ไปร่วมกิจกรรมอบรมกระบวนกรที่สวนป่ามหาชีวาลัยอิสานมาก็เกินสัปดาห์แล้ว ก็คิดว่าน่าจะเขียนสิ่งที่แอบคิดไว้ในใจ คือคิดว่าจะเขียนสักหน่อยถึงแผนไปข้างหน้าถ้าจะจัดการอบรมสไตล์เฮฮาศาสตร์อีก..(ซึ่งคิดว่าคงมีแน่ๆ) และคิดว่าต้องเขียนก่อนจะถูกอาจารย์ใหญ่จากพิษณุโลกค้อนว่าไม่ช่วยทำมาหากิน...555
โจทย์ที่ทำให้คิดอยากเขียนคือ ถ้าจะจัดอบรมบล็อกเกอร์ Gotoknow สไตล์เฮฮาศาสตร์ จะมีข้อที่ควรนำไปใคร่ครวญในเรื่องใดบ้าง และจะออกแบบอย่างไรดี
เท่าที่ได้ไปร่วมกิจกรรมก็พบว่า หลายๆ กิจกรรมของการจัดอบรมคราวนี้ มีความน่าสนใจหลายประการ และเขียนไปบ้างแล้วใน ก๊วยเจ๋งเรียนการจัดการตัวเอง
.....หลักการที่สัมผัสได้จากการอบรมคราวนี้ คือ การทำอย่างไรให้เกิดการตื่นรู้ เข้าใจตัวเอง แล้วโน้มนำไปสู่การพัฒนาความละเอียดลึกซึ้งของ "จิต" ที่จะส่งผลให้เกิดพลังของการที่จะดำเนินชีวิตไปบนความเข้าใจในความหลากหลายของการอยู่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล (ผิดถูกอย่างไรช่วยชี้แนะด้วยนะคะ)
ด้วยหลักการอย่างนี้ ก็คิดว่าการแตกย่อยกิจกรรมหลักๆ ที่จะนำไปสู่หลักการคงต้องอาศัยศิลปะและทักษะของวิทยากร(กระบวนกร) รวมทั้งความตั้งใจจริงของผู้เข้าร่วมการอบรมด้วย
คิดว่าการออกแบบกิจกรรมน่าจะเริ่มตั้งแต่ "คิด" จะทำโครงการ ซึ่งอาจจะแตกย่อยเป็น 3 ระยะคือ
- ระยะเริ่มต้น
- ระยะระหว่างการอบรม
- ระยะหลังการอบรม
ในระยะเริ่มต้น...จะเห็นได้ว่าการจัดอบรมให้กับชาวเฮฮาศาสตร์นั้น ไม่อาจจะไปกำหนดอาชีพ อายุ ประสบการณ์ของผู้เข้าอบรมได้และอาจจะ มีการเปลี่ยนแปลงได้จนวินาทีสุดท้าย เพราะการอบรมสไตล์นี้คือการจัดอบรมแบบธรรมชาติ คิดว่าถ้าจะทำให้การอบรมนั้นก้าวเร็วขึ้น ก็คือ การเรียนรู้จักผู้เข้าร่วมการอบรมล่วงหน้าบ้าง...รวมทั้งวิเคราะห์สถานที่ๆจะจัดอบรม เพื่อดึงศักยภาพของสถานที่หรือบุคคลมาใช้ประโยชน์ให้สูงสุด
ระยะระหว่างการอบรม....ถ้าพิจารณาทบทวนดูจะเห็นว่าบรรดาบล็อกเกอร์ที่ตัดสินใจไปร่วมงานเฮฮาศาสตร์อย่างน้อยก็ "ใจเปิด" และพร้อมจะไปเจอผู้คนอื่นๆ อยู่แล้ว ส่วนผู้ที่ไม่ใช่บล็อกเกอร์นั้น อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับการทักทายด้วยการ "กอด" และอาจจะทึ่ง อึ้ง เสี่ยว?? ไปกับภาพที่เห็น...แต่นั่นเป็นธรรมดาของการทำให้เกิดความสงสัย อยากรู้ และอยากติดตาม...เป็นการจุดประกายการเรียนรู้แบบทึ่งๆ (555)
ถึงตรงนี้ อยากจะใคร่ครวญว่า จะเป็นความยากของกระบวนกรหรือไม่ ที่เจอความหลากหลายของผู้เข้าอบรม...หรือว่าจะเป็นความง่ายมากขึ้นที่ไม่ต้องไปใช้เวลาสำหรับการ "ละลายพฤติกรรม" ??
