ผมหายไปจากการเขียนบันทึกเกือบสัปดาห์ครับ ไม่ได้อู้นะครับ เพียงแต่ไม่สบายครับ เริ่มอาการตั้งแต่วันศุกร์ ชัดๆ ก็วันเสาร์ แต่พยายามฝีนสังขารไปร่วมงานสัมมนาก่อนฝึกของสาขาวิชาชีพครู จริงๆ ดูแล้วว่าไม่ควรไปเท่าไรเพราะตอนนั้นมองอะไรๆ ก็เริ่มเป็นสีเหลืองแล้ว แต่เกรงหัวหน้าสาขาวิชาจะเข้าใจผิดว่า ทีงานสาขาแล้วผมไม่ให้ความร่วมมือ ไปครึ่งวันครับ หลังทานข้าวเที่ยงก็ขอกลับเลย นอนยาวตั้งแต่เที่ยงไปจนถึงเช้าอีกวันหนึ่ง (ไม่มีลูกๆ คอยกวนครับเพราะไปบ้านยายกันหมด) สุดท้ายเที่ยงวันจันทร์ตัดสินใจไปหาหมอดีกว่า ได้ยากลับมาถุงหนึ่ง แล้วก็มานอนต่อที่บ้าน ฮิฮิ ได้ขาดงานไปหลายวันครับ (สบายใจอย่างบอกไม่ถูก) วันอังคารบ่ายอาการดีขึ้นมาหน่อยหนึ่งเลยไปโพล่หน้าที่ทำงาน ปรากฏขากลับโดนฝนมาสองสามเม็ด (ยืนยันว่าสองสามเม็ดไม่เกิน) นึกไม่ถึงว่า สองสามเม็ดนั่นจะทำให้ผมนอนซมใหม่ได้อีกรอบหนึ่ง

เช้าวันต่อมา เลยต้องใช้กำลังใจที่เข้มแข็งพยุงตัวเองไป มอ.ตั้งแต่เช้าครับ ความจริงมีเรียนช่วงบ่ายแต่ต้องไปตั้งแต่เช้าเนื่องจากผมยังต้องไปเคลียร์งานชิ้นหนึ่ง เป็นข้อสอบวิชาสถิติการวิจัย จากห้าข้อผมติดจริงๆ อยู่หนึ่งข้อครับ ทำมาเป็นสัปดาห์ๆ ก็คิดไม่ออก (แต่สัปดาห์นี้ไม่ได้หยิบมาทำเลยเนื่องจากไม่สบาย) เลยต้องโทรไปรบกวนเพื่อนช่วยหน่อย ช่วยคิดให้ดูหน่อย เลยนัดกันในช่วงเช้าจะได้เรียนสบายใจหน่อยในช่วงบ่าย

ความจริงก็ปรากฏเมื่อผมได้รับคำอธิบายจากเพื่อนว่า ก็ข้อนั่นแหละที่อาจารย์ยอมรับว่าท่านออกข้อสอบผิด ฮาฮาฮา ผมจำผิดครับ ผมคิดว่าเป็นอีกข้อหนึ่ง ซึ่งข้อนั้นผมทำไปก็คิดไปว่า อาจารย์ออกโจทย์ผิดตรงไหน ทำไมผมคำนวณออกผลการทดลองมาได้ เมื่อถึงตรงนี้ก็เหมือนกับการยกภูเขาออกจากอกครับ

ส่วนวันนี้ช่วงเช้าได้รับแจ้งจากหัวหน้าสำนักงานคณะว่ามีนัดคุยกับคณบดีบัณฑิต โจทย์ปัญหานะผมเดาออกครับว่า จะคุยเรื่องอะไร แต่พอไปถึงท่านก็พยายามพูดอ้อมๆ จนผมอึดอัด (จริงๆ ท่านทำวิจัยร่วมกับผมหลายเรื่องน่าจะเข้าใจนิสัยดิบๆ ผมได้แล้ว แต่อาจจะเนื่องมาจากสมาชิกที่นั่งสนทนาอีกท่านหนึ่งก็ได้ ท่านเลยพยายามพูดแบบรักษาน้ำใจกันเหลือเกิน)

