วันนี้ฉันกลับไปภูเก็ตอีกครั้ง ครั้งนี้ไปเพราะญาติผู้ใหญ่ของป๊ะป๋าลาจากโลก คราวนี้ไปทางซีกหาดป่าตอง ระหว่างทางที่จะไปถึงที่หมาย ตามองฝ่าสายฝนพรำไปข้างหน้าเพื่อมองหาทะเลที่เคยเห็น ฝนที่พรำลงมาหนักพอดู ฟ้าหม่นมัวจนไม่ใคร่เห็นอะไร มองยาวไปข้างหน้า สายตามองกวาดเพื่อค้นหาแนวชายหาดอย่างที่เคยมาทุกครั้ง แล้วให้ใจหาย โอ้!หนอ ความสวยงามที่เคยพบเห็นมันหายไปเสียแล้วหนอ ด้วยสายตาที่กวาดมองไปนั้นปะทะกับแนวตึกสูงที่บดบังแนวหาดไว้เสียๆ ทั้งที่มองในมุมสูงนะนี่ก็แทบหาแนวหาดไม่ใคร่เจอ จะโทษว่าฝนพรำทำให้ตาแชแหม ก็ไม่ใช่สักนิด ความเจริญตาหายไปความไม่เจริญตาคือสิ่งที่เข้ามาแทนที่ นี่เป็นตัวอย่างของการสร้าง พร้อมทำลาย นี้หรือที่เรียกว่า “ความเจริญ” เจริญอะไรกันแน่
การได้ไปเยี่ยมญาติครั้งนี้ ทำให้เข้าใจบริบทเบื้องหลังของการที่มีการเปลี่ยนแปลงในมุมหนึ่ง บ้านญาติที่ไปเยือนในวันนี้ ผู้ลาจากมีศักดิ์เป็นน้าชายของป๊ะป๋า ลำดับญาติแล้วมีศักดิ์เป็นทวดของฉัน ทวดมีลูก 6 คน มีที่ดินทั้งหมด 10 กว่าไร่ มีลูก 6 คน ตอนที่ทวดมีชีวิต สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจทวดไว้ คือหลานสาวคนหนึ่ง เธอคอยใส่ใจดูแล ทุกเวลาที่มีโอกาส เข้าบ้านก็ถาม เข้าบ้านก็เรียกหาให้ชื่นใจ จะออกจากบ้านก็บอก ออกไปแล้วก็ยังโทรมาถามไถ่ เจ้าหลานน้อยคนนี้นั้นยังเรียนหนังสืออยู่เลย เมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา ให้บังเอิญโชคร้าย เธอโดนสิบล้อชน จนเสียชีวิต ตั้งแต่นั้นมา ทวดบ่นว่าเบื่อโลก ไม่รู้จะอยู่ในโลกไปทำไม อยู่มาจนเบื่อ ไม่อยากอยู่ต่ออีกแล้ว
ลูกๆทวดนั้นถ้านับญาติ ก็เป็นพี่ๆ บอกว่า ฉันเป็นเหลนที่ทวดเอ่ยถึงบ่อยมาก ลูกทวดไม่รู้จักฉัน เพราะในชีวิตประจำวัน ที่นี่เป็นที่ไปมายาก ตอนที่หลานยังไม่ตาย ทวดหวังไว้ว่า จะส่งให้เรียน เตรียมทุนไว้ให้เรียนถึง 5 ล้านบาท ในความจริงที่มีมูลค่านี้อยู่นั้นเป็นมูลค่าที่ดินซึ่งทวดมีอยู่ อยู่หลังบ้านที่ท่านอยู่บนเขาหลังบ้านนะแหละ ที่ดินบนเขาของภูเก็ตราคาแพง พี่เขาเล่าว่า มีที่ดินด้านหน้าที่ทวดไม่ใช่เจ้าของ เป็นที่ส.ป.ก. ส่วนที่ของทวด เป็นอะไรไม่ได้ถาม พอเขาดำริจะขายที่ดิน เจ้าของที่ที่นี่ก็จะขาย ขอขายแลกเปลี่ยนให้สามารถเข้าใช้ที่ดินทวดได้
ก่อนทวดลาจาก ไม่มีการจัดการที่ผืนนี้ให้ลูกๆ เมื่อทวดลาจาก พี่ๆถือมันเป็นมรดกซึ่งจะไม่เก็บไว้ แต่จะขายมาแบ่งปันหารรับเท่ากันแล้วเป็นอันหมดเรื่องมรดก สำหรับราคาดิน ตั้งไว้ที่ไร่ละ 8 ล้านบาท จากเมื่อ 6 เดือนก่อนตอนที่ทวดยังอยู่ ตั้งไว้ที่ 5 ล้านบาท ถามพี่ว่าทำไมถึงไม่แบ่งที่ดินเอาไว้ดูแลกิน พี่ๆตอบว่า ดินแบ่งเท่าไม่ได้ มีที่ดินที่หิน แบ่งแล้วไม่ยุติธรรมในบรรดาพี่น้อง ก็จะทะเลาะกัน แบ่งด้วยเงินง่ายกว่า หารแล้วรับไปเท่าๆกัน
