เมื่อพระพุทธองค์ท่านได้ทรงเมตตาตรัสบอกไว้ว่า “คน” เราจะป่วยนั้นมีได้ ๔ ปัจจัยหลัก อันได้แก่ ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอหนึ่ง ทำความเพียรมากเกินไปหนึ่ง อากาศเปลี่ยนหนึ่ง และ กรรมอีกหนึ่ง...
ในกาลนี้เรา “มึนหัว” มึนมาหลายสัปดาห์ เราปล่อยมันไปเพราะคิดว่าเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ของสังขารที่ผ่านไป
แต่... อัตภาพ ร่างกายนี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่เพื่อให้เราสร้างความดีได้ ดังนั้นเราจึงต้อง “รักษ์” กาย รักษาไว้ให้ยาวนาน
เราจึงต้องเริ่มสำรวจและตรวจตรา “ชีวิต” ที่ดำเนินและเดินอยู่
กิจวัตร งานประจำ สิ่งใดนั้นทำ “กาย” ป่วยต้องช่วยไว
ปัจจัยหลัก ๒ จากสี่นี้หนาพากายป่วย
ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอหนึ่ง ทำความเพียรมากเกินไปหนึ่ง ทำให้เราพบกับอาการ “ความดันต่ำ”
ความดันโลหิตที่ไหลเวียนในกายนี้ บ่งบอกได้ถึงธาตุลมของชีวีที่พึ่งใจ
ความดันเราวัดแล้ว วัดอีก อย่างไรก็ไม่เกินร้อย
อยู่ที่ประมาณ 90/70 (วันนี้)
วันก่อน ๆ จะต่ำกว่านี้หน่อย แปดสิบกว่า ๆ / หกสิบกว่า ๆ
ธาตุลมที่ไม่ผสานผสมให้กลมกลืน เหมาะเจาะ ทำให้เราต้อง “มึน” หัว โดยเฉพาะเวลาหลังอาหาร
มึนจนแทบอาเจียน...
วันนี้หนักหน่อย วันก่อน ๆ แค่มึน ๆ นั่งพัก นอนประเดี๋ยวก็หาย วันนี้มึนจนแทบลุกไม่ขึ้น
ก็เราเล่นนั่งทำงานแทบไม่ได้ลุกไปไหน
เร่งทำทั้งคืนวัน เพื่อสร้างสมบุญกุศลเป็นทุนหนุนส่งยังพ่อแม่
ยิ่งเร่งเราก็ยิ่งต้องนั่งมาก เพราะงานเราต้องนั่ง นั่ง นั่ง แล้วก็นั่ง
พอดีที่ได้ “ดีบัว” จากคุณหมอและโยมผู้พัน แบ่งสรรมาให้เพื่อรักษ์กายนี้ให้หยัดยืน
วันนี้จึงต้องนอนพักเสียหลายชั่วโมง ตื่นมาแล้วค่อยยังชั่ว
พรุ่งนี้เราคงจะได้ “ใบหญ้านาง” ที่โยมโอเปิ้ลจะพิจารณามาให้คุณแม่ชีคั้นน้ำเพื่อให้เรา
คุณหมอบอกว่า “ใบหญ้านาง” นี่ใช้ขยายหลอดเลือดได้ คงจะช่วยบรรเทาให้อาการ “มึน” นั้นเบาบาง
แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น “เรา” เหตุต้องแก้ที่เหตุ ต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน จะพึ่งยาอันเป็นปัจจัยภายนอกอย่างเดียวคงไม่ได้
เมื่อธาตุลมอ่อน เราต้องเพิ่มธาตุลม
เมื่อพระพุทธองค์บอกเหตุไว้แล้วว่า “ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ” ดังนั้น เราจึงต้อง เดิน เดิน เดิน แล้วก็เดิน “เดินเพื่อเดิน”
จากนั้นปรับเปลี่ยนความเพียรที่เกินให้ “พอดี”
ปัจจัยภายนอก “ยา” ผสานกับปัจจัยภายใน “ธาตุ ๔” จะรักษ์กายนี้เพื่อทำดีได้นานวัน...

กราบนมัสการพระอาจารย์จอห์น...
ครั้งหนึ่งดิฉันได้เรียนเรื่องความพอดี ที่ต้องใช้เวลา ทำความเข้าใจ จนได้มาเกิดปัญญาเกิดขึ้นด้วยตนเอง ด้วยความไม่พอดีของ ความเพียร ขณะที่วิ่งเจริญสติ - พิจารณากายคตาสตินั้น มีอาการวูบคล้ายหน้ามืด ทุกอย่างรอบตัวดับมืด ขณะนั้นด้วยบารมีที่พอมีบ้างทำให้ได้สติจับทันต่อสภาวะการณ์ที่เกิด ที่เข้ามาพิจารณากายกับจิต ที่ไม่ยอมให้เกาะเกี่ยวกัน จึงสามารถพยุงตัว และให้จิตลอยเด่นเหนือกาย ไม่ล้ม กำหนดจิตพยุงกาย ...