ประเด็นหลักๆ คือความผิดพลาดจากแผนการเรียนของหลักสูตรป.โทรัฐศาสตร์ครับ ไม่ได้ผิดระเบียบ สกอ.  แต่ผิดระเบียบที่ออกโดยบัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งเป็นระเบียบเฉพาะ คำถามที่ผมถามท่านคือ จะให้ผมรับผิดอะไรในเมื่อผมไม่ได้ยุ่งอะไรกับหลักสูตรและระเบียบของบัณฑิตวิทยาลัย งานการดูแลบัณฑิตศึกษาผมเพิ่งได้รับโอนมาให้ดูแลเมื่อสามวันก่อนหน้านี้เอง และหลักสูตรทั้งหมดในระดับนี้ก็ต้องผ่านกรรมการของบัณฑิตวิทยาลัย ไม่ได้ผ่านกรรมการวิชาการของคณะศิลปศาสตร์ฯ แล้วจะให้ผมทำอะไร ที่น่าขำคือ วันที่นำเสนอหลักสูตรนี้ท่านคณบดีบัณฑิตไม่ได้ร่วมประชุมด้วย แล้วจะมายุ่งอะไรกับผม ผมก็เลยเจอคำถามว่า ก็ตอนนี้ผมต้องรับผิดชอบแล้ว ผมเลยต้องถามกลับไปว่า ท่านจะยอมแก้ไขระเบียบหรือเพิ่มเติมระเบียบที่ออกเพื่อรองรับหลักสูตรนี้หรือเปล่า ท่านก็ตอบผมว่า ไม่ยอม งั้นแนวทางนี้ก็จบไปครับ

ข้อสรุปของผมคือ นักศึกษาต้องลงทะเบียนเรียนเพิ่มจากหลักสูตรที่กำหนด เพื่อให้สอดรับกับระเบียบ (ซึ่งนั่นก็หมายถึงนักศึกษาต้องจ่ายเงินเพิ่มครับ) ประเด็นที่ทางบัณฑิตทำผิดก็มีครับ ดีที่รอบนี้ท่านก็ยอมแก้ตามผมบ้างเหมือนกัน ฮือ ส่วนเทอมนี้ที่ต้องทำคือปรับปรุงหลักสูตรทันที ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันครับว่า ทำไมเวลาผมนั่งหัวโต๊ะหรือข้างโต๊ะตอนทำหลักสูตรปัญหาพวกนี้จึงไม่เกิด ออ.เคยมีคนวิจารณ์ผมให้ผมฟัง ตอนที่ผมไปนั่งหัวโต๊ะเพื่อให้หลักสูตรหนึ่งที่มีแววว่าจะร่างไม่เสร็จตามกำหนด ให้เสร็จทันเวลาได้ว่า เขาเห็นเขี้ยวผมโพล่ออกมาเหมือนจะกัดทีมงานที่นั่งประชุมเลย ฮาฮาฮา นี้แหละครับ ความน่ารักของผม ฮิฮิ

ปัญหาจริงๆ ของเรื่องนะผมรู้ดีครับ แต่ผมขี้เกียจบ่นเสียงดังครับ เพราะเชื่อว่าเขาไม่เชื่อผมและใครๆ ดังนั้นเวลาร่างหลักสูตรจึงยึดฉันเป็นหลัก คนรู้ระเบียบให้ข้อมูลก็แย้งกลับ ผมเลยสรุปยังไงๆ ผมก็ไม่ต้องดูแลงานวิชาการในระดับบัณฑิตศึกษาอยู่แล้ว ปล่อยไปเถอะแล้วจะรู้เอง ฮิฮิ ไม่นึกว่าจะต้องไปช่วยเช็ดช่วยถูด้วย เซ็งจริงๆ

ออ. แล้วที่เห็นปัญหาจริงๆ ก็ตอนที่นักศึกษาป.โทมาปฐมนิเทศน์นั่นแหละครับ วันนั้นผมถูกเชิญไปเป็นวิทยากรคุยกับนักศึกษาป.โทของมหาวิทยาลัยด้วย โดยหนังสือเชิญเรียน "ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษาคณะศิลปศาสตร์" ซึ่งเจ้าหน้าที่ทั้งคณะงงกันเป็นไก่ตาแตกว่า ใครหว่า? (ผมก็ไม่รู้ตัวว่าเป็นผมครับ) ต้องมีการโทรถามกันจึงได้คำตอบ ออ.ตูเองหรอกหรือ ฮิฮิ ตั้งให้เมื่อไหร่ไม่ยักกะบอกด้วย ฮาฮาฮา บ่ายของวันนั้นนักศึกษาป.โทรัฐศาสตร์ต้องลงทะเบียน แต่ผู้จัดการหลักสูตรติดภาระกิจนำเสนอผลงานวิชาการอยู่ที่กทม. ผมเลยต้องรับหน้าเสื่อ (ในตำแหน่งใหม่ที่ได้รับ) คุยกับนักศึกษาและชี้แจงการลงทะเบียน ซึ่งผมเองตอนนั้นยังไม่เคยเห็นหลักสูตร เลยต้องขอเวลานอกก่อนไปคุยกับนักศึกษาให้เจ้าหน้าที่เอาหลักสูตรมาให้ผมอ่าน อ่านไปก็งง ฮาฮา (ใครหว่าร่างหลักสูตร?) นี้แหละครับที่ผมเขียนไว้ในบันทึกก่อนว่า ผมอยากหักคอคนมากๆ เลย ออ. เดียวจะเข้าใจผิดกันว่าหลักสูตรไม่ดีหรืออะไร ตัววิชาน่าสนใจ คำอธิบายรายวิชาน่าสนใจมาก (ขนาดนายกสภา อุปนายกสภายังชมเลยครับ) แต่สงสัยท่านลืมอ่านส่วนของแผนการลงทะเบียน ฮิฮิ ไม่พูดต่อดีกว่า เพราะนึกถึงหลักสูตรนี้ทีไรแล้ว ผมอยากดูดเลือดท่านคณบดีผมจริงๆ