การปรับเปลี่ยนกิจกรรมระหว่างการอบรม น่าจะเป็นอีกเรื่องที่ต้องอาศัยศิลปะขั้นสูงทีเดียว เพราะบรรดาบล็อกเกอร์ส่วนหนึ่งเมื่อเจอกันต้องการฉกฉวยเวลาในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน บางครั้งพูดคุยกันเกินเวลาที่วิทยากรตั้งใจ หรือว่ามีกิจกรรมอื่นแทรกได้ตลอดเวลา กิจกรรมจึงต้องยืดหยุ่นเลื่อนไหลให้ได้ตลอดเวลา
ถึงตรงนี้อยากใคร่ครวญว่า การยืดหยุ่นในกิจกรรมน่าจะสอดคล้องกับธรรมชาติของการจัดการความรู้ในตัวบุคคล??
ระยะหลังการอบรม...เท่าที่สังเกตจะพบว่าเป็นระยะที่ผู้เข้าอบรมส่วนมากจะลึกซึ้งกับการเข้าใจตัวเองและซึมซับวัฒนธรรมของการ "ให้" มีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น และมีความอ่อนน้อมอ่อนโยนต่อผู้อื่น (หลายๆคนเริ่มคุยกับมดบ้าง ไก่ต๊อกบ้าง...555) ...ระยะนี้น่าจะเป็นระยะที่กระบวนกรสามารถเสริมศักยภาพของผู้เข้าอบรมให้เพิ่มขึ้น และเปิดช่องทางให้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน เช่นการเปิดบล็อก เขียนบล็อก เพื่อการติดตามต่อยอดและให้กำลังใจกันและกันในระยะยาว
คิดว่า การอบรมที่ใช้เวลา 3-4 วัน อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านของหลายชีวิต ขณะที่บางรายอาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้น การอบรมระยะสั้นแบบนี้ก็เหมือนการที่ต้นไม้เริ่มแตกรากและรู้วิธีการหาปุ๋ย การเสริมแรงใจระหว่างกันและกัน ก็เหมือนการเพิ่มปุ๋ยให้เป็นระยะๆได้อีกวิธีหนึ่ง ...
แต่ก็อยากจะใคร่ครวญด้วยว่า อาจจะต้องใช้ศิลปะในการติดตามพอควรเช่นกัน....เพราะบางรายอาจจะต้องการเวลาสำหรับการย่อยความคิดและตัดสินใจอยู่บ้าง
สุดท้ายก็มองเห็นว่า อบรมให้กับชาวเฮฮาศาสตร์น่าจะเป็นการจัดอบรมรูปแบบใหม่ที่น่าจะแตกต่างกับวิถีอบรมระบบเดิมๆ เพราะอบรมแบบเฮฮาศาสตร์นั้นทั้งกระบวนกรและผู้เข้าอบรมต่างก็ได้พัฒนาตัวเองขึ้นไป แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกันไป มีความช่วยเหลือกัน เปิดใจกันคุยกันได้ กิจกรรมไม่แน่นเกินไป เพิ่มช่องว่างของเวลาให้แต่ละคนได้ "ย่อย" ความคิด และกลับมารวมกันเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งที่เรียนรู้ อาจจะใช้พื้นที่ธรรมชาติเช่นตามสุมทุมพุ่มไม้เป็นแหล่งเรียนรู้ไปตามโอกาสด้วย
ก็แอบวางแผนไปแบบนี้อย่างไม่มีทฤษฎีอะไรรองรับหรืออ้างอิงค่ะ แถมยังไม่ต้องเชื่อถือก็ได้ค่ะเพราะว่าตัวเองยังไม่เคยเป็นวิทยากรกระบวนการอะไรเลย...(เอิ๊กๆ)
เป็นแค่การแอบวางแผนบนฐานความเชื่อและความรู้สึกถึงใจที่ผ่อนคลายและเปิดรับของบรรดาบล็อกเกอร์ที่ไปร่วมกิจกรรมในคราวนี้ และชื่นชมในความสามารถของวิทยากรที่สามารถสร้างความลงตัวให้กับการเรียนรู้ในคราวนี้นั่นแหล่ะค่ะ
ยืมคำคุณเม้งมาปิดท้ายหน่อยนะคะว่า อ่านแล้วก็เชิญท่านผู้อ่านบรรเลงตามสะดวกใจเลยค่ะ...
