แก่นแกนการเกาะกลุ่มของคนแซ่เฮ: เมื่อวิวัฒนาการสังคมสมัยใหม่จะนำทุนนิยมเข้ามาเป็นกระแสหลักของสังคม ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ วิถีชีวิตในแต่ละคนต้องเร่งรีบและเดินตามกฎเกณฑ์ใหม่ของสังคม อย่างที่พ่อผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ปราชญ์แห่งแควระบบสียัด เปรียบว่านี่คือ สายพานชีวิต แต่ส่วนลึกของห้วงคำนึงของประชาชนไทยเรายังมิได้ตัดขาดอย่างสิ้นเชิงจากฐานหลักของพุทธปฏิบัติ แม้จะฉาบฉวยมากขึ้น ติดเปลือกติดกะพี้มากขึ้น ไม่ได้ดื่มด่ำกับวิถีปฏิบัติอย่างแต่ก่อน แต่ท้ายที่สุดของชีวิตก็วิ่งเข้าหาหลักของพุทธ แม้จะเป็นเพียงพิธีกรรมก็ตาม
แม้ผมเองจะบ่น ถึงเด็กวัยรุ่นสมัยนี้ว่า ห่างไกลพุทธเหลือเกิน ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่แตกต่างจากสังคมเดิมๆมากมาย แต่ก็ยอมรับในความเปลี่ยนแปลงนั้น แต่ไม่ยอมรับสาระในการเปลี่ยนแปลงบางประการ แม้ว่าสังคมเมืองจะหลุดลุ่ยจากค่านิยมในหลักธรรมมากแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีนักปฏิบัติธรรมกระจายอยู่ทั่วไป เพียงแต่อาจจะรวมกลุ่มกันบ้าง และจำนวนไม่น้อยที่นิยมความเป็นปัจเจก
องค์พระผู้เป็นที่สุดของแผ่นดินก็ยังประกอบพิธีทางพุทธอย่างต่อเนื่องมิได้ขาด ให้ทุกคนได้เห็นแม้ว่าหลายคน “เพียงแต่เห็น แต่ไม่อาจสัมผัส” แต่ก็มีหลายคนที่ “เห็นด้านในของพิธีกรรมนั้นๆ” ผู้เฒ่าผู้แก่ยังพนมมือโมทนาสาธุทางจอทีวีด้วยซ้ำไป เพราะแท้ที่สุดนั้นก็คือ “สำนึกอันเป็นด้านลึกของจิตใจ”
ผมขออนุญาตฉายซ้ำ เรื่องการทำบุญในวันพระที่วัดของสังคมเดิมในชนบท ทุกวันพระพ่อแม่จะเตรียมอาหาร ขนม ตื่นแต่เช้ามืดมาปรุงแต่งเต็มฝีมือ พอสว่างก็ปลุกลูกหลานตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าค่อนข้างดีที่สุด แล้วจัดสำรับกับข้าวใส่ตะกร้าสวยๆ ภาชนะดีดี จูงลูกหลานไปร่วมทำบุญที่วัด
ผู้คนมากมายจากทุกหลังคาเรือนต่างมาร่วมทำบุญ เสียงทักทายถามสารทุกข์สุกดิบกันเซ็งแซ่ ผู้ใหญ่เห็นเด็กก็ทักทาย เองลูกใคร เรียนที่ไหน มากับใคร พ่อแม่ก็แนะนำให้ลูกกราบไหว้ญาติพี่น้องคนนั้นเป็นลุง เป็นอา ฯ แม้เพื่อนบ้านที่มีบ้านห่างออกไปก็แนะนำให้กราบไหว้ความเป็นอาวุโส
ผู้เฒ่าจะไปรวมตัวกันที่หน้ากุฏิเจ้าอาวาส กินน้ำร้อนน้ำชาและตั้งวงคุยกันสารพัดเรื่อง การทำมาหากิน โรคภัยไข้เจ็บ การบ้านการเมือง ข่าวคราวต่างๆ ฯลฯ แม่บ้านหรือผู้หญิงก็จะจัดการเรื่องตักข้าวใส่บาตร ตักกับข้าวใส่ถาด เมื่อถึงเวลาพระก็เดินตามลำดับพรรษามานั่งบนอาสนะแล้วสวดตามประเพณีปฏิบัติ
เมื่อพระฉันท์ข้าว ก็เกิดการแลกกับข้าวแลกขนมส่วนที่เหลือจากการถวายพระกันระหว่างบ้าน ระหว่างครอบครัว ระหว่างญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน นี่คือการแลกเปลี่ยนรสชาติอาหาร ในชุมชน เพราะเมื่อกลับบ้านก็จะติจะชมกันว่า แกงบ้านนั้นเค็มไป เปรี้ยวไป บ้านนี้อร่อย ก็จะถามไถ่สูตรทำอาหารกัน คนในบ้านก็จะปรับปรุงฝีมือกัน
ระหว่างการทำบุญนั้น ก็มักจะมีเด็กๆเดินเล่น วิ่งเล่น ส่งเสียงดังบ้างตามธรรมชาติเด็ก ผู้ใหญ่ก็จะสอน แนะนำ ไอ้หนูควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ การเดินผ่านผู้ใหญ่ต้องน้อมกาย ขอโทษ เดินให้ระมัดระวังอย่าไปใกล้มากนักจะไปเตะเท้าคุณลุงคุณป้าเข้า ต่อหน้าพระก็ให้เดินเข่าไปพบไปกราบ และคนในหมู่บ้านทุกคนก็สามารถว่ากล่าวตักเตือนลูกหลานทุกครอบครัวในหมู่บ้านด้วยกันได้ เป็นที่ยอมรับกัน เลยเถิดไปถึงหากทำผิดสามารถเรียกมาทำโทษตีก้นได้เลยด้วย ผู้ใหญ่เขาอนุญาตให้แก่กัน เพราะต่างคือลูกหลานในหมู่บ้านเดียวกัน นี่คือความเป็นญาติพี่น้องในชุมชน นี่คือการอบรมสั่งสอนมารยาทสังคม ประเพณี เคารพในอาวุโส
แม้อยู่บ้านเดียวกันแต่หัวบ้านท้ายบ้านอาจจะไม่ได้พบกันเลย การทำบุญที่วัดจะเป็นโอกาสที่มาพบกัน ทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เรื่องราวต่างๆในครอบครัว การประกอบอาชีพ สุขภาพ ฯลฯ จะเล่าสู่กันฟัง ต่างถามไถ่คนที่ไม่ได้มาร่วมทำบุญ ไม่ได้ถือสาชั้นวรรณะ ความรวยความจน บ้านเล็กบ้านใหญ่ ที่วัดนั้นเท่าเทียมกันหมด ต่างเอาศาสนาเป็นที่ตั้ง เอาหลักยึดเหนี่ยวจิตใจเป็นที่ตั้ง
การไปทำบุญที่วัดเป็นกิจกรรมสังคมเดิมที่มีความหมายที่เราสามารถถอดรหัสได้ดังนี้
- เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่มีความศรัทธาในหลักธรรม และมีจิตใจเป็นอันเดียวกัน ไปรับการตอกย้ำหลักการอยู่ร่วมกัน และวิถีปฏิบัติร่วมกันในหมู่บ้าน ในสังคมอย่างสันติสุข
- การไปทำบุญกับพระ การไปพบปะกันยังเป็นสถานที่เชื่อมร้อยความผูกพันซึ่งกันและกันซึ่งเป็นด้านลึกของจิตใจ ที่สะท้อนจากคำกล่าวที่ว่า “ทำบุญร่วมวัด ตักบาตรร่วมขัน” ซึ่งมีความหมายมากสำหรับคนในหมู่บ้าน ในชนบทที่ผูกใจเข้าด้วยกัน
- การแลกเปลี่ยนกับข้าว ขนม และอื่นๆ นี่คือสื่อ และยังเป็นการแลกเปลี่ยนทักษะการประกอบอาหาร การกินในชุมชนผ่านพิธีกรรมทางศาสนาแบบนี้โดยไม่รู้ตัว
- เป็นการรวมกลุ่มของผู้เฒ่าในชุมชนให้มาพบปะกัน ทักทาย ถามไถ่ พูดจากัน เป็นกิจกรรมร้อยรัดความสนิทสนมกลมเกรียว สามัคคี ระหว่างคนในหมู่บ้านระหว่างตระกูล ระหว่างฐานะ บนฐานของบรรยากาศของวันบุญ ความแตกต่างทางความคิดเห็นหากจะมีก็จะไม่มีทางที่จะรุนแรงแตกแยก
