ถ้าคิดจะใช้ความรู้จากเดอะ ท็อปซีเคร็ทเพียงข้อเดียว จงเลือกใช้การฝึกสติสัมปชัญญะทุกขณะจิตที่เราระลึกได้ จนกลายเป็นวิถีชีวิตของเรา

ไม่ทราบว่า..มีใครเคยเป็นเหมือนกันมั๊ยคะ..ว่า..บางอย่างที่เราได้เคยอธิษฐานหรือเคยตั้งใจไว้..มันล้วนเป็นจริงเหมือนกับที่เราวาดฝันไว้..อย่างไม่น่าเชื่อ..ถ้าคุณเคย..คุณอยากรู้มั๊ยคะ..ว่าเพราะอะไร..

ทุกอย่างที่สงสัย..มีคำตอบและคำอธิบายอยู่ในหนังสือเล่มนี้..อย่างชัดเจนจริงๆค่ะ..

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

THE TOP SECRET แต่งโดย ทันตแพทย์สม  สุจีรา ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือติดอันดับขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง เรื่อง ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น

 
จริงๆแล้ว..หลายท่านคงจะได้อ่านบ้างแล้ว..แต่ดิฉันขอพูดคุยเฉพาะเรื่องเดอะ ท็อป ซีเครท นี้ในแง่ประเด็นที่ดิฉันสนใจ..และอยากนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทุกท่านค่ะ..
 
               หนังสือเรื่องนี้ดิฉันอ่านรวดเดียวจบอย่างละเอียดทุกตัวอักษรจริงๆ..เพราะโดยส่วนตัวก็จะชอบอ่านหนังสือแนวศาสนา ปรัชญาและถ้ายิ่งเชื่อมโยงกับหลักทางจิตวิทยาด้วยยิ่งชอบมาก..
อ่านแล้วก็ยิ่งแน่ใจว่า..ธรรมะครอบคลุมในทุกๆศาสตร์ของโลกอย่างเหลือเชื่อเลยทีเดียว
         หนังสือเล่มนี้..เปรียบเป็นกุญแจที่ไขความลับของจักรวาล.ที่พูดถึงกฎการดึงดูดของความคิด ที่อธิบายอิงพุทธศาสนาได้ชัดเจนกว่า THE SECRET และอธิบายถึงวิธีปฏิบัติที่ไปได้ไกลกว่าTHE SECRET ที่ไปได้แค่ ความสุขในระดับโลกียะ ด้วยการไปถึงการหลุดพ้นซึ่งเป็นสูงสุดของความสุขระดับโลกุตระเลยทีเดียว
..............................................................
 

         ความลับนั่นก็คือ

  • เมื่อใดที่เราสร้างภาพแห่งอนาคตได้ชัดเจนเท่ากับภาพในอดีต เหมือนกับว่าเคยผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว รู้สึกว่าเกิดขึ้นจริงแน่นอน เมื่อนั้นเราก็จะสามารถกำหนดอนาคตให้เป็นดั่งภาพในจินตนาการได้
  • เคล็ดลับของอัจฉริยะ คือการสร้างภาพที่ชัดเจนขึ้นในใจก่อนเสมอ
  • มนุษย์มีสิ่งล้ำค่าอย่างหนึ่งนั่นคือ "สติสัมปชัญญะ" ที่คอยควบคุมดูแลอารมณ์ ความรู้สึก ตลอดไปถึงความคิด
  • ความคิด ส่งผลต่อเซลล์ทุกเซลล์ในทุกระบบของร่างกาย และสามารถส่งผลไปถึงเซลล์ของคนอื่นๆด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์ในระบบประสาท ดังนั้น จงพยายามคิดบวกอยู่เสมอ
  • การ "ให้" คือการเพิ่ม ให้บวก..บวกในตัวคุณก็จะเพิ่ม ให้ลบ ลบในตัวคุณก็จะเพิ่ม เช่น ยิ่งให้ยิ่งเก่ง ยิ่งสอนยิ่งรู้ ยิ่งเรียนยิ่งฉลาด ยิ่งบริจาคยิ่งรวย
  • จักรวาลมีคลื่นความถี่ ตัวเราเปรียบเสมือนจอรับภาพ  ถ้าต้องการภาพชีวิตแบบไหน ก็เพียงแต่ปรับความถี่ของจอรับภาพให้ตรงกับคลื่นความถี่ของจักรวาล
  • จิตใต้สำนึก คือฐานข้อมูลของความคิด และความรู้สึกที่เกิดขึ้นซ้ำกันบ่อยๆจนตกตะกอนแล้ว
  • เมื่อเราฝึกคิดบวกจนเป็นนิสัย จิตใต้สำนึกก็จะบันดาลให้สิ่งที่เราคิดเกิดขึ้นจริง แล้วจะพบว่าสิ่งดีๆเข้ามาสู่ชีวิตเรามากมายอย่างไม่น่าเชื่อ
  • จิตใต้สำนึกทำงานแม้ในขณะหลับ ดังนั้น ในแต่ละวันควรระลึกถึงสิ่งดีๆที่ได้ทำลงไปก่อนล้มตัวลงนอน เพื่อจะได้ตื่นเช้าวันใหม่ด้วยความสดชื่น สมองแจ่มใส
  • จิตใต้สำนึกมีพลังอำนาจมากว่าจิตสำนึกหลายหมื่นหลายแสนเท่า การทำงานของจิตใต้สำนึกอยู่เหนือมิติที่สี่
  • จิตใต้สำนึก เป็นสิ่งที่เราสั่งสมไว้ในภวังคจิตมานานหลายภพหลายชาติ รวมทั้งชาติปัจจุบัน จึงทำให้เรามีพื้นฐานจิต อุปนิสัย หรือจริตที่แตกต่างจากคนอื่น ตามประสบการณ์ที่เราสั่งสมมา
  • ทุกครั้งที่ทำความดี จงจดจำความรู้สึกดีดีนั้นไว้ ให้ประทับอยู่ในใจเรา สิ่งนี้จะเป็นพลังให้เรามีกำลังใจที่จะทำความดีอยู่อย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญกว่านั้น พลังนี้จะดึงดูดสิ่งดีๆให้เกิดขึ้นในชีวิตเราอย่างน่าอัศจรรย์
  • กฎลับ 4ข้อ  หนึ่ง..  ตั้งจิตอธิษฐานขอโดยปราศจากความอยาก เพื่อป้องกันความกระวนกระวายสอง..  มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราขอว่าเป็นจริงได้โดยไม่มีข้อลังเลสงสัย  สาม..จินตนาการภาพแห่งความรู้สึกว่าสิ่งนั้นได้มาแล้วด้วยความรู้สึกปรีดาและมีความสุข  สี่..เตรียมความพร้อมทั้งกายและใจ
  • อย่าอธิษฐานขอที่เป้าหมาย แต่ให้ขอสิ่งที่จะทำไปให้ถึงเป้าหมายแทน เช่นขอให้มีพลังแรงกายแรงใจ มีสติปัญญาให้ไปถึงเป้าหมายนั้น เป็นต้น
  • ความกลัวเป็นตัวขัดขวางศักยภาพของจิตอย่างรุนแรง ทำลายสุขภาพทั้งกายและใจ
  • ความกลัวจัดเป็นความคิดด้านลบ เมื่อกลัวบ่อยๆ จิตใต้สำนึกจะบันทึกภาพนั้น แล้วเหนี่ยวนำให้เกิดขึ้นจริง
  • เมื่อใดเรามีสติ ความคิดลบที่เกิดขึ้นในสมองจะไม่มีทางหลุดฝังลงไปในจิตใต้สำนึกได้
  • เผชิญกับคนคิดลบ ต้องสร้างพลังบวกให้มากๆ(คบคนพาล พาลพาไปหาผิด)..แต่ยิ่งคบคนที่คิดบวก.บวกในตัวเราก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น(คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล)
  • ถ้าเราคิดดี..สิ่งดีๆจะเข้ามาