ช่วงนี้มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสอบคัดเลือกครูอยู่ 2 แห่ง งานแรก คือ การสอบบรรจุครูของ สนง.เขตพื้นที่การศึกษาชุมพร เขต 1 ผมในฐานะประธาน อ.ก.ค.ศ. (คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา) ทำหน้าที่หลัก คือ พิจารณาการเตรียมงานในขั้นตอนต่าง ๆ ร่วมกันในรูปแบบคณะบุคคล ท้วงติง ซักถาม แก้ปัญหา ติดตาม ตรวจสอบ และลงนามอนุมัติประกาศต่าง ๆ ไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับผู้สมัครซึ่งมีมากถึง 389 คน บรรจุรอบแรก 11 อัตรา ที่เหลือขึ้นบัญชีไว้ 2 ปี รอเรียกบรรจุเมื่อมีตำแหน่ง-อัตราว่าง หรือให้เขตอื่นมาขอใช้บัญชีรายชื่อ
งานที่สอง เข้าไปเกี่ยวข้องมากกว่าในฐานะกรรมการคัดเลือกครูจ้างสอนของโรงเรียนเทศบาล 1 บ้านท่าตะเภา อ.เมือง จ.ชุมพร โรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองชุมพร ซึ่งมีแผนเปิดสอนชั้น ม.4 จากเดิมที่เปิดสอนถึงระดับมัธยมต้น งานนี้มีผู้สมัครและมาสอบแข่งขันเพียง 18 คน จากจำนวนที่ต้องการรับทั้งหมด 7 ตำแหน่ง คงจะเป็นเพราะเป็นครูอัตราจ้าง เข้าทำงานแล้วยังไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการในทันทีเหมือนงานแรก
กระบวนการคัดเลือกนอกจากจะพิจารณาคุณสมบัติจากเอกสารประวัติการศึกษาของผู้สมัครแต่ละคนแล้ว มีการสอบสัมภาษณ์เพื่อประเมินคุณลักษณะต่าง ๆ ซึ่ง อาจารย์นิวรณ์ งามขำ อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยพลศึกษา จ.ชุมพร ปัจจุบันในวัยเกษียณอายุ ท่านยังทำหน้าที่ในภาคประชาชนรับตำแหน่งเป็นประธานชุมชนในเขตเทศบาลเมืองชุมพร และประธานกรรมการสถานศึกษา รร.เทศบาลฯ ท่านได้นำหลักเกณฑ์ที่ท่านมีอยู่มาปรับใช้
ผมได้รับเกียรติให้ช่วยออกแบบการสอบข้อเขียน หลังจากที่ทางโรงเรียนเทศบาลฯ ได้ติดต่อไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือในการออกข้อสอบ โดยเฉพาะโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเทศบาลเมืองชุมพรมีโครงการจะทำข้อตกลงการร่วมมือกันทางการศึกษา อาจจะเป็นเพราะว่าระยะเวลาค่อนข้างสั้น ต้องเร่งสอบเพื่อคัดเลือกครูจ้างสอนเข้ามาทำงานให้ทันก่อนเปิดเทอมในเดือนพฤษภาคม 2551 นี้ ทางสาธิตรามฯ จึงทำให้ไม่ทัน
เมื่อภารกิจนี้มาตกลงที่ผม ผมถามตัวเองว่าอยากรู้อะไรในตัวครูรุ่นใหม่ ? สิ่งนั้นน่าจะบอกเราได้บ้างถึงความคิด ความรู้สึก ความมุ่งหมาย ความใฝ่ฝัน “เรื่องดี ๆ” ทั้งหลายที่ครูรุ่นใหม่ต้องการ “ทำเพื่อศิษย์” ในที่สุดผมก็ได้คำถาม 3 ข้อ ดังนี้
ท่านคิดว่า
- วิชาเอกซึ่งเป็นวุฒิการศึกษาของท่านนั้น มีความสำคัญต่อการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างไร ?
