ได้เวลากลับมาทบทวนตัวเองในช่วงวันหยุด
ตอนนี้เริ่มลงสู่สนามสอนแล้วค่ะ
วิชาภาษาไทย ท ๓๓๑๐๑ ชั้นม.๓ จำนวน ๖ คาบ ๒ ห้อง
เป็นห้องที่ครูๆพากันส่ายหน้าเพราะความเก๋า แสบ ซ่าของหลายๆคน
พบว่ามีหลายสิ่งที่ "น่าพอใจ" และ"ไม่น่าพอใจ"
สิ่งที่น่าพอใจคือ การปรับแผน ปรับสื่อ ปรับกิจกรรมให้"โดนใจ" วัยรุ่น วัยกุ๊กกิ๊ก
เพราะเรื่องที่สอนนั้นเป็นวรรณคดี ซึ่งบรรดาเด็กๆหลายคนพากันส่ายหน้าระอาหนี
"ไม่ชอบอ่านทำนองเสนาะ เกลียดการถอดคำประพันธ์ เบื่อหาศัพท์ยาก ฯลฯ"
โอ้โห นี่กะไม่เรียนกันเลยใช่ไหมเนี่ย
แต่ทำไงได้ หลักสูตรมาแบบนี้ ครูฝึกหัดคนนี้ไม่อาจหนีพ้น
และศิษย์ทั้งหลายก็ไม่อาจเลี่ยง เพราะต้องเข้าสู่สนามสอบนั่นนี่เหมือนกัน
ส่วนที่ไม่น่าพอใจ ก็คือรู้สึกว่าตัวเองยังไม่สามารถพูดเนื้อหาบรรยายยาวๆๆๆได้
ทำได้แค่คอยกระตุ้นถามเด็ก แล้วสรุปตบตีให้เข้าความคิดหลักของเรื่อง
(อาจจะมีข้อดีคือฝึกเด็กคิด แต่สำหรับเด็กห้องนี้ก็ยังเหมือน"รอคนป้อน" อยู่)
แล้วก็เรื่อง "พฤติกรรมเด็ก" นี่แหละค่ะ
(รายละเอียดติดตามต่อไป)
คาบแรกที่สอนเล่นเรื่อง "คุณค่าภาษากลอน"
ทดสอบความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฉันทลักษณ์ของกลอนสุภาพ
เหมือน"ง่าย" จนหลายคนร้องว่า
"โห 'จารย์ เด็กป.๓ ก็ทำได้....." ---- นี่คือเสียงจากม.๓
ไม่พูดพล่ามทำเพลง เริ่มเลยแล้วกัน
อิชั้นนำสื่อเป็นป้ายฉันทลักษณ์ให้นักเรียนลองแปะเส้นโยงสัมผัส
พวกคำๆที่เคยกลมๆ ครูคนนี้เปลี่ยนเป็นรูปดาว รูปหัวใจให้แนวๆไปตามเด็กๆ
แล้วเรียกผู้โชคดี(หรือร้าย) ชาย ๑ หญิง ๑ ออกมาลองเล่นดู
เกือบถูกค่ะ ส่วนใหญ่พลาดตรงสัมผัสระหว่างบท
เพื่อนๆนอกนั้น เราก็ให้เขียนฉันทลักษณ์ลงในสมุด แล้วท้ายชั่วโมงเก็บตรวจ
แล้วให้ทำงานกลุ่ม "ตามล่าหาสัมผัส" จากในเรื่องพระอภัยมณีที่กำลังเรียนนั่นเอง
เนื่องจากฉันทลักษณ์ ภาคบังคับของกลอนก็มีอยู่ แต่สัมผัสที่ให้หาคือ "สัมผัสใน"
เพื่อให้นักเรียนเข้าถึงความงามของภาษา ลีลาการเล่นสัมผัส
กลับมาตรวจ ตรวจไปขำไป ตั้งแต่หัวข้อ"แผนพังของกลอนสุขภาพ"
มาดูสัมผัสที่โยง หลายคนก็เฮละโลเหมือนพรีเซ็นเตอร์ที่ออกมาทำหน้าห้อง
เพื่อนผิดจุดไหน เขาและเธอก็ผิดจุดนั้น
............................