เรื่องนี้ทำให้รู้ว่า รากปัญหาหนึ่งของความเจริญที่เกิดมีที่มาจากความคิดพื้นๆในครอบครัว ภัยเงียบเรื่องนี้ คือ เรื่องที่คนภูเก็ตเผชิญอยู่และไม่รู้ตัวว่าจะถูกกลืนกิน
เอาเรื่องนี้มาเล่า ด้วยตามไปอ่านเรื่องลุงเอก เป็นห่วงภูเก็ตและน้องอัยการชาวเกาะ
เสียงเล็กๆ เขียนตอบลุงเอกว่า “ผมว่าเราสอนให้อนุรักษ์ มันง่ายกว่าสอนให้ฟื้นฟูนะครับ และถ้าอนุรักษ์เป็น ฟื้นฟูก็ไม่จำเป็นก็ได้” ฉันค่อนข้างเห็นด้วย เพราะดีกว่าตามแก้ ประเด็นอยู่ที่ว่า ที่คุณเกษตรยะลาพูดไว้ “ คนไทยสายตาสั้น ..ก็เป็นอย่างนี้แหละ ที่เบตงอีกแห่ง ขุดกันระเนระนาด เพื่อสร้างบ้านจัดสรร แต่ที่ เชียงแสน เขาไม่ขุด รีสอร์ท ทำถนน และปรับเฉพาะพื้นที่นิดหน่อยสวยงามมากครับ เรื่องภูมิทัศน์ ..ต้องแม่ฟ้าหลวง” และที่ลุงเอกพูดไว้ “ภูเก็ตวันนี้เปลี่ยนไปน่าใจหาย ลุงเอกแหงนดูภูเขาก็มีคนบุกรุกเยอะ การก่อสร้างก็สะเปะสะปะ ผิดแผกจากที่ลุงเอกไปที่เมืองเวนิสหรือซอรอนโต้ เขาอนุรักษ์ได้อย่างงดงาม จนไม่น่าเชื่อว่าเขารักธรรมชาติมากกว่าเรา “
กำลังที่จะแก้เรื่องนี้ อยู่ที่ผู้สูงอายุรุ่นเกษียนและที่ใกล้เกษียนที่ยังเหลือกันอยู่ที่รู้จักพอ เชื่อเถอะว่าคนรุ่นนี้รักภูเก็ตยังกะอะไรดี ลองหาซิแนวร่วม จะร่วมมือกันอย่างไรดี ที่จะรักษาดินแดนไว้แทนที่การรักเงิน ร่วมมือกับเอ๊าะๆที่กำลังเจริญวัย งอกทีละครัวก็ยังไม่น่าจะสายหรอกนะ อาจจะเลียนแบบของน้องเอกที่กำลังทำที่ปาย ด้วยกำลังแข็งขันและจุดแข็งที่มี ในบางพื้นที่น่าจะยังทัน แนวร่วมในโรงเรียนน้องอัยการหาไม่ยาก ลองผนึกกำลังกันหันมาทำดูหน่อยดีไหม มันเป็นเรื่องสวนกระแส แต่ถ้ารู้จักทำ ก็ใช่ว่าจะยากเกินไป
นอกจากเยี่ยมญาติยังได้แวะเยี่ยมพี่ของเพื่อน เขาป็นหนึ่งคนที่ร่วมอนุรักษ์พิพิธภัณฑ์ไทยหัว ได้แลกเปลี่ยนความคิดบอกไปว่า สิ่งที่จัดรวมไว้ที่พิพิธภัณฑ์มันยังดูแห้งๆ ไม่เร้าใจคนที่ไปดู โดยเฉพาะส่วนหนึ่งที่เข้าไปโดยลำพัง ไม่มีไกด์นำ หรือมีไกด์นำ ก็ยังไม่ชัดถึงวิสัยทัศน์ พี่ท่านขอบใจ บอกว่า อยากได้ความเห็นแบบนี้มานาน แต่ไม่ใคร่มีใครบอกให้ได้รู้เลย พี่ท่านคนนี้มีจุดแข็งที่คุณสมบัติ ไปเที่ยวเมืองนอกบ่อยมาก หากรู้จักจุดประกายจะมีโอกาสกระตุ้นมุมมองรักษาเมืองผ่านเลนส์ของเขาเอง
พิพิธภัณฑ์คือสนามแห่งหนึ่งที่สามารถถ่ายทอด
ปลุกเร้าคนรุ่นลูกหลานให้รู้จักรักถิ่น
