กราบนมัสการพระอาจารย์จอห์น...
ครั้งหนึ่งดิฉันได้เรียนเรื่องความพอดี ที่ต้องใช้เวลา ทำความเข้าใจ จนได้มาเกิดปัญญาเกิดขึ้นด้วยตนเอง ด้วยความไม่พอดีของ ความเพียร ขณะที่วิ่งเจริญสติ - พิจารณากายคตาสตินั้น มีอาการวูบคล้ายหน้ามืด ทุกอย่างรอบตัวดับมืด ขณะนั้นด้วยบารมีที่พอมีบ้างทำให้ได้สติจับทันต่อสภาวะการณ์ที่เกิด ที่เข้ามาพิจารณากายกับจิต ที่ไม่ยอมให้เกาะเกี่ยวกัน จึงสามารถพยุงตัว และให้จิตลอยเด่นเหนือกาย ไม่ล้ม กำหนดจิตพยุงกาย ...
พิจารณาเวทนาที่เกิด
พิจารณาความรู้สึกนึกคิดที่เกิด
ปรากฏธรรม...ที่ทำให้ระลึกได้ว่าไม่ขอยึดในร่างกายนี้ สภาวะที่เกิดก็คือเกิด ก็เท่านั้น...
พิจารณาไปเรื่อยๆ จนอาการดีขึ้น ความมืดหายไป จึงเปลี่ยนเป็นเดินและพิจารณาต่อ ... เหตุคือ ทานน้อย วิ่งมาก ... แต่เมื่อลึกลงไป คือ ล่องลองของจิตที่ยึดอยู่ในร่างกายนี้อยู่ว่านี่ คือ "ฉัน" ... เพราะขณะที่ปฏิบัติภาวนานั้น ยึดกายแต่ขาดการวิปัสสนา ในเวทนาที่เกิด... เพียรอย่างขาดสติตื่นรู้...
หลังจากนั้นมา ก็ต้องปรับใหม่ พิจารณาใหม่
รู้ให้เท่ามากขึ้น...
สภาวะการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นใช้ "ธรรมะโอสท" เสมอ และการเยียวตนเองตามวิถีธรรมชาติ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นการเบียดเบียนในร่างกายนี้น้อยลง ทำให้มีกายที่ใช้เร่งเพียรได้...ลื่นและคล่องขึ้น
ไม่ยึดในปรากฏที่เกิด... แล้วสิ่งนั้นก็ดับ...ลง