(ปล. ช่วยทำมาหากินแล้วนะคะอาจารย์ใหญ่พิษณุโลก...555)
ปุจฉาความท้าทายสำหรับ "ห้องเรียน" ก็คือ "นักเรียน" เรียนรู้ได้ไม่เท่ากันครับ ทั้งด้านความลึกซึ้ง และความเร็วซึ่งเกิดปัญหาว่าชั้นเรียนต้องไปด้วยจังหวะเดียวกัน ยิ่งมีพื้นฐานแตกต่างกันแล้ว ยิ่งลำบาก (แต่ก็อาจจะยิ่งสนุกท้าทาย)
ผมจึงเห็นว่าลักษณะของการบรรยายนั้น ยากจะนำคนหมู่มากไปสู่ปัญญาครับ
น้องสร้อยครับ ก่อนอื่นเอารูปมาฝาก
พี่เห็นด้วยครับต่อข้อคิดของน้องสร้อย
อย่างไรก็ตามพี่มีข้อคิดสำหรับทัศนคติพี่ต่อการจัดการบ้าง เรื่องดีดีพูดกันมากแล้ว เอามุมอื่นบ้างนะครับน้องสร้อย
เอาแค่นี้ก่อนนะครับน้องสร้อยครับ
เอาดอกไม้มาฝากอีก
อาจารย์สร้อยที่เคารพ
อาจารย์สร้อยที่เคารพ
อุย นึกว่าพิมพ์ไปแล้วจะแสดงหมด แต่ไหนไปเท่านั้น เอาใหม่ครับ
เอ้าเป็นเหมือนเดิม งง วันพรุ่งนี้มาเขียนใหม่แล้วกัน ระบบท่าจะเหนื่อยและรวน ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ คุณ conductor
สวัสดีค่ะ น้องออต
กรุณากลับมาใหม่ค่ะ...และคุยยาวๆด้วยนะคะ ^^
กราบขอบพระคุณค่ะ พี่บางทราย
แว๊บบบบบบบบ
แล้วจะมาอ่านต่ออย่างละเอียดนะคะพี่สร้อยขา
น่าสนใจ...น่าสนใจค่ะ...
ขะแว้ปตามพี่หนิงมายกมือเชียร์ค่ะ...เดี๋ยวมาใหม่นะคะ
(^___^)
ความอ่อนน้อมบวกกับความตั้งใจจริงของผู้คน
..............................
พอดี อ่านมาเรื่อยๆ น่าสนใจคะ และ ประโยคนี้ ที่ คุณจันทรรัตน์ แสดงความเห็น
ก็ ประทับใจคะ
สองอย่างนี้ เป็น คนที่น่ารัก จริงๆคะ
วิ่งปรู๊ดเข้ามาอมยิ้ม และต๊ะไว้ก่อนนะคะ ^ ^
ตอนที่เบิร์ดนั่งรถมากับอาจารย์ อาจารย์ก็กังวลกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยเหมือนกันค่ะพี่สร้อย และรายชื่อแต่ละท่านก็ไม่ธรรมดา แถมยังหลากหลายสาขาอีกเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดโจทย์หนึ่งของวิทยากรเชียวค่ะ
แต่เราก็พบว่าภายใต้ความยากนั้น มีจุดร่วมหนึ่งคือ " ใจที่อยากจะมา " ...เพราะไม่มีการบังคับให้เข้าอบรม ไม่มีการกะเกณฑ์ ( แม้คุณหมอฯ +พ่อครู ฯ จะช่วยกันโฆษณาก็ตาม อิ อิ )..แถมยังมีจำนวนมากกว่าที่ควรจะเป็น เพราะจริงๆไม่ควรเกิน 25 แต่อาจารย์ก็คิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้เรียนรู้ร่วมกันกับหลากหลายสาขานี่แหละ ทำให้โปรแกรมการอบรมเปลี่ยนไปหมดเลยค่ะ อาจารย์บอกกับทีมนักการว่า ฯ ปรับตามสถานการณ์ เพราะมีทั้งผู้ที่เข้ามาในช่วงหลังๆและจากไปก่อนการอบรมจะสิ้นสุดอีก แหมพูดเข้าตัวเอง ^ ^ ...
