จุลินทรีย์บำบัดก๊าซมีเทน
ภาวะโลกร้อน หรือ global warming เป็นคำที่ได้ยินและฮิตติดปากในยุคปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่มีใครไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน เป็นที่รู้กันดีว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เนื่องมาจากการปลดปล่อยของก๊าซเรือนกระจก หรือ green house gases สู่บรรยากาศของโลกในปริมาณมาก จนทำให้เกิดการขัดขวางสมดุลย์ของการไหลเวียนก๊าซต่างๆ ในบรรยากาศ ผลที่ตามมาคือ ชั้นบรรยากาศของโลกเก็บกักความร้อนไว้มากจนมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลทำให้เกิดภาวะความแห้งแล้งรุนแรง ภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนานกว่าปกติ และส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพระบบนิเวศน์ สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวไม่ได้ จะตายและสูญพันธุ์ไป
แหล่งที่มาของก๊าซมีเทน
ก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์เป็นผู้ผลิตและใช้เป็นจำนวนมากจากกิจกรรมต่างๆ ส่วนใหญ่มาจาก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ทำให้เกิดพลังงานความร้อนสะสมในบรรยากาศของโลกมากที่สุด รองลงมาคือ ก๊าซมีเทน นอกจากกนี้ยังมีก๊าซไนตรัสออกไซด์ และสารคลอโรฟลูออกโรคาร์บอน
สำหรับมีเทนซึ่งจัดเป็นก๊าซที่ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก รองลงมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น ในปี 2541 พบว่า ประเทศไทย มีการปลดปล่อยออกมาสู่บรรยากาศ ถึงร้อยละ 27 ของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ก๊าซมีเทน เป็นก๊าซที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากการหมักหมมสิ่งปฏิกูลในการเลี้ยงสัตว์ ขยะและของเสีย การทำนาที่ลุ่มน้ำท่วมขัง การเผาไหม้เชื้อเพลิงถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และการทำเหมืองถ่านหิน
ในทางเกษตรกรรม อย่างการเลี้ยงสัตว์ การทำนาข้าว และของเสียจากชุมชน อย่างหลุมฝังกลบขยะ ก๊าซมีเทนที่เกิดขึ้น มาจากการย่อยสลายของจุลินทรีย์กลุ่มที่ไม่ใช้อากาศ ซึ่งจะให้ผลผลิตเป็นก๊าซมีเทนออกมา แต่ด้วยกระบวนการทางระบบนิเวศน์ ในธรรมชาติจึงมีกลุ่มของจุลินทรีย์ที่สามารถใช้ก๊าซมีเทนเป็นอาหารได้เกิดขึ้น ก๊าซมีเทน-แหล่งอาหารของจุลินทรีย์
มีจุลินทรีย์กลุ่มเมทาโนโทรฟ (methanotroph) สามารถเปลี่ยนรูปก๊าซมีเทนที่เกิดขึ้น ให้กลายเป็นสารที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาวะเรือนกระจกได้ ผู้ค้นพบครั้งแรก คือ Sohngen ซึ่งได้ทำการคัดเลือกสายพันธุ์แบคทีเรียจากดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่สามารถใช้มีเทนเป็นแหล่งอาหารเพื่อการเจริญเติบโตได้ในปี 2449 และได้ตั้งชื่อสายพันธุ์แบคทีเรียนี้ว่า บาซิลลัส มีเทนนิคัส (Bacillus methanicus) ซึ่งปัจจุบัน ถูกปรับเปลี่ยนชื่อเป็น เมธิลโลคอคคัส แคปซูลาตัส (Methylococcus capsulatus)
ปัจจุบันแบคทีเรียกลุ่มนี้ มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือกลุ่มที่สามารถทำงานในสภาพมีอากาศ และกลุ่มที่สามารถทำงานได้ในสภาพไม่ใช้อากาศ กลุ่มที่ทำงานในสภาพมีอากาศ จะผลิตเอ็นไซม์มีเทนโมโนออกซิจีเนส (methanemonooxygenase: MMO) เพื่อใช้ก๊าซมีเทนเป็นแหล่งอาหารในการเจริญเติบโต ผลิตผลที่ได้ออกมาไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่วนกลุ่มที่ทำงานในสภาพไม่ใช้อากาศ จะทำการเปลี่ยนรูปก๊าซมีเทน ในกลไกการเกิดปฏิกิริยาก๊าซมีเทน ผลผลิตที่ได้จะถูกนำไปใช้เป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียที่ใช้ซัลเฟตในกระบวนการหายใจ
การใช้ประโยชน์จากแบคทีเรียเมทาโนโทรฟ
หลายคนสงสัยว่า ทำไมมีจุลินทรีย์ชนิดนี้มานาน แต่ไม่มีการศึกษาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว นั่นอาจเป็นเพราะยังไม่ใช่ประเด็นร้อนที่มีการกล่าวถึงมากเหมือนในยุคปัจจุบัน ซึ่งทุกวันนี้มีการศึกษาของนักวิจัยต่างประเทศ ในการทดสอบการใช้ดินที่มีแบคทีเรียกลุ่มเมทาโนโทรฟอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ มาใช้เป็นดินปิดทับหน้าชั้นขยะของหลุมฝังกลบขยะ เพื่อลดก๊าซมีเทนที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ แล้วแต่ว่าการนำมาใช้ประโยชน์นั้นได้มีการประเมินแล้วว่ามีความคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ ทั้งนี้ปริมาณการลดลงของก๊าซมีเทนในระบบ จะขึ้นอยู่กับการปรับปัจจัยเอื้อต่างๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญของแบคทีเรียกลุ่มเมทาโนโทรฟ