- เป็นการแลกเปลี่ยนข่าวสารความรู้ สารพัดที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ในสังคม ในประเทศชาติ บนเวทีที่เป็นธรรมชาติ ไม่เป็นทางการและไม่อึดอัด อยู่บนสิ่งแวดล้อมที่ทุกคนมีใจเข้ามารวมกันเป็นฐานอยู่แล้ว
- เป็นสถานที่ แนะนำ สั่งสอน ส่งต่อวัฒนธรรมประเพณี ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก แห่งการอยู่ร่วมกัน การปฏิบัติต่อกัน โดยที่ไม่ต้องไปจัดหลักสูตรฝึกอบรมแต่อย่างใด
- เป็นพิธีกรรมที่ควบคู่กับสาระทางจิตสำนึก และหลักการอยู่ร่วมกัน โดยมีคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกฐานะมาสานเข้าเป็นเนื้อเดียวกันโดยไม่แบ่งแยก
- เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ซึ่งกันและกันในสาระต่างๆ เมื่อวัดเป็นสถานที่มาพบปะกัน เปรียบเหมือนวัดเป็น Central Node รูปแบบหนึ่ง
- การเชื่อมร้อยกันในสาระต่างๆดังกล่าว เปรียบดัง แรงเกาะเกี่ยวทางสังคม ที่เป็นสาระของ Internodes
- ฯลฯ
น่าเสียดายที่วิถีชีวิตของเราห่างการทำบุญที่วัดมานานแล้ว Nature Bond หรือ Social bond ซึ่งเป็น Localtraditional bond นั้นเจือจางลงไปตามการเปลี่ยนแปลงสังคม
ขณะที่เราโหยหา เรียกร้อง และมีส่วนเสริมสร้างบ้างนั้น เฮฮาศาสตร์ ของกลุ่มคนแซ่เฮก็ถือกำเนิดขึ้น แม้ว่ามันจะมิใช่มาทดแทนสิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมด
แต่มันเป็นหน่ออ่อน หรือการแตกรากเหง้าใหม่ของ Bond ในสังคมไทยเราก็ได้ เพราะรูปแบบมันแตกต่างจากกลุ่ม องค์กรอื่นๆในสังคม
“ก็เพราะเราเอาใจมารวมกันน่ะซีครับ”
หรือตาหวานว่าอย่างไร (เลียนแบบท่านครูบา อิอิ..)
อ่านะ พี่เอื้อง วิชาการหนาปึก .....หุ่นคนบันทึก
แบบนี้โดนหลายคนนะค้า...
อิอิ ( : อิ่ม ตามนิยามของพี่หมอรูปหล่อใช้เพาะหนิงคนสวย แซ่เฮ)
น้องเอื้อง
1. เอื้องแซะ
ห้า ห้า ห้า....เอิ๊ก.... ชอบใจน้ำหนัก คนที่บ้านเลี้ยงดีไปหน่อย อิอิ ก็ทั้งคู่แหละ
เอื้องแซะ ไม่เชื่อถามน้องหนิงดูซิ
เวลาเฮฮาศาสตร์ทำเสื้อขึ้นมาต้องสั่งพิเศษ ขนาดที่เขาทำมาไม่มี ไม่มี อิอิ แต่ท่านอัยการก็จัดให้จนได้...เอิ๊ก...
สวัสดีเจ้าค่ะ ลุงจ๋า
คิดถึงงงงงงงงงงงงงง กอดดดดดดดดดดดดดดดดด รักษาสุขภาพด้วยเด้อจ้า เป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ ---> น้องจิ ^_^
หลานจิ
6. โก๊ะจิจัง แซ่เฮ ^๐^!
หลานจิ ลุงบอกสักอย่างนะ ห้ามหลานจิไปอยู่ใกล้น้ำมันนะ ไม่ดี อันตราย เพราะหลานจิเป็นคนไฟแรง อิอิ..เอิ๊ก... เดี๋ยวไฟไหม้เอา