ส่วนคาบ ๓ ก็เล่นเรื่องลีลา(รส)วรรณคดี ๔ แบบ
เราก็เชื่อมโยงกับ"อารมณ์เพลง" ต่างๆ เช่น
เพลงชมความงาม ชมสาว
เพลงจีบหญิง (มีนักเรียนบางคนถามว่า "ขอจีบผู้ชายได้มั้ยคะ)
เพลงแนวโกรธ อารมณ์เสีย
เพลงอกหัก(รู้สึกเด็กๆจะหามามากที่สุด)
ให้เด็กๆออกมาเขียนบนกระดาน แล้วก็นำมาเชื่อมกับการสอนอารมณ์ของวรรณคดีนั่นเอง
พฤติกรรมของเด็ก ๒ ห้องที่สอน คล้ายกันอย่างมาก
คือจะ"ตั้งใจและร่วมมือ" เฉพาะแถวหน้า
นอกนั้นก็จะเล่นมือถือ ฟังเอ็มพีสาม อ่านการ์ตูน ทำงานอื่น ฯลฯ
หรือแม้แต่ "นั่งหายใจทิ้ง" รอฟังเสียงออดหมดคาบ
งานกลุ่มที่ให้ทำในคาบ เนื่องจากเราเข้าใจว่าเด็กการบ้านเยอะ ไม่อยากหาภาระเพิ่ม
แต่ไปๆมาๆเด็กๆก็ทำให้มันกลายเป็นการบ้าน.....
คาบต่อมา เมื่อเราถามหา ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ
ไม่เป็นไร งั้นครูให้เวลาอีก ๑๕ นาที....
แต่ก็...ไม่มีอะไรคืบหน้า เพราะพฤติกรรมก็เดิมๆคือนั่งทำจริงไม่กี่คน
นอกนั้นเป็นอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น
ใจเย็นไปเรื่อย จนเสียงออดดัง เราถามถึงงาน ก็"ไม่มีสัญญาณตอบรับ"
จึงนำให้อ่านตัวอย่างคำประพันธ์พร้อมกัน....
ก็"ไม่มีสัญญาณตอบรับ" มีอ่านกันคนละทีสองทีเฉพาะแถวหน้า
เราไม่ได้โกรธ แต่คิดว่าจะ"ปล่อย"ไว้ไม่ได้แล้ว
จึงพูดว่า "สิ่งที่พวกคุณ(เริ่มเปลี่ยนสรรพนาม)พลาดคือไม่ฟังตั้งแต่ต้น
เมื่อไม่ฟัง ก็ไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจก็ไม่ทำ
แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ...โทษคนอื่นโดยไม่พิจารณาตัวเอง
บอกว่าครูให้การบ้านเยอะ ทั้งๆที่พวกคุณไม่ยอมทำให้เสร็จในห้อง
พวกคุณทำให้มันกลายเป็นการบ้านเอง..."
พูดเสร็จ อิชั้นแกะสื่อบนกระดาน เดินออกไปเลย
ที่เราทำไม่ได้ด้วยอารมณ์โกรธอันใด เพียง"ต้องการ"ให้เวลานักเรียนได้คิด
เด็กที่เป็นหัวหน้าห้องตามมาให้เราเซ็นชื่อลงสมุดเช็คชื่อ
มีสีหน้าสลดลง (ด้วยคิดว่าเราโกรธ) ก็ขอโทษเรา
กลับมาที่ห้องพักครู ครูพี่เลี้ยงก็เห็นใจ ยังบอกเราว่า เด็กเดี๋ยวนี้เป็นแบบนี้หมด
เราเข้าใจ เพราะตอนที่สังเกตการสอนครูช่วงสองสัปดาห์แรก เด้กๆก็เป็นเช่นนี้
เรา"เข้าใจ" เพราะสมัยเรียน เพื่อนๆก็เป็นแนวๆนี้กัน ไม่ได้ตกอกตกใจ
พฤติกรรมที่นักเรียนที่นี่เป็น ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่ หรือเป็นเฉพาะที่นี่ที่เดียว
ได้คุยกับครูที่โรงเรียนเก่า หรือคุยกับเพื่อนๆที่ฝึกสอนที่อื่นๆ
ก็ไม่ต่างกัน.....