ผลการศึกษา แสดงให้เห็นว่า โดยธรรมชาติแล้ว แหล่งกำเนิดของก๊าซมีเทนตามธรรมชาติมีได้ในทุกที่ เมื่อมีสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ผลิตเกิดขึ้น ย่อมมีสิ่งมีชีวิตอีกประเภททำหน้าที่เป็นผู้บริโภค เพื่อทำให้เกิดสมดุลย์ของระบบนิเวศน์ เว้นเสียแต่ว่า มีปัจจัยเสริมต่างๆ ที่เป็นการเอื้อต่อสภาวะที่ทำให้มีการเสียสมดุลย์เกิดขึ้น
ดังนั้น ในอนาคตจึงเป็นไปได้ที่จะนำสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆนี้ มาใช้ประโยชน์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในการช่วยลดมลพิษและภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในปัจจุบันได้ เมื่อมีการศึกษา พัฒนา และนำไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม
“ขนาดจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ ยังเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานช่วยลดภาวะโลกร้อน แล้วคุณล่ะ ทำอะไรเพื่อโลกของเรา ในการลดไม่ให้โลกร้อนขึ้น หรือยัง”
ตัวอย่างเซลแบคทีเรียเมทาโนโทรฟ
ภาพจาก microbewiki.kenyon.edu
เอกสารอ้างอิง
- www.wikipedia.org
- Dianou, D. and Adachi, K. 1999. Characterization of methanotrophic bacteria isolated from a subtropical paddy field. FEMS Microbiol. Lett. 173 (1): 163-173.
- Institute for Global Environmental Strategies. 2006. CDM Country Guide for Thailand. Sato printing Co. Ltd., Japan.
- Mancinelli, R. L., and McKay, C. P. 1985. Methane-oxidizing bacteria in sanitary landfills. In First International Symposium on Biotechnological Advances in Processing Municipal Wastes for Fuels and Chemicals, ed. A Antonopoulos, pp. 438-450. NY.
- Mancinelli, R. L. 1995. The regulation of methane oxidation in soil. Annu. Rev. Microbiol. 49: 581-605.
- Whalen, S. C., Reeburgh, W. S., and Sandbeck, K. A. 1990. Rapid methane oxidation in a landfill cover soil. Appl. Environ. Microbiol. 56: 3405-3411.
นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้คิดค้นหาวิธีป้องกันมลภาวะเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ยาเม็ดป้องกันไม่ให้วัวผายลม
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Hohenheim เชื่อว่า วัวจากฟาร์มต่างๆ มีส่วนทำให้เกิดมลภาวะเรือนกระจก หรือ Greenhouse gas ประมาณ 4% ยาเม็ดที่คิดค้นขึ้นมานี้ จะช่วยให้สภาพอากาศบริเวณโดยรอบดีขึ้นอีกมาก
รวมทั้งการที่ก๊าซในกระเพาะของวัวลดลงจะทำให้วัวมีสุขภาพดีขึ้น และให้น้ำนมมากขึ้นอีกด้วย แต่มีปัญหาอย่างเดียว คือ ยาเม็ดที่ว่าจะมีขนาดราวๆ ลูกคริกเก็ต และยังหาวิธีให้วัวกลืนกินเข้าไปไม่ได้
“ขนาดจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ ยังเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานช่วยลดภาวะโลกร้อน แล้วคุณล่ะ ทำอะไรเพื่อโลกของเรา ในการลดไม่ให้โลกร้อนขึ้น หรือยัง”
-- แหม เจอบรรทัดนี้เข้าไป ผมอายเลยน๊ะครับเนี่ย
เป็นความรู้ดีมากค่ะ ช่วยๆกันสร้างความตระหนักในปัญหา และช่วยกันคนละไม้ละมือในการแก้ปัญหา
ฝีมือการเล่าเรื่องที่ผ่านมาทั้งสองเรื่องทำได้ดีนี่คะ แถมค้นคว้าอ้างอิงมาอย่างดีอีกด้วย
เขียนอีกๆนะคะ
แว็บเดียวก็มีคนมาแสดงความคิดเห็นเยอะแยะแล้ว สงสัยจะต้องเขียนบทความเพื่อกระตุ้นเตือนให้ทุกคนได้ตระหนักถึงภาวะโลกร้อน และด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ
เป็นกำลังใจให้กับครุ่นใหม่
ขอบคุณค่ะสำหรับความรู้เพิ่มเติมที่ให้ คำแนะนำดีๆ และการให้กำลังใจ
ขอบคุณจากใจค่ะ
ขอบคุณค่ะ ความรู้ที่ดีดี รู้จริง รู้ลึก รู้กว้าง สมควรเป็นแบบอย่าง และควรขยายผลอย่างยิ่ง ช่วยกันเพื่อโลกของเรา
อ่านแล้วเข้าใจขึ้น แต่คงต้องมาอ่านอีกหลายครั้ง
หรือ ขออนุญาต นำไปแชร์ Reference เป็นความรู้ ครับ
อ่านแล้วเข้าใจขึ้น แต่คงต้องมาอ่านอีกหลายครั้ง
หรือ ขออนุญาต นำไปแชร์ Reference เป็นความรู้ ครับ