เสน่ห์ของกลุ่มนี้คือ ใจที่อ่อนน้อมถ่อมตน และความตั้งใจจริงที่จะเรียนรู้แบบที่พี่สร้อยกล่าวมานั่นแหละค่ะ ทำให้ฟันฝ่ามาได้จนถึงผลลัพธ์ที่แม้นแต่วิทยากรก็คาดไม่ถึงเช่นเดียวกัน อิ อิ
ข้อควรระวังแบบที่พี่บางทรายกล่าวมาเ็ป็้นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงเนาะคะ เพราะการที่จะให้ได้ผลการอบรมเต็มที่ก็ควรมีการจัดการที่ดีี่ร่วมด้วย.. แหม ถ้าลานไผ่หน้าบ้านร่มกว่านี้แบบไผ่สานเป็นซุ้มนี่เบิร์ดชวนไปลานไผ่แล้ว อิ อิ อิ
เด็กๆอาจให้มีกิจกรรมอะไรสำหรับเค้าที่แยกออกไปอย่างเช่นเดินจ่ายตลาดในสวนป่า หรือการช่วยกันหาไข่ไก่ต๊อก การช่วยกันเลี้ยงเหมยซาน การเรียงอิฐ ฮี่ ฮี่ ฮี่ ฯลฯ
อาทิตย์หน้าจะเข้ามาคุยด้วยแบบจริงจังนะคะ เพราะคิดว่าควรจะมีหลักสูตรหลายๆแบบ อย่างเช่น " อ่าน เขียน แปล " ของสถาบันขวัญเมืองนี่ก็น่าสนใจค่ะ อิ อิ เสียดายที่สุดที่ไม่ได้เจอพี่สร้อย พี่อึ่งและรามที่โดนคุณหมอคนชอบวิ่งฉุดมา ชร. :(
คิดถึงจริงๆค่ะ กอดอุ่นๆข้ามฟ้ามา
ตามมาดูก่อน มายิ้มๆๆที่พี่เราบอกว่าช่วยกันทำมาหากิน ฮ่าๆๆๆ นี่ขนาดพี่เราไม่เคยอบรมนะยังพลิ้วได้ขนาดนี้ อบรมจริงๆๆจะขนาดไหน ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
เรียนอาจารย์ที่เคารพ
ฝีมือขนาดอาจารย์นี่น่าจะเป็นคนจัดได้นะครับ เห็นแอบวางแผนจัด ยกมือสนับสนุนสองมือเลยครับ
การบ้านยังส่งไม่หมดเลย
มีคำถามที่ถาม อ. วิศิษฐ์ไว้ ยังไม่ได้เล่าเลยว่า อ. วิศิษฐ์ ตอบว่ายังไง
ที่จำได้ก็มีคำถามที่ว่า
- ที่ ทีมงานวงน้ำชาอบรม มีอะไรเป็นเอกลักษณ์ของการอบรม และมีวัตถุประสงค์อะไร ?
- จะรู้ได้อย่างไร ว่าผู้เข้ารับการอบรมอยู่ในอารมณ์ไหนในขณะนั้น ?
- การอบรมต้องทำไปตามขั้นตอนที่วางไว้หรือไม่ ?
ฯลฯ
ลูกศิษย์ที่เคารพอาจารย์เค้ารออ่านกันอยู่น่ะครับ อิอิ
เรียนเพื่อนที่เคารพ
สวัสดีค่ะ น้องหนิง
สวัสดีค่ะ น้องกะปุ๋ม
สวัสดีครับ อาจารย์
แวะมาชวนไปฟังเพลงครับ @184493