พิจารณาเวทนาที่เกิด
พิจารณาความรู้สึกนึกคิดที่เกิด
ปรากฏธรรม...ที่ทำให้ระลึกได้ว่าไม่ขอยึดในร่างกายนี้ สภาวะที่เกิดก็คือเกิด ก็เท่านั้น...
พิจารณาไปเรื่อยๆ จนอาการดีขึ้น ความมืดหายไป จึงเปลี่ยนเป็นเดินและพิจารณาต่อ ... เหตุคือ ทานน้อย วิ่งมาก ... แต่เมื่อลึกลงไป คือ ล่องลองของจิตที่ยึดอยู่ในร่างกายนี้อยู่ว่านี่ คือ "ฉัน" ... เพราะขณะที่ปฏิบัติภาวนานั้น ยึดกายแต่ขาดการวิปัสสนา ในเวทนาที่เกิด... เพียรอย่างขาดสติตื่นรู้...
หลังจากนั้นมา ก็ต้องปรับใหม่ พิจารณาใหม่
รู้ให้เท่ามากขึ้น...
สภาวะการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นใช้ "ธรรมะโอสท" เสมอ และการเยียวตนเองตามวิถีธรรมชาติ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นการเบียดเบียนในร่างกายนี้น้อยลง ทำให้มีกายที่ใช้เร่งเพียรได้...ลื่นและคล่องขึ้น
ไม่ยึดในปรากฏที่เกิด... แล้วสิ่งนั้นก็ดับ...ลง
นำมาฝากค่ะ http://gotoknow.org/blog/9thai/182293
เจริญพรโยมกะปุ๋ม
ท่านได้เจริญด้วยกำลังแห่งสมาธิ
ท่านได้ทำแล้ว เพียรให้มากแล้ว เป็นสิ่งที่ควรกล่าวยกย่องและสรรเสริญบัณฑิตในการเพียรเพื่อละไปในสังสารวัฏนี้
กาย เวทนา และจิต เป็นสิ่งที่ควรเจริญ และเพียรพิจารณา กายในกายนี้ เวทนาในเวทนานี้ จิตในจิตนี้ ธรรมในธรรมนี้
พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสสอนถึงเหตุให้เกิดทุกข์และวิธีการดับไปซึ่งทุกข์นั้น
เมื่อเราเข้าใจเสียซึ่งเหตุให้เกิดทุกข์และวิธีการดับไปซึ่งทุกขเวทนานั้น เราจึงได้ชื่อว่าบัณฑิตผู้มี "ปัญญา"
การรักษากายหนึ่ง การรักษาใจหนึ่ง และการรักษา "จิต" หนึ่งเป็นสิ่งที่บัณฑิตควรระวังรักษาไว้ในทุกขณะตื่น
ดังนั้น "ธรรมโอสถ" นั้นพึงจะต้องประกอบด้วย ศีลเป็นพื้นฐาน สมาธิเป็นท่ามกลาง และปัญญาเป็นเบื้องปลาย ประดุจท่อนไม้หนึ่งท่อน เมื่อเราจะยก ย่อมจะต้องยกทั้งต้น กลาง และปลาย จะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งมิได้
ศีลเป็นพื้นฐานในการนำกายและใจให้บริสุทธิ์ สิ้นสุดแห่งความเห็นแก่ตัว
สมาธิเป็นที่ตั้งแห่งการระลึกรู้ในท่ามกลาง
ปัญญาเป็นหนทางที่ใช้ค้นหาและตัดสินวิธีการใดที่จะรักษา "กายและใจ" นี้ไว้เพื่อกอบคุณงามความดี
ปัญญาในเบื้องปลายเป็นจุดในการตัดสินใจว่าเราจะใช้ธรรมโอสถใดรักษา
สำหรับ "โรคความดันต่ำ" นี้ ธรรมโอสถที่เหมาะสมกับการใช้รักษาคือการ "จงกลม" ที่กอบด้วย การบริหารกายและจิต
ใช้กายปรับสมดุลแห่งลม ผสานและผสมสติและสมาธิที่มั่นคง มอง พิจารณาความเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ย่างก้าวที่สัมผัส ในทุกคืน ทุกวัน ทุกสัปดาห์
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาก้าว ย่าง เหยียบ และหยุด จะต้องฉุดสติหวนระลึกถึงกายในกายนี้ให้รู้พร้อม
เมื่อดำเนินกำลังฝ่ายโลกียะ ถึงขณะแล้ว ขอจงถอนกำลังออกมาพิจารณาสติปัฏฐาน ๔ จึงจะครบด้วย กาย เวทนา จิต และ "ธรรม" เพื่อถอนเสียจากความยึด ความหลง ในสิ่งที่พบที่เจอนั้น เพื่อเข้าถึงโลกุตตระธรรมที่จะนำไปสู่การละสังโยชน์ได้อย่างแท้จริง
เจริญพร โยม ดร. จันทวรรณ ปิยะวัฒน์
การให้ธรรม ย่อมชนะการให้ท่านปวง
ท่านได้ให้แล้ว เจริญได้มากแล้ว
สาธุ สาธุ สาธุ
สาธุ สาธุ สาธุ
มาฟังการสนทนาธรรมครับ จับจิตจับใจ ถึงจิตถึงใจจริงๆ มหาสติปัฏฐาน ๔