนี้ก็ใช้เวลาเขียนอยู่นาน..อยากจะสื่อความรู้สึกออกไปมากๆ เหมือนกัน..
กลอนของหลวงพี่กับของน้องเนี่ยสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีจริงๆ
แวะมาอีกครับ ผมคิดว่าเป็นกันทั้งสังคมเป็นส่วนใหญ่
ถ้าว่าเด็ก ก็ต้องว่าผู้ใหญ่ด้วย + ถ้าว่านักการเมือง ก็ต้องว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย + ถ้าว่าสื่อ ก็ต้องว่าผู้บริโภคข่าวสารด้วยครับ -- เราดูแต่ผลโดยไม่ดูสาเหตุไม่ได้
เห็นด้วยค่ะคุณ Conductor ว่าปรบมือข้างเดียวไม่ดังแน่ๆ ต้องมองทั้งสองด้าน เพียงแต่คิดว่าด้านหนึ่งอาจมีอำนาจในการ manipulate มากกว่า? ส่วนอีกด้านก็อาจจะมี ignorance ประกอบ? ก็เลยออกมาเป็นแบบนี้..
อ.ตุ๋ยเขียนบันทึกนี้ตรงกับใจที่คิดไว้มานานมากค่ะ ในเรื่องของความคาดหวัง เพราะจะบอกทุกๆคนที่ใกล้ชิดเสมอๆในเรื่องนี้ เพราะจะทำให้ผิดหวังเมื่อไม่เป็นตามที่คาดไว้..
ขอบคุณค่ะที่นำมาย้ำเตือน..
สวัสดีค่ะพี่อุ๊
คนที่เข้าใจถึงความไม่แน่อน และเข้าใจเรื่องข้อเสียของการตั้งความคาดหวัง(แบบยึดติด) เป็นคนที่มีปัญญาค่ะ จริงอยู่การคาดหวัง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาในโลกใบนี้ แต่การพัฒนาก็ยังมีทั้งในทางที่ดีและไม่ดี เหมือนกับทุกอย่าง
คิดถึงมีดค่ะ มีทั้งด้านด้านคม และด้านที่เป็นสัน... นึกถึงมีดที่ใช้หั่นของให้ขาดออกจากกัน กับนึกถึงมีดที่เป็นอาวุธทำร้ายกัน.. .. ไปเรื่อยแล้วค่ะ ^ ^
* เขียนได้โดนใจมาก
* ปัญหามีไว้แก้ไข
* แต่ปัญหาบางอย่างมันแก้ไม่ได้
* สิ่งสำคัญที่สุดเราต้องมีคนที่เข้าใจเรา คนๆนั้นจะเป็นใครก็ได้ แต่ต้องเป็นคนที่เราไว้วางใจ ที่เราสามารถพูดได้ทุกเรื่อง
* คนที่ได้รับความไว้วางใจสำคัญที่สุด ที่คุณจะเป็นที่ปรึกษาชีวิตของใครบางคน
* คนเราไม่ได้ยึดติดกับตัวเลข แต่ตัวเลขมามีบทบาทสำคัญเหนือชีวิต และมีคนหมู่มากที่ยังนับถือตัวเลขอยู่ ใครมีตัวเลขเยอะคนนั้นคือคนสำคัญ ถ้าเราขจัดความคิด "ตัวเลข" ออกได้ สังคมจะน่าอยู่กว่านี้
สวัสดีค่ะคุณครูละเอียด
เห็นด้วยค่ะว่าถ้าเราสามารถลดการยึดถือตัวเลขเป็นสรณะ หรือบูชาตัวเลขไปได้ โดยเข้าใจว่าตัวเลขเป็นแค่เครื่องมือ แต่ไม่ใช่ตัวตัดสิน กะเกณฑ์ชีวิต ก็คงจะดีไม่น้อย
เห็ํนด้วยนะคะว่าปัญหาบางอย่างมันแก้ไม่ได้จริงๆ เพราะมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราเพียงผู้เดียว.. นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับและเข้าใจ และหาทางเลี่ยงปัญหาหรือยอมรับปัญหาไป.. การมีใครสักคนไว้หารือ พูดคุยก็เป็นสิ่งที่ช่วยได้มาก ... ที่สำคัญ เราต้องเข้าใจและยอมรับตัวเอง..เข้าใจธรรมชาติของเราเอง ของสิ่งแวดล้อม ก็คงผ่อนหนักเป็นเบาได้แน่ๆ
ขอบคุณที่แวะมา ลปรร นะคะ
สวัสดีค่ะอ.ขจิต
ตัวเลขเต็มไปหมดเลยนะคะ โดยเฉพาะสามสิบกว่าๆ น่ะ ^ ^
เรื่องการที่เกรดกับการประสบความสำเร็จในชีวิตหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่เด็กบางคนไม่ค่อยรู้จริงๆ.. เวลาสอนเขาก็จะพยายามบอก..เรียนให้ได้ความรู้ ไม่ใช่เกรด ถ้ามีความรุ้ รับรองทำข้อสอบอาจารย์ได้.. แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินขนาดไหนนะคะ.. เด็กบางคนเติบโตมากับตัวเลขที่เขาคิดว่าเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพเขาจริงๆ น่าเห็นใจค่ะ
สวัสดีค่ะอ.สุพักตร์
เห็นด้วยค่ะว่าเด็กคนที่สองเป็นคนที่มาความสุชในการดำรงชีวิตกว่าคนแรกเยอะเลย..
คงต้องช่วยกันเน้นให้เด็กๆ รับรู้ว่า เกรดไม่ใช่ตัวตัดสิน แต่คุณงามความดีของเขา ความตั้งใจของเขาต่างหากที่เป็นตัวชี้วัด..ซึ่งก็ไม่สามารถวัดมาเทียบกันเป็นตัวเลขได้..
บทเรียนจากข่าวนี้ทำให้ต้องหันกลับไปปรับปรุงวิธีการสื่อสารกับเด็กๆ มากขึ้นด้วยค่ะ สร้างภูมิคุ้มกันอย่างที่อาจารย์บอก แม้จะเล็กน้อย ก็ยังดีค่ะ
มันเป็นเช่นนั้นเอง
....
เดี๋ยวนี้พัฒนาขึ้นค่ะ
ขอบคุณนะคะ
สวัสดีค่ะพี่อึ่งอ๊อบ
ูปรัชญาล้ำลึก
ดีใจที่พี่บอกว่าพัฒนาขึ้น แล้วอย่าลืมสอนกันมั่งล่ะ ^ ^