สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าเป็น “อัตลักษณ์ทางความคิด” คิดว่าตัวกู ของกู เอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนมีแต่ไม่ ไม่รับ ไม่ใช่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่เห็นด้วย

 

ด้วยลุงเอกกำลังจะเปิดหลักสูตร"การเสริมสร้างสังคมสันติสุข"ของสถาบันพระปกเกล้า  หลังจากกลั่นความคิดผลิตหลักสูตรที่ว่า  ไม่เหมือนใคร  เพราะความเหมือนนำสู่จุดจบ  ไม่ยึดติดรูปแบบ  และไม่ยึดติดตำรา

โดยจะศึกษาบนพื้นฐานกรณีศึกษา Cases Based  ตำราตามมาต่อยอดที่หลัง  ในทางกลับกันเวลาเรียนจะลงพื้นที่มากกว่าอยู่ในห้อง 

จากกรณีศึกษาก็จะเอาผู้เข้าเรียนเป็นศูนย์กลาง  กว่าจะผ่านด่านมาได้ก็ต้องชี้แจงกันสุดๆ  เพราะส่วนใหญ่คนจะติดตำรา  สุดท้ายก็ยอมรับอย่างยิ่งครับ

อยากเรียกว่าคนที่มาอยู่ในศูนย์เรียนรู้แห่งนี้  จะมีสองสถานะคือนักศึกษาและเป็นวิทยากรไปพร้อมๆกัน

ที่น่าดีใจยิ่งกว่า  แต่ละคนที่สมัครและเชิญมาเรียน  คนที่ผมเชิญมาเรียนเพื่อร่วมสร้างสังคมใหม่คือ ครูบาสุทธินันท์  อีกท่านคืออัยการชาวเกาะ  วันที่ 9 จะประกาศชื่อคงต้องฮือฮา  แม้พันธมิตรก็เชิญมาเรียนด้วย

ทำไมต้องเปิดหลักสูตรนี้ ลุงเอกจะร่ายให้ฟัง 

ความเป็นไปในชาติขณะนี้  มีความขัดแย้งทางความคิด  ที่นับวันจะกลายเป็นรอยร้าวลงลึก  สังคมแบ่งแยกกันเป็นก๊ก เป็นเหล่า พวกฉัน พวกเธอ พวกเขา  จะดีกว่าไหมถ้าสังคมไทยมีแต่ พวกเราแม้เรากับเขาจะคิดไม่เหมือนกัน  แต่เราอยู่ ร่วมกันได้ภายใต้สังคมสันติสุข 

 ดูเหมือนว่าความแตกต่างทางความคิด  ความเชื่อ  ความอัตตลักษณ์ของสังคมไทยกำลังพัฒนามาไกลไปทางเหวลึก  จุดไฟลุกลามเป็นความแปลกแยก ขัดแย้ง ความร้าวฉาน  สังคมไทยกำลังถูกคุกคาม  ต้องการได้รับการเยียวยาก่อนสายเกินไป

 

สังคมไทยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่าเป็น อัตลักษณ์ทางความคิดคิดว่าตัวกู ของกูเอาตัวเองเป็นใหญ่ ทุกคนมีแต่ไม่ ไม่รับ ไม่ใช่ ไม่ฟังเหตุผล ไม่เห็นด้วย” บนสังคมรากฐาน ไม่บั่นทอนสังคมที่ผาสุข

ถึงเวลาที่ต้องใช้ สมานฉันท์เข้าเยียวยา ผ่านหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุขซึ่งเป็นหลักสูตรปฐมฤกษ์ของสถาบันพระปกเกล้า  ที่อดีตเรามีแต่สอนการแก้ปัญหา  แต่การป้องกันปัญหากลับละเลย  จึงทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างในระดับประเทศ และเป็นไปอย่างไม่มีเหตุผล

เราเลยอยากสร้างสังคมสันติสุข ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขภายใต้ความแตกต่างทางความคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา

ด้วยแนวคิดนี้จะใช้การสอนรูปแบบใหม่ คือ เรียนด้วยระบบสัมผัสกับประสบการณ์จริง ลงพื้นที่ 2 ใน 3ของเวลาเรียน ทุกๆ ที่คือห้องเรียน ฟังมากกว่าพูดเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  มองว่าการลงพื้นที่ และการเรียนนอกห้องเรียน ต้องมีกระบวนการเปิดใจคุยถึงข้อขัดแย้งที่เกิด เพราะคนเราความเห็นแตกต่างกันได้แต่ต้องไม่เกิดการ แตกแยกซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเป็นสิ่งสำคัญทำให้เราเข้าใจความคิดของคนแต่ละกลุ่ม

