ชีวิตสุดท้านก็คือ สุขภาพ ที่เป็นความพอเพียง....
หลายวันก่อนได้มีโอกาสไปสัมผัสกับธรรมชาติแห่งขุนเขาและทุ่งทานตะวันกับสถานที่ที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ กับเขาใหญ่ เป็นการเที่ยวพักผ่อนโดยไม่ตั้งใจ เมื่อไปถึงก็ได้สัมผัสกับอากาศเย็น ๆ ในฟาร์มวัวที่เจ้าของเลี้ยงไว้ประมาณ 50 ตัว เพื่อจะได้ "ใช้วัวเป็นเครื่องตัดหญ้าในสวนมะม่วง" ที่มีพื้นที่สองร้อยกว่าไร่ จากการสอบถามและพูดคุยกับเจ้าของฟาร์มถึงเป้าหมายหลักของการทำฟาร์มที่ต้องการนั้นก็คือ เพื่อพักผ่อนและดูแลสุขภาพของตนเองหลังจากเกษียณการทำงานที่เป็นอาชีพหลักก็คือ การทำธุรกิจส่วนตัว ฉะนั้น เมื่อสุขภาพไม่ค่อยจะดี หมอก็แนะนำให้พักผ่อนและอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งเจ้าของฟาร์มได้บอกว่า หลังจากที่ตนเองวางมือจากธุรกิจให้กับลูก ๆ แล้วก็ตั้งใจที่จะดูแลและรักษาสุขภาพจึงมาทำสวนที่ปากช่อง ได้ออกกำลังกาย ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ และได้กินผักกินหญ้าที่ปลอดสารพิษ ใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปี ตนเองก็รู้สึกได้ว่า สุขภาพดีขึ้นเยอะ แข็งแรง และมีกำลังวังชาขึ้น
การทำสวนมะม่วงนั้น ก็ปลูกแบบให้ธรรมชาติเลี้ยงดู เมื่อสวนรกและมีหญ้าขึ้นเยอะก็จะไปจ้างคนงานมาตัดหญ้าหรือจ้างฉีดยาฆ่าหญ้า ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายปี ๆ ละเป็นหมื่น ๆ บาท ก็เลยลองคิดกลับไปว่า ถ้าเราทดลองเลี้ยงวัวในสวนมะม่วง ในสวนขนุน และในสวนมะขามดูบ้างจะเป็นอย่างไร? โดยให้วัวมากินหญ้าแล้วขี้วัวก็เป็นปุ๋ยได้ด้วยดังนั้น จึงเริ่มต้นจากการเลี้ยงวัวยี่สิบกว่าตัว จัดโซนพื้นที่ให้วัวกินหญ้าในแต่ละช่วงเวลา แล้วมีคนงานมาช่วยดูแล ซึ่งก็เป็นคนงานชุดเดิมที่จ้างไว้ประจำอยู่แล้ว ฉะนั้นจากวัวยี่สิบกว่าตัวก็ออกลูกออกหลานมาเป็นวัวห้าสิบกว่าตัว หญ้าที่ต้องจ่ายเงินเป็นค่าจ้างและค่ายาก็ไม่ต้องลงทุน ไม้ผลที่อยู่ต่ำ ๆ ก็เป็นอาหารให้วัวกินได้ เช่น ขนุน มะม่วง เป็นต้น
นอกจากนี้ คนงานที่อยู่ประจำเจ้าของฟาร์มก็ซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาให้หว่านให้ปลูกโดยทำเป็นแปลงผักเล็ก ๆ ใส่ขี้วัว และให้ธรรมชาติเลี้ยง ยกเว้นน้ำที่ต้องคอยดูแล พอกินได้ก็นำมาแบ่งให้เจ้าของฟาร์มกินบ้าง นอกจากนี้ ตามต้นขนุนและต้นมะม่วงก็ปลูกพริกไท ฉะนั้น การใช้ชีวิตจึงอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง กินผักกินหญ้าที่ช่วยกันปลูก ที่สำคัญก็คือ กินผักได้อย่างสนิทใจ ไม่ต้องกลัวสารเคมีที่จะเป็นพิษ
ทางด้านรายจ่ายที่เกิดขึ้นนั้นส่วนใหญ่จะเป็นค่าจ้างคนงานเป็นหลัก ประมาณ 3-4 คน และค่าวัสดุอุปกรณ์ ส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการขายลูกวัวเพื่อให้ชาวบ้านไปเลี้ยงต่อเป็นหลักและรายได้มาจากการขายผลผลิตในฟาร์ม เช่น มะม่วง เป็นต้น เมื่อหักลบกันแล้วก็พออยู่ได้ไม่ขาดทุน ที่สำคัญก็คือ ได้กำไรสุขภาพกลับคืนมา ได้อยู่กับอากาศที่ไม่มีมลพิษ
ดังนั้น การทำอาชีพการเกษตรของแต่ละคนจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน คือ บางคนต้องการทำเป็นอาชีพหลักเพื่อใช้เลี้ยงดูครอบครัว บางคนต้องการทำอาชีพการเกษตรเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ และบางคนที่ต้องการทำการเกษตรเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองเป็นหลัก ฉะนั้น รายได้ที่เกิดขึ้นจึงมีความแตกต่างกันแล้วแต่มุมมองของตนเองที่ต้องการ.