เป็นเพราะเรา"เห็น"ความต่างของ"เด็กนักเรียนในเมือง" กับ"เด็กในชนบท"
ตอนออกค่ายอาสาฯ ทุกโรงเรียนที่เราไปตั้งแต่สมัยเฟรชชี่จนเป็นเฟรชเฉื่อย
ไม่มีอาคารสวยๆ โต๊ะก็เป็นเพียงไม้มาต่อๆ ชุดนักเรียนคือชุดที่ได้จากการบริจาค หรือไม่ก็ชุดอยู่บ้าน
แต่แววตา ความตั้งใจของเด็กๆนั้น "เกินร้อย"
ส่วนโรงเรียนที่เราฝึกสอนอยู่เป็นโรงเรียนดัง อยู่ในระดับต้นๆของประเทศ
อาคารสูง ติดแอร์ กว้างใหญ่กว่าโรงเรียนเล็กๆในชนบทหลายเท่า
นักเรียนมีมือถือกันแทบทุกคน มีจนสามารถเอามาฟัง เอามาเล่นในห้องเรียนได้
เพียงแค่"โรงเรียน" และ "นักเรียน" ก็สะท้อนชีวิตที่"แตกต่าง" แล้ว
ในเมื่อเราเป็นครู(แม้จะแค่ครูฝึกสอน)....ถึงจะเข้าใจพฤติกรรมเด็กสักเพียงใด
แต่ก็ไม่อาจจะเพิกเฉยหรือปล่อยให้กลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องติดตัวไปจนโต
จนเข้าสู่สังคมที่ใหญ่ขึ้น และใหญ่ขึ้นตามลำดับ
สังคมเราแสนวุ่นวายในทุกวันนี้
เพราะต่างคนต่างคิดถึงแต่ตัวเอง
จึงทำอะไรๆตามใจตนเอง
แล้วเมื่อมีปัญหา ก็โทษคนอื่นมากกว่าตัวเอง
เพราะเด็กๆเหล่านี้ไม่ได้"อยู่คนเดียวในสังคม"
หนูกล้วยไม้สีชมพู ครับ ถ้าครูทุกคน คิดเหมือนหนู ทำอย่างหนู เขาคนนั้นจะเป็นครูที่ดีในอนาคต แล้วลุงก็เชื่อว่า เด็กๆไม่ว่ากลุ่มไหน (กลุ่มดี กลุ่มเกเร) จะยอมรับ รักและเคารพครูคนนั้น หนูรู้จักใช้วิกฤติเป็นโอกาส หนูรู้จักใช้จิตวิทยาเด็กในการแก้ปัญหา ที่สำคัญหนูมีความอดทน ลุงอยากจะเสริมให้หนูอีกสักนิด เพื่อการสอนภาษาไทยให้ประสบความสำเร็จ หนูจักต้องทำให้เด็กรักภาษาไทยก่อน (มีเจตคติที่ดีต่อภาษาไทย) จัดทักษะกระบวนการสอนให้สนุก เน้นการพัฒนากระบวนการคิด แล้วในที่สุดหนูจะสมหวัง หนูคิด และเดินทางมาถูกต้องแล้ว ลุงขอชมเชยในฐานะที่เป็นศึกษานิเทศก์ และรักภาษาไทย อาจารย์เก
เจตคติที่ดี ทำให้เด็กเกิดฉันทะ มีใจรัก มีความพอใจ
ที่จะเรียน
ขอบคุณอาจารย์เก และคุณพี่แจ่มใสมากเลยนะคะสำหรับคำแนะนำและกำลังใจดีดี
หนูยังไม่ท้อหรอกค่ะ แม้จะเจอ "สถานีทดสอบกำลังใจ" ที่เข้ามาทดสอบอะไรๆจากหนูไปมากมาย หนูไม่รู้ว่าหนูมีอุดมการณ์ขนาดไหน เพราะไม่สามารถจับต้องและมองเห็นได้แบบเป็นๆซักที (คิกๆ) แต่ที่รู้ๆคือหนูจะสู้ต่อไปค่ะ
ขอเสนอแนะเพิ่มเติม สำหรับหนูกล้วยไม้สีชมพูที่มีความตั้งใจที่ดี ลืมแนะนำไปว่าสิ่งที่หนูคิด หนูแก้ หนูทำนั้น เป็นงานวิจัยชั้นเรียนทั้งสิ้น หนูลองตั้งประเด็น "การแก้ปัญหาเด็กที่ไม่สนใจเรียน" หรือประเด็นอื่นๆก็ได้ แล้วลองหาวิธีปฏิบัติหรือแก้ปัญหา ทั้งที่เป็นกระบวนการ เทคนิควิธี ถ้าเกิดมันได้ผลดี ประสบความสำเร็จนั่นแสดงว่าหนูได้งานวิจัยดีๆขึ้นมาแล้ว ๑ ชิ้น เป็นประโยชน์ต่อครูคนอื่นที่ประสบปัญหาเดียวกัน เขาก็จะนำเอาวิธีการของหนูไปทดลองใช้ หากประสบความสำเร็จ เขาก็จะเป็นผู้ขยายผลต่อให้ครูคนอื่น เห็นไหมละครับว่ามันเกิดประโยชน์อย่างหลากหลายในกระบวนการสอนของครู อาจารย์เก
ขอบคุณอีกครั้งค่ะอาจารย์เก คำแนะนำของอาจารย์ช่างประจวบเหมาะกับงานที่คณะมอบให้นิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูทุกคนต้องทำคือ"วิจัยในชั้นเรียน"(CAR)นี่แหละค่ะ ตอนนี้หนูก็อยู่ในช่วงเก็บข้อมูลต่างๆเท่าที่จะทำได้ จะค่อยๆและคอยดูไปเรื่อยๆเพราะเพิ่งเริ่มสอนได้ ๒ สัปดาห์เองค่ะ
เป็นกำลังใจให้นะคะ (จากคนหัวอกเดียวกัน) ฮ่าๆๆๆๆ
ฝึกสอนที่โรงเรียนไหนคะ?