ซึ่งต้องเรียนรู้วิธีคิดของชาวต่างชาติที่เขาสร้างพิพิธภัณฑ์มาบูรณาการร่วมกับวิสัยทัศน์ที่ฝันถึงความรักถิ่นของคนจากรุ่นสู่รุ่น กิจกรรมทำได้ง่ายๆหากจะปลูกฝังผ่าน
2 โรงเรียนดัง สตรีภูเก็ตและประสาทวิทยา
ที่น้องอัยการเกี่ยวข้องอยู่แล้ว
กิจกรรมไม่น่ายาก
ลองทำเหมือนการนำเด็กเยี่ยมชมศูนย์ป่าชายเลนดูซะซิ แทนที่จะเรียนเรื่องของธรรมชาติตรงๆ
ลองให้เรียนรู้รากให้รักเมืองอ้อมๆ
แล้วอ้อมมาหาการรักธรรมชาติที่กระตุ้นการอนุรักษ์ไว้ซึ่งแผ่นดินก็ไม่เลวนะน้องอัยการชาวเกาะ อีกทั้งน้องอัยการมีเพื่อนฝูงมากมาย
ทั้งอปท. และภาคเอกชน ไม่ลองกระตุกความคิดเขาบ้างหรือ
หรือลองใช้ภูมิปัญญาต่อยอดดูนะน้อง
ช่วยกันๆดูแลบ้านเกิดเราเถิด
ก่อนที่จะไม่สามารถเปิดปากว่ามันใช่
ที่วันนี้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา
เพราะคิดว่าน่ามีวิธีอะไร ที่จะทำให้คนภูเก็ตหายสายตาสั้น
วางภูมิทัศน์เมืองในอนาคตของส่วนที่ยังเหลือให้คงอยู่อย่างเข้าสมัย
เรื่องอาจจะหนักไปหน่อย เลยไปหารูปสวยๆมาฝาก รูปนี้คือ หอยเบี้ยที่ยังมีชีวิต
ตัวบน คือ หอยเบี้ยลายเสือ ตัวล่าง คือ หอยเบี้ยทอง


5
พฤษภาคม 2551
จริงด้วยค่ะพี่หมอเจ๊ คนสวยแซ่เฮ
ตอนอยู่ที่แหลมพรหมเทพ หนิงก็ยังติดใจเรื่อง แนวเมืองเก่าฯที่ รร.สตรีภูเก็ตนำเสนอ หนิงเสียดายมากที่ทราบว่าเป็นที่มีเจ้าของหมดแล้ว เลยแอบเสนอโจรยุทธ์ที่เคยได้ยินมาอ่ะค่ะ
เอ๊ะ..เกี่ยวกันไหมคะ ฮ่า..........
ความฝันสร้างจินตนาการ
คน...คือผู้สานต่อความฝัน
อาศัยสิ่งที่อยู่แวดล้อมตัวเรา ทั้งที่จับต้องสัมผัสได้ และสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม
อยู่ที่จิตสำนึกในการจัดสรรสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดความสวยงาม และเป็นสิ่งจรรโลงโลก
"เรา" จะร่วมกันสรรค์สร้างสิ่งดีงามเพื่อโลกแห่งสันติสุขของเรา
ระลึกถึงหมอมากค่ะ "คนของความดี...อย่างเช่นหมอเจ๊" เป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลาย ๆ คน แห่ง "แซ๋เฮ" ของเรา
ขอบคุณ "หมอเจ๊ คนสวย แซ่เฮ" ค่ะ
(ไม่ลืม) อิอิ
เป็นบางช่วงเหมือนกันครับพี่ ว่างๆค่อยลงใหม่ครับผม ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ หมอ
เพิ่งเคยเห็นหอยลายเสือครับ สวยมากๆๆๆ มาสมัครเป็นครูนอกโรงเรียนครับพี่หมอ อิอิๆมาแซวซะเลย..
มีรูปอีกนะค่ะ
เจ้า 2 ตัวนี้ สีมันต่างกัน เพราะอยู่ในที่แสงเข้มไม่เท่ากัน แสงน้อยหน่อยก็จะดำ
นัดเปลี่ยนเป้นฝากกอดก็แล้วกัน ฝากกอดคุณหมอสุธีและสมาชิกทุกๆๆท่านด้วย ห้ามอมกอดแบบคุณหมอสุธีนะครับ ฮ่าๆๆ