ทางจิตวิทยากล่าวถึงผู้นำว่าควรจะเป็นอย่างไรซึ่งจะสามารถหาอ่านได้ง่าย ๆ ในห้องสมุดทั่ว ๆ ไป และก็ไม่เถียงเพราะนั่นคือ ทฤษฏีและเป็นทฤษฏีที่ดีและมีประโยชน์มากสำหรับการที่ใครสักคนจะก้าวมาเป็นผู้นำ แต่...จะมีหัวหน้าสักกี่คนที่ได้เปิดหนังสือจิตวิทยาผู้นำเหล่านี้อ่านและปฏิบัติ...
เป็นการยากที่สุดที่จะสามารถ LAN ความต้องการของผู้นำกับลูกน้องเข้าหากันได้โดยไม่มีปัญหาเลย แล้วอะไรล่ะที่ลูกน้องอยากได้แล้วอะไรที่หัวหน้าอยากได้ แล้วอะไรคือความพอดี มีศาสตร์มีศิลป์อะไรที่จะทำให้หัวใจลูกน้องและหัวใจของลูกพี่สามารถอยู่ร่วมกันและช่วยกันพัฒนางานเพื่อพัฒนาองค์กรต่อไป

ที่นี้เราลองมาพิจารณาถึงหัวหน้าว่ามีกันอยู่กี่ประเภทกันแน่ ในทางจิตวิทยากล่าวถึงผู้นำว่าควรจะเป็นอย่างไรซึ่งจะสามารถหาอ่านได้ง่าย ๆ ในห้องสมุดทั่ว ๆ ไป และก็ไม่เถียงเพราะนั่นคือ ทฤษฏีและเป็นทฤษฏีที่ดีและมีประโยชน์มากสำหรับการที่ใครสักคนจะก้าวมาเป็นผู้นำ แต่...จะมีหัวหน้าสักกี่คนที่ได้เปิดหนังสือจิตวิทยาผู้นำเหล่านี้อ่านและปฏิบัติ...

เราไม่อยากพูดถึงว่า ลูกน้องต้องการอะไรจากการท่านเป็นหัวหน้าคนเพราะในสังคม(เฉพาะ)ราชการนั้นยังยึดถือ ขนบธรรมเนียมการเป็น“หัวหน้า”แบบเก่าอยู่มาก คำกล่าวที่ว่า “หัวหน้าไม่มีวันผิด” หรือ “ทะเลาะกับหมาดีกว่าทะเลาะกับหัวหน้า” ยังคงมีอยู่(มากกๆๆ) ในสังคมของราชการปัจจุบัน
มีครั้งหนึ่งในการประชุมพนักงานในองค์กรแห่งหนึ่ง ผู้บริหารระดับ TOP ขององค์กรจัดประชุมขึ้นมาเพียงหวังว่าจะเป็นเวทีที่แสดงความคิดเห็นอย่างตรง ๆ ตามแนวคิดการทำงานแบบใหม่
นั่นคือการเปิดใจยอมรับความคิดเห็นและให้พนักงานทุกระดับสามารถแสดงความคิดเห็น ความรู้สึกและเปิดโอกาสให้เคลียร์กัน นั่นคือสิ่งที่ผู้บริหารผู้มีวิสัยทัศน์คนนี้ทำ และในการประชุมในวันนั้น มีการกล่าวพูดถึงการควบคุมการปฏิบัติงานของหัวหน้าอย่างตรง ๆ ตลอดจนแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกที่มีต่อการปฏิบัติต่อลูกน้อง มีหลายเรื่องในหลายงานในรอบปีที่ผ่านมาได้กล่าวถึง สิ่งที่ยิ่งยวดในวันนั้นก็คือ “ลูกน้องทุกคนขอกำลังใจในการทำงานจากหัวหน้างาน” เพราะงานที่ทำอยู่ก็สาหัสสากันอยู่มาก และทุกงานก็เป็นหน้าที่ขององค์กร ลูกน้องทุกคนตั้งใจทำและอยากให้งานออกมาดีแต่สิ่งที่ลูกน้องได้รับก็คือ เมื่อผู้บริหารระดับสูงมาตรวจงานผู้หน้ากลับรีบไปเสนอหน้าและกล่าวรายงานอันนี้ยังไม่เท่าไหร่ถือเป็นหน้าที่ที่ทำได้อยู่แล้ว แต่หันมาเบ่ง มาตวาดกับลูกน้องให้ทำโน้นทำนี่ต่อหน้าผู้บริหารระดับสูง และไม่ได้เป็นเพียงครั้งเดียวแต่กลับเป็นทุกครั้งไป ทำให้คนทำงานร่อยหรอหัวใจไปตาม ๆ กัน
อิอิ...เดี๋ยวจะบอกว่า ก็ แหม ฉันเป็นหัวหน้านี่ ฉันก็ทำได้อยู่แล้ว แล้วลูกน้องก็มีหน้าที่“ต้องทำ”แล้วห้ามมีปากมีเสียงด้วย แสดงความคิดเห็นอะไร ๆ ในที่ประชุมก็ไม่จบในที่ประชุม กลับกลายเป็นว่า “โดนหมายหัว” ว่าต่อไปนี้ เอ็งอย่าได้ผุดได้เกิดเลย 55+
….เพราะว่า ลูกน้อง คือคนทำงาน ให้คุณ(หัวหน้า) ลูกน้องทุกคนอยากทำงานให้เต็มที่และมีผลงานออกมาดี เหนื่อยสายตัวแทบขาดแค่ไหน แค่คำว่า “ เหนื่อยไหม” จากปากหัวหน้าก็จะสามารถกลายเป็นแรงผลักดัน ให้ลูกน้อง ปาดเหงื่อและพร้อมตอบคำว่า “ไม่เหนื่อย” แม้ว่าในงาน ๆ หนึ่งลูกน้องต้องทุ่มเท แรงกาย แรงใจ มากแค่ไหน ลูกเมียที่บ้านจะบ่นว่าเอาแต่งาน ๆ ๆ จนลืมทำการบ้าน อิอิ... ก็บ่ยั่น
... ขอเพียงกำลังใจจากผู้นำ จากหัวหน้างาน และไม่ดุด่าว่ากล่าวในความผิดโดยประจานในที่สาธารณชน และสิ่งสำคัญที่สุด ก่อนที่จะทำอะไรในนาม “หัวหน้า” ก็ให้นึกถึงตอนนี้ตัวเองเป็นลูกน้องว่า เป็นอย่างไร โดนอะไรมาสาหัสสากันแค่ไหนและปฏิญาณว่า เมื่อตนเองเป็นหัวหน้าก็จะไม่ทำอะไรแบบนั้น ...ก็จะสามารถลดอุณหภูมิความร้อนแห่งความเป็นหัวหน้าลงได้....
สวัสดีค่ะคุณนก
แวะมาทักทายค่ะ เห็นด้วย แค่ความเข้าใจกัน พบกันครึ่งทางจะดีมากๆๆๆ อิอิ คิดถึงนะคะ
นก ตามมาเยี่ยมเยียนจ้า เห็นกันแต่ที่คณะเน๊าะ
ขอนำไปใช้ในการทำงานนะคะ ขอบคุณมากๆๆๆ เพราะอยากเห็นปาดเหงื่อและพร้อมตอบคำว่า “ไม่เหนื่อย”
เป็นลูกน้อง เหนื่อยจริงๆ...แต่เป็นอะไรก็เหนื่อยครับ..เป็นหัวหน้าก็เหนื่อยแบบหัวหน้า เป็นลูกน้องก็เหนื่อยแบบลูกน้อง..สิ่งที่ดีที่สุด...อย่าคิดมาก