- เป้าหมาย หรือ ผลสัมฤทธิ์ ต่อผู้เรียนที่ท่านคาดหวังในวิชาที่ท่านสอน คืออะไร ?
- ท่านมีแนวทางการสอนเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นได้อย่างไร ?
กองการศึกษา เทศบาลเมืองชุมพร นำคำถามของผมไปจัดการสอบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 โดยให้เวลาเขียนถึง 2 ชั่วโมง ในบรรยากาศห้องประชุมที่เย็นสบาย พร้อมดูแลเรื่องกระดาษ ดินสอ ปากกา ฯลฯ ทำให้ผู้เข้าสอบทั้ง 18 คน มีเวลาไตร่ตรอง คิดอย่างใคร่ครวญ และเขียนออกมาได้ดีมาก เมื่อผมได้รับเอกสารกระดาษคำตอบทั้งหมด และเริ่มอ่าน บอกตามตรงว่ารู้สึกตื่นตา-ตื่นใจ เพราะไม่ได้คาดหวังว่าคนรุ่นใหม่ ส่วนใหญ่เพิ่งจบการศึกษาจะสามารถถ่ายทอดความคิดออกมาได้อย่างเป็นระบบ ไม่สับสน อ่านง่าย ลายมือสวย ฯลฯ
เมื่ออ่านไปได้ 7 – 8 คน เกิดความคิดขึ้นมาว่า ในความรู้สึกของเราคล้อยตามไปกับการนำเสนอความคิดดี ๆ ของแต่ละคน อาจจะเป็นเพราะว่าเราฝึกตัวเองให้ ฟัง-คิด-พูด ในด้านบวก ตามหลักของ สุนทรียสนทนา (Dialogue)จนเริ่มที่จะกลายเป็น นิสัยถาวร ใครนำเสนออะไรดี ๆ มีเหตุผล มีแรงบันดาลใจ เราก็มักจะรับมาด้วยความชื่นชมไปเสียทั้งหมด พูดง่ายๆ คือ Bias ในด้าน + มากไปหน่อย น่าจะไม่เหมาะสมในการตัดสินถูก-ผิด / มาก-น้อย
แต่ถ้าให้เด็ก ๆ ซึ่งมีประสบการณ์ตรง สด ๆ ร้อน ๆ กับการเรียนการสอนในห้องเรียน ได้เป็นผู้อ่านคัดกรองรอบหนึ่งก่อน ทดลองให้คะแนนไปตามความเห็นของเขาว่า คำตอบของใครคือทัศนะของครูที่ดีที่เขาเห็นด้วย จากนั้นผมก็นำมาตรวจสอบ ตัดสินอีกครั้งหนึ่ง จะทำให้เกิดมุมมองที่ชัดเจนขึ้น
ได้ผลครับ เด็ก ๆ (ม.3 หนึ่งคน และ ม.5 อีกหนึ่งคน) อ่านด้วยความสนใจ กระตือรือร้น เมื่ออ่านจบชุดแรกกลุ่มเอกวิชาคณิตศาสตร์ และภาษาไทย ก็รีบมาขอกลุ่มเอกวิชาอื่นไปอ่านอีก คะแนนที่ให้มาอธิบายเหตุผลได้ว่าเพราะอะไร ชอบครูที่มีความคิดเห็นแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน ฯลฯผมไม่ได้เชื่อเด็ก ๆ ไปทั้งหมดในการตัดสินใจให้คะแนน แต่บอกได้เลยว่ามีความเห็นที่แตกต่างกันน้อยมาก
เมื่อสรุปเรียบร้อยแล้วรู้สึกลึก ๆ ว่า สงสารคนที่ไม่ผ่านการคัดเลือก อยากจะช่วยคิด ช่วยหางานให้ทำ ช่วยให้เขาได้สร้างสรรค์ชีวิตของเขาไปตามอุดมการณ์ที่เขาได้แสดงออกมาให้เราได้ ตระหนักรู้.
เป็นความรู้สึกที่ดีมากครับครู