ส่วนเรื่องเรียนวันนี้เรียนเร็วครับ เนื่องจากอาจารย์ติดสอบสารนิพนธ์นักศึกษา ท่านมาถึงก็บ่นเล่าให้ฟังว่า ท่านเลื่อนสอนพวกผม แต่ปรากฏว่าคนจัดสอบก็เลื่อนตามมาด้วย ท่านเลยขอมาสอนก่อนครึ่งชั่วโมง อาจารย์ให้พวกผมรายงานสถานภาพปัจจุบันของวิทยานิพนธ์ของแต่ละคน จากนั้นก็ซักรายละเอียดทีละคน แล้วท่านก็ให้ข้อแนะนำ จากนั้นก็บอกว่า อีกหนึ่งเดือนมาเจอกันพร้อมนำเสนอความก้าวหน้า ฮาฮาฮา เป็นงง!

ผมคนเดียวละครับที่น่าเป็นห่วงที่สุดถึงแม้ว่าประเด็นก็ชัดแล้ว แถมอาจารย์ก็บอกว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก แต่ผมเป็นคนเดียวที่ยังไม่เห็นหน้าตาของอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ ดังนั้นการเอาไปทำต่อสำหรับผมคืออะไร? หรือจะให้ผมทำเสร็จก่อนแล้วค่อยหาอาจารย์มาให้ผม ฮิฮิ (ก็ดูดีเหมือนกัน) ออ. ผู้จัดการหลักสูตรพยายามจะให้ผมติดต่อกับอาจารย์ท่านหนึ่งมาเป็นที่ปรึกษา แต่ผมบอกปฏิเสธไปทันทีครับ ท่านถามว่าทำไม? ผมตอบอย่างไม่ต้องคิดครับว่า ถ้าเป็นคนนั้นผมไม่จบแน่ (หลักฐานและสถิติที่ผ่านมามันบอกชัดๆ ครับ ผมไม่ต้องการเอาการเรียนจบไม่จบของผมไปเสี่ยงกับอารมณ์ของอาจารย์ที่ปรึกษา)

ช่วงเย็นผมได้รับอีเมลฉบับหนึ่งจากผู้อ่านบล็อกของผม ซึ่งคิดว่าท่านผู้นั้นอาจจะอ่านจากบันทึกเรื่องถอดออกแล้วแต่ไม่เปลือย โดยเมลมาขอเบอร์โทรผม เมื่อผมให้ไปก็ไม่นานครับโทรกลับมาทันที

จากที่ได้คุยกันก็พบหลายมุมมองที่เหมือนกันครับ แต่ผมไม่มีเวลาคุยนานๆ ครับ จริงๆ ระยะหลังๆ มา ผมไม่ค่อยสะดวกคุยโทรศัพท์ยาวๆ กับใครครับ ต้องคุยแบบตรงประเด็นจริงๆ จบประเด็นก็เลิก แต่พอเจอประเด็นยาวๆ คุยนานๆ แล้ว วุ่นกันทั้งบ้านครับ อยู่บ้านต้องให้เวลากับลูกๆ ครับ คุยโทรศัพท์นานๆ ลูกๆ มักจะเรียกร้องสิทธิในส่วนของพวกเขาครับ (ฮิฮิ นี้แค่สองคนนะครับ)

ผมจำได้ครับว่า ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องโครงการทวิภาษาฯ ในมุมมองเชิงลบ แต่เวลาช่วงนี้ไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียบเรียงสมาธิให้เขียนได้เลยครับ เนื่องจากยังติด i อีกหนึ่งวิชาครับ ฮิฮิฮิ แถมด้วยงานชาวบ้านที่ไปช่วยเขา ปรากฏต้องไปเช็ดบ้านให้เขาอีก ฮือฮือ