เช้าวันวิสาขบูชา ๑๙ พ.ค. ๕๑ ผมออกวิ่งในหมู่บ้านในช่วงเช้าตามเคย    พร้อมกับบอกตัวเองว่าวันนี้อากาศปลอดโปร่งเย็นสบาย    ฝนเพิ่งตกเมื่อคืน    ผมบอกตัวเองว่า เมื่อไม่ถึง ๒ เดือนมานี้เอง ผมวิ่งในเวลาเดียวกันนี้ในอากาศร้อนอบอ้าวมาก    ชีวิตคนเราเผชิญทุกข์แล้วก็สุข   ร้อนแล้วเย็น    ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเรื่อยไป    ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติเราก็จะไม่รู้สึกต่อความไม่สบายกายไม่สบายใจ ที่เกิดขึ้นชั่วครู่ชั่วยาม มากเกินไป


          วิ่งไปได้หน่อยเดียวก็ได้ยินเสียงเพื่อนทักทายมาจากเบื้องสูง    เป็นเพื่อนที่ผมรู้จักดี แต่ไม่เคยเห็นหรือได้ยินเสียงในหมู่บ้านที่ผมอยู่เลยตลอดเวลาเกือบ ๑๑ ปีที่ผมมาอยู่    เขาคือนกกระแตแต้แว้ดครับ   ได้ยินเสียงเมื่อไรเป็นจำได้    เพราะเสียงเอะอะมะเทิ่งเป็นบุคลิกประจำตัวนกชนิดนี้    ผมเพิ่งเห็นเขาบินเดินทางไกลและบินสูงมากคราวนี้   และไม่ลืมส่งเสียงเอกลักษณ์ประจำตัวไปด้วย   เขาบินมาด้วยกัน ๒ ตัว


          กลับมานั่งอ่านหนังสือ “จิตวิญญาณในเมล็ดข้าว : หกทศวรรษเดชา ศิริภัทร” ที่สนามหน้าบ้าน   นกกางเขนโผเข้ามาใกล้เพียงเมตรครึ่ง    เขาหากินตามพื้นดินที่สนามบ้านผมเป็นประจำ    นี่คือบ้านของเขาด้วย เราแบ่งปันกันอยู่   เขาให้ความสดชื่นแก่ผม    ผมสร้างระบบนิเวศที่เขาจะมีอาหารกินมากเพราะที่บ้านผมไม่ฉีดยาฆ่าแมลง   ตามสนามและในดินจึงมีอาหารนกอุดมสมบูรณ์


          นกเขา ทั้งนกเขาเล็ก และนกเขาใหญ่ขันคูมาเป็นระยะๆ    โต้ตอบกันให้ดนตรีธรรมชาติ    สักครู่นกขมิ้นเหลืองอ่อนก็มาร้องจากกิ่งไม้สูง ไม่เห็นตัว ได้ยินแต่เสียง    เขามาเยือนวันละหลายรอบ บางครั้งได้ยินเสียงร้องรับกัน   นกอีแพรดคอขาวเป็นขาประจำ   กรีดกรายปีกแพนหางร่าเริง พร้อมส่งเสียงร้อง   


          มองออกไปที่ต้นพญาสัตบรรณอายุ ๑๐ ปีที่เวลานี้สูงใหญ่ให้ร่มเงาแก่บริเวณบ้านอย่างดีเยี่ยม   เพราะโชคดีที่ผมปลูกตรงตำแหน่งที่เหมาะสม    ไม่ชิดและไม่ห่างตัวบ้านเกินไป    เห็นกิ้งก่าหัวสีฟ้าแปลกตา    โชคดีกล้องถ้ายรูปอยู่ใกล้มือ    จึงได้รูปกิ้งก่าสีสวยเพื่อนบ้านของผมมาฝาก


          ผมบอกตัวเองว่า ความรู้สึกเหงาไม่ควรมี   ถ้าเราตื่นรู้และมีความสุขอยู่กับเพื่อนในธรรมชาติ

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๙ พ.ค. ๕๑