ผู้มีสมาธิย่อมอยู่อย่างสงบ สงบจากโลกธรรมที่แผดเผา
อันโลกธรรมนี้เล่ากล่าวคือ มีลาภ เสื่อลาภ มียศ เสื่อมยศ สุข ทุกข์ สรรเสริญและนินทา ผู้ที่มีสมาธิย่อมสงบและสงัด ไม่เร่าร้อน กระวนกระวายจากโลกธรรมทั้ง ๘ เหล่านี้

อันความเร่าร้อนจากโลกธรรมที่แผดเผา เปรียบประหนึ่งไฟในขุมนรกที่ร้อนถึงขนาดหินก้อนใหญ่เท่าภูเขา ถ้าทิ้งให้ตกลงไปในไฟนี้ หินก้อนนั้นยังสลายไปในพริบตา
ความเร่าร้อนแห่งโลกธรรมนี้ก็เช่นเดียวกัน เผาผลาญดวงจิตให้รุ่มร้อน กระวนกระวาย ไร้ความสงบมานับภพนับชาติ

มนุษย์ผู้ชื่อว่าเจริญทั้งหลาย วันนี้หากท่านมีศีลเป็นพื้นฐานแห่งชีวิต สมาธิที่เกิดขึ้นจากการที่มีศีลเป็นพื้นฐาน ย่อมมีอานิสงส์มาก มีผลมาก ศีลนี้เองที่ทำให้เกิดสมาธิ เป็นความสงบใจ ซึ่งสามารถใช้ดับเสียได้ซึ่งไฟแห่งความเร่าร้อนนั้น   บุคคลที่มีจิตเป็นสมาธิย่อมสงบอยู่ได้ไม่กระวนกระวาย

กล่าวคือ เมื่อโลกธรรมแผดเผา กระพือพัดซัดสาดเข้ามาครั้งใด
สมาธิที่มีศีลเป็นพื้นฐานนี้ย่อมทำก่อให้เกิดปัญญาฟาดฟัน ย่ำยี และเชือดเฉือนกิเลสและอาสวะต่าง ๆ ให้เบาบางและหมดสิ้นไป

บุคคลที่มีศีลเป็นพื้นเป็นฐาน ใจย่อมอยู่สบาย มีจิตปลอดโปร่ง เปรียบเสมือนดั่งเรือนที่บุคคลปัดกวาด เช็ดถูเรียบร้อย ปราศจากเลือดและฝุ่นเป็นที่รบกวน เรือนนั้นย่อมอยู่สบาย ไร้โทษ ก่อประโยชน์ให้กับบุคคลซึ่งเข้าไปใช้และอยู่อาศัยนั้น

วันนี้เราเกิดมาเป็นมนุษย์และได้พานพบพระพุทธศาสนา มีอัตภาพร่างกายนี้เป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัย ดังนั้นขอให้จิตและใจเรามีศีลเป็นพื้นฐาน เพื่อกวาดกายและกวาดใจให้สะอาดจากฝุ่น ชำระล้างซึ่งสิ่งสกปรกนั้นคือกิเลสและตัณหาทั้งหลาย
ใช้อัตภาพร่างกายนี้เพื่อสร้างสรรค์ สั่งสม คุณงามความดี คิดดี พูดดี ทำดี ตลอดชั่วอายุตน...