การเรียนในหลักสูตรนี้จึงไม่ตายตัว  ว่าจะเจาะปัญหาใดปัญหาเดียวแต่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย  จึงเป็นแหล่งรวมตั้งแต่ ปราชญ์ชาวบ้าน  ดอกเตอร์ ศาสตราจารย์ เอ็นจีโอข้าราชการ ที่มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ สร้างให้สังคมไทยแห่งนี้มีแต่รอยยิ้ม

หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาจากแนวคิด นอกกรอบเดิมๆซึ่งแต่ละเดือนจะมีการศึกษาสิ่งที่แตกต่างกันของคนในสังคมอย่างกิจกรรมกรณีศึกษาแรกคือคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อยพลัดถิ่นที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย ซึ่งจะต้องลงพื้นที่คลุกกับคนในท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกันและกัน

เราจะพาไปศึกษากรณีของก๊ก มิน ตั๋ง ที่อยู่บนดอยแม่สลองไปดูว่าทำไมเขาเข้ามาอยู่เมืองไทยนานแล้วถึงไม่ได้สิทธิ ไม่ได้เป็นคนไทยเสียที

แม้แต่สังคมอีสานที่โครงสร้างสังคมผิดเพี้ยนไปอย่างแรง คนอีสานกว่า 2แสนคนย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากที่ยุโรป แต่คนต่างชาติกลับเข้ามาแทนที่ในอิสาน

ตอนนี้กลับตาลปัตร คนยุโรปไปอยู่อีสาน เป็นอะไรที่แปลกประหลาดต่อไปควายที่หายไปจากอีสานจะกลับมาใหม่ให้ฝรั่งมาไถนาแทน เพราะเขาชอบ  เขารักธรรมชาติแต่เราทำลายและทิ้งถิ่นหมด"

 ต้องมาศึกษาว่าทำไมโครงสร้างสังคมมันถึงผิดเพี้ยนอย่างนี้

การเรียนที่เน้นกรณีศึกษาหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกเดือน และกลับมาถกกันถึง "รากเหง้า" ของปัญหาทุกคนจะต้องเรียนทุกกรณีศึกษาเหมือนกันแต่จะศึกษาในเชิงลึกแตกต่างกัน เช่น เรื่องคนชายขอบในเรื่องเดียวกันกลุ่มหนึ่งจะต้องศึกษาเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของชนกลุ่มน้อยอีกกลุ่มต้องศึกษาชนกลุ่มน้อยกับความมั่นคงของประเทศ 6กลุ่ม 6ประเด็นเพื่อให้มองปัญหาที่หลากหลายและครอบคลุม

การทำกรณีศึกษามีข้อเสนอที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผ่านเวที เปิดใจของคนที่เกี่ยวข้องทุกส่วนภาคเป็นเวทีคุย เปิดอกพูด  เพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรในสังคมไทย  ที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกันไม่ใช่มองการแก้ปัญหาแบบท่อใครท่อมัน ท่อทหารก็แก้แบบทหารท่อสมานฉันท์ก็มองภาคประชาชนอย่างเดียว ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ทั้งที่เป็นปัญหาระดับชาติแต่ไม่เคยมาเจอกันแต่หลักสูตรนี้เราจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน

รูปแบบของกระบวนการสอน เปิดใจซึ่งจะเป็นปัจจันแห่งความสำเร็จของหลักสูตร  ในความคิดของลุงเอกคือทำให้ในหลายๆมิติของสังคม  ได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกันเข้าใจมุมคิดของคนต่างมิติ ไม่ยึดติดเอาว่า ตัวกู ของกูโดยการเปิดเวทีประจันหน้าระหว่างคนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ในท้องที่ เอ็นจีโอ ทหารและผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ

เชื่อว่านี่คือการพลิกรูปแบบการเรียนใหม่ ที่ไม่ ยึดติดกับตำราแต่เป็นการผสมผสานกับ ความเป็นจริงในชีวิตช่วยแก้ไขไปในทางเดียวกัน

ตำรานั้นแค่นำมาต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นแต่ทุกวันนี้เราเอาตำรามาเถียงทั้งที่ตำราเป็นของใครก็ไม่รู้และจะเอามาประยุกต์ใช้ได้จริงหรือเปล่าไม่รู้ต้องเอาหลักความจริงมาใช้

นอกจากนี้เรายังไม่ได้สอนแค่ความรู้อย่างเดียวเราสอนวิธีดำรงชีวิตในสังคมที่หลากหลายและแตกต่าง จะดำรงอยู่ได้อย่างไรเพราะตรงนี้เหมือนสังคมหนึ่งอยู่ได้มั้ย  ถ้าอยู่ไม่ได้ก็อยู่กับสังคมใหญ่ไม่ได้แน่นอน"