วันที่ ๒ พ.ค. ๕๑ คณะสี่สหายเกิดอาการ "ของขึ้น" หรือจินตนาการบรรเจิด ที่บ้านของ ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา
คณะสี่สหายนี้ ไม่ใช่พล นิกร กิมหงวน และ ดร. ดิเรก แต่ได้แก่ ฉัตรทิพย์ วิชัย (บุญแสง) วิสุทธิ์ (ใบไม้) และวิจารณ์
เรานัดไปกินข้าวคุยกันทุกๆ ๖ เดือน พอถึงนัดครั้งที่ ๓ ก็เกิดไอเดียว่าไปเที่ยว ต่างประเทศด้วยกันดีกว่า ไปกัน ๔ คู่ เริ่มเลือกสถานที่จากหลวงพระบาง เสียมเรียบ แล้วมาลงเอยที่คุนหมิง เพราะที่นี่มีสหายใหญ่ของ อ. ฉัตรทิพย์อยู่ คือ อ. เจีย เยน จอง หรือ ศ. ยรรยง จิระนคร
อ. ฉัตรทิพย์ ให้หนังสือเรามาคนละเล่ม สำหรับอ่านเพื่อเตรียมตัวไปเที่ยว ในเดือนพฤศจิกายน ที่จริงเราอยากหนีหนาวโดยร่นขึ้นมาเป็นเดือนตุลาคม แต่ติดขัดที่ผมมีภารกิจแน่นมาก และปลายเดือนตุลาคมก็ต้องไปประชุม Health Systems Research ที่ Bellagio
หนังสือ "ประวัติศาสตร์ยูนนานสมัยใหม่" แปลและเรียบเรียงโดย อุษา โลหะจรูญ เขียนคำนำโดย ศ. ดร. ฉัตรทิพย์ นาถสุภา พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม ๒๕๔๙ โดยสำนักพิมพ์สร้างสรรค์ จัดจำหน่ายโดยศูนย์หนังสือจุฬาฯ ราคา ๒๙๐ บาท แค่อ่านคำนำโดย ศ. ฉัตรทิพย์ ก็ได้ปัญญาคุ้มค่าหนังสือแล้ว
จากหนังสือนี้ผมได้รู้เรื่องอาณาจักรน่านเจ้า (ศตวรรษที่ ๘ - ๙) และต้าหลี่ (ศตวรรษที่ ๑๐ - ๑๓) ที่ตั้งอาณาจักรโดย โก๊ะล่อฝง ผู้นำชนเป็นชาติไป๋ อาณาจักรประกอบด้วยหลายชนชาติ มีวัฒนธรรมผสมระหว่างจีน อินเดีย และชนชาติพื้นถิ่น นับถือศาสนาพุทธมหายาน และความเชื่อพื้นถิ่น อาณาจักรนี้มีการเปลี่ยนศูนย์กลาง และมีความสัมพันธ์ทั้งมิตรและ สงครามกับจีนเป็นช่วงๆ อย่างน่าสนใจ และในตอนท้ายเขตยูนนานี้ปกครองโดยชาวมุสลิม (ค.ศ. ๑๘๕๕ - ๑๘๗๓) อ่านแล้วผมเห็นพลวัตสังคมมากกว่าที่เราถูกสั่งสอนมาจากการเรียนประวัติศาตร์ในโรงเรียนหรือจากตำรา หนังสือเล่มนี้สนุกตรงนี้เอง
แต่นั่นคือประวัติศาสตร์สมัยโบราณ ไม่ใช่สาระหลักของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งว่าด้วยเรื่องสมัยใหม่ ช่วงประมาณ ๑๐๐ ปี ระหว่างกลางคริสตศตวรรษที่ ๑๙ ถึงกลางศตวรรษที่ ๒๐ ซี่งจีนถูกรุกรานโดยอังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น และยูนนานมีส่วน สำคัญในการต่อสู้ที่ทำให้จีนเป็นเช่นปัจจุบัน แตต่ ศ. ฉัตรทิพย์บอกว่าคนเขียนประวัติศาสตร์เขียนจากมุมมองของจีนคอมมิวนิสต์สมัยยังเป็นปฏิปักษ์กับจีนก๊กมินตั๋งและกับประเทศตะวันตกเต็มที่ และเขียนด้วยมุมมองว่ายูนนานเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างเต็มที่ คือเขียนแบบมีอคติทางการเมืองนั่นเอง
ระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมตั้งใจว่าตอนไปเที่ยวจะขอไปชมพิพิธภัณฑ์ ของคุนหมิงหรือของยูนนาน ผมชอบชมพิพิธภัณฑ์ทุกประเภท นอกจากนั้นผมตั้งใจจะขอนั่งรถออกไปเที่ยวชมบ้านเมืองและทิวทัศน์ชนบทของคุนหมิงและยูนนานด้วย
![]() |
คณะสี่สหายที่ร้านอาหารญวน หน้าสถานีรถไฟสามเสน |
![]() |
หนังสือประวัติศาสตร์ยูนนานสมัยใหม่ |
วิจารณ์ พานิช
๖ พ.ค. ๕๑


ผมอยู่ ภาคเอกชน< private sector> ไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ อยาก กราบเรียนผาก ท่าน อาจารย์ได้พร่ำสอนลูกศิษย์ ให้เขานำสัก 1/10 ของ ณ ที่ นั่น มาปรับปรุงองค์กร หรือเป็น คนดีของ ปทท. บ้าง ด้วยความเคารพ สุรศักดิ์
เรียน อ.วิจารณ์ ที่นับถือ ผมมีเรื่องจะขอเล่าสู่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอาจารย์ และผู้ที่สนใจ ผมทำงานเป็นผู้อำนวยการ ที่รพ ชุมชน บ้านธิ จังหวัดลำพูน สนใจเรื่อง ชนชาติไท และกาเลหม่านไต ของหมอ ดอดจ์ และ อ บรรจบ พันธ เมธา และได้ติดตามรายการโทรทัศน์เรื่อง คนไท เรื่องจริงหรือความเชื่อทางเชื้อชาติ(คนไทยมาจากไหน)ของ บ ปาซิฟิค บรรยายโดย อ สมเกียรติ อ่อนวิมล ในเรื่องไตอาหม อาจารย์ฉัตรทิพย์ ซึ่งให้สัมภาษณ์ เรื่องไตมาวไว้น่าสนใจมาก ผมได้ตระเวณสืบเสาะหาความจริงเรื่องเกี่ยวกับชนชาติ และภาษา ไต-ไท-ลาว จีน โดยได้ศึกษาภาษาจีน ตัวเมือง(ตัวธรรม) ภาษาไทใหญ่ ไทลื้อ ไตเขิน ไทยใต้คงและเดินทางไป ท่าขี้เหล็ก ร่างกุ้ง สิบสองปันนา เชียงตุงเมืองลา ใต้คง(เต๋อหง) หลวงพระบาง พงษาลี และ เวียตนามส่วนเภาคเหนือรอบๆเมืองหลวงฮานอย ได้พบปะ และสอบคำไท กับ คนไตดำ ไตขาว ไตลื้อ ไตเหนือ-ไตมาว ไทใหญ่ บ่อยๆ หลายๆคนมาตั้งรกรากที่เชียงใหม่ โดยเฉพาะไทใหญ่ และไทลื้อ(รวมไทยอง)มีประวัติผสมปะปนในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะที่แม่ฮ่องสอน และส่วนติดชายแดนด้านเหนือของเชียงใหม่ เชียงราย(ส่วนที่ติดกับลำน้ำกก และแม่น้ำโขง ) มีคนเชื้อสายไทใหญ่อยู่มากมายเกินคาด ภาษาวัฒนธรรมไทใหญ่ก็ได้ปะปนอยู่ในภาษาเมืองเหนือ จนชาวไทใหญ่ที่ต่างทะยอยหนีออกจากดินแดนแม่ในรัฐฉานมาตั้งรกรากในเมืองไทย เมื่อได้ยินภาษาเมืองเหนือต่างรู้สึกปิติยินดี ว่าแต่ก่อนบรรพบุรุษของตนคงจะไปมาหาสู่กันจนเกิดการแลกเปลี่ยนภาษาวัฒนธรรม กับคนในประเทศไทย ส่วนคนที่มาจากเขตุเต๋อหง จะเล่าความรู้สึกว่า สำเนียงเสียงภาษาที่เขาใช้ มีสำเนียงเหมือนภาษาทางภาคกลางของไทย ขณะที่เสียงไทลื้อ และไทใหญ่มีโทนเสียงใกล้เคียงกับภาษาพูดทางเหนือ ในช่วงเวลา2-3 ปีที่ผ่านมาผมและพรรคพวกซึ่งสนใจในเรื่องเดียวกัน มีอาจารณ์รัตนาพร เศรษฐกุล ภาควิชาประวัติศาสตร์มหาวิธยาลัยพายัพ เป็นผู้นำได้จัดทีมไปเที่ยวศึกษา ชนเผ่า ที่ใช้ภาษาไต-ไท-ลาว ที่มณฑลกวางสี ได้พบ ชนเผ่า จ้วง-ต้ง-ปู่ยี-สุย-มู่หลาว-เหมาหนาน ซึ่งเป็นชนเผ่าที่เจดเป็นชนเผ่าดั้งเดิม ที่ใช้ภาษาไทโบราณ(คำโดด)มีวัฒนธรรมและเครื่องแต่งกาย เครือ่งใช้ครัวเรือน เครื่องดนตรี หลายๆอย่างเหมือนหรือร่วมสมันกับ ชาวม้ง อาข่า เย้า น่าซี ลีซอ ใป๋ หยี และจีนโบราญ และได้สังเกตุว่าภาษาไทยกลางที่เราใช้กัน จำนวนมากมีเสียงและความหมาย เหมือนภาษาจีน (ทั้งส่วนจากภาษาจีนกลาง และจากภาษากวางตุ้ง) เมื่อต้นเดือนเมษาที่ผ่านมาก็ได้เดินทางไปที่มณฑลยูนาน ฝั่งตะวันออกด้านที่ติดกับมณฑลกวางสี เป็นเขตุลุ่มแม่นำแดง ซึ่งไหลอยูทางตะวันออกของเทือกเขาอ้ายลาว ที่ทอดจากเมือง ต้าหลี่-คุนหมิง เฉียงลงทางตะวันออกเฉียงไต้มายังเขตุสิบสองจุไท(เดียนเบียนฟู-ลาวก๋าย -ไลเจา)ได้ไปแวะเยี่ยม และสอบภาษาไท ที่หมู่บ้านยาง และ บ้านทราย ได้ไปพบพี่น้องชาวไต ที่นั่น พอพูดคุยกันรู้เรื่อง และปลาดใจที่รากฐานสำเนียงภาษาที่เขาใช้เป็นภาษาไทใหญ่-ไทมาว-ไทเหนือ
ขากลับเมื่อทีมพวกเรามาแวะที่คุนหมิง อาจารย์รัตนาพรผู้ประสานงาน และผู้นำคณะ ได้นัดทานข้าวกับอาจารณื เจีย จรรยอง และทีมงานของท่านได้สอบถามถึงเรื่องชาวไตที่เราไปพบ อาจารย์จึงเล่าให้ฟังว่า เดิมเป็นไตจากกลุ่มไตมาวไตเหนือถูกกองทัพจีนส่งมาดูแลดินแดนแถบนี้ ทีมอาจารย์เจีย ชื่ออาจารย์หวางได้เล่าว่าหมู่บ้านของตระกูลท่านในเขตเสฉวน ห่างจากแค้วนยูนานไปทางเหนือไม่ไกล เรียกตัวเองว่าเป็นเผ่าหลาว เชื่อว่าเป็นต้นตระกูลของลาว ก่อนกลับออกจากหมู่บ้านยาง และเมืองหนานซา(เมืองทราย)เพื่อนๆคนไทที่ไปด้วยกันทั้ง 14 คนต่างชื่นชม และปลื้มปิติเมื่อตัวแทนชาวไตได้ร่วมรับประทานอาหารกับเราและ ขับร้องเพลงอวยพร( แขกพี่น้องจากเมืองไกล ที่พวกเราฟังแล้วพอเข้าใจความหมาย) ส่วนที่กลางหน้าผาชมวิวนาขั้นบันไดที่กลางดอยอ้ายลางสูงเกือบสองพันเมตร เราไม่พบคนที่ให้ภาษาตระกูลไท เลย มีแต่ ชาว หยี อาข่า ม้ง เย้า มีชาวจ้วง-ปุ่ยี จำนวนไม่มาก อพยพมาที่หลังเพื่อมาทำนา แต่พบชื่อตำบลใกล้ๆจุดชมวิว ว่าอดีตเป็นเขตุเมืองลวง(หรือ ลอง )
เมื่อถามถึงกลุ่มคนไต ได้คำตอบว่าอยู่กระจายตรงส่วนที่ราลลุ่ม ของแม่น้ำแดง ในที่เชิงเขา
เมื่อกลับมาถึงเชียงใหม่ได้พบกับครูสอนภาษาจีนเป็นชาวไป๋ จากเมืองต้าหลี่ที่เพิ่มจะมาสอนที่เชียงใหม่ได้ 1 เดือนท่านผู้นั้นเคยเรียนปริญญาโทที่คุนหมิง ได้เคยอ่านพบว่า ที่ทางตะวันตกของเมืองคุนหมิง ชื่อเมือง ฉูสง และเมืองเป่าซาน(เลยไปอยู่ในเขตุเต๋อหง)มีบันทึกของนักโบราณคดีขุดพบหลุมฝังศพ ที่มีเครื่องใช้ครัวเรือน เป็นของกลุ่มคนไต โบราณ ส่วน นั้นทีมวิจัยภาษาวัฒนธรรมของสภาวิจัยชนชาติในยูนาน ที่คุนหมิงได้สรุปว่าที่เมืองฉูสง ชื่อหมู่บ้าน ชื่อสถานที่ต่างๆ ล้วนเป็นชื่อเป็นภาษาไตเกือบทั้งหมด จึงน่าจะสันนิษบานได้ว่าคนไต เดิมส่วนหนึ่ง อยู่ไม่ไกลจากเมือง หนองแส-ตาลีฟู( ต้าหลี่ ) เมืองเสหลวง -คุนหมิง ต่อมาได้อพยพหลบหนี กระจายไปอยู่แถบริมแม่นำ สาละวิน(คง หรือนู่เจียง)แม่น้ำโขง(ล้านช้าง)และ แม่นำแดง เพื่อขยับขยายไปยัง รัฐฉานในพม่า เขตุสิบสองจุไท ในเวียตนาม รวมทั้งลาว ล้านนาไทย ที่เล่าและท้าวความมายาวเพื่อจะได้ขออาจารย์ช่วยสืบค้นต่อ หรืช่วยให้คนไทยในเมืองไทยได้ช่วยกันสืบค้นด้านประวัติศาสตร์ ภาษา และวัฒนธรรม ดั้งเดิมของไทให้รู้ที่มาที่ไป กันเพื่อจะได้เล่าต่อให้ลูกหลานในอนาคต
ชัยรัตน์ ต.เจริญ
ขอบพระคุณ คุณหมอชัยรัตน์มากครับ
วิจารณ์
ศ. ดร. ฉัตรทิพย์เข้ามาพบบันทึกนี้ และได้มีจดหมายมาขอแก้ไขรายละเอียดให้ชัดเจนแม่นยำขึ้น ผมได้แก้ไขแล้ว และรู้สึกว่า ศ. ดร. ฉัตรทิพย์เป็นนักวิชาการที่มีความแม่นยำสูงจริงๆ
ที่จริงผมไม่ได้ตั้งใจจะบอก อ. ฉัตรทิพย์สักหน่อยว่าผมอยากดูอะไร เพราะต้องขึ้นกับมติร่วมของคนที่เดินทางไปด้วยกัน แต่เมื่อผมโพล่งบอกไป ท่านก็วางแผนให้ไปพิพิธภัณฑ์ ๒ แห่ง ในเวลา ๑ วัน และชมเมืองอีก ๑ วัน รวมทั้งได้รับประทานอาหารกับอดีตจ้าวแผ่นดินของสิบสองปันนา และกับนักวิชาการที่เป็นเพื่อนๆ ของ อ. ยรรยง ด้วย เราคงจะได้เรียนรู้มากมาย
วิจารณ์
๑๔ พ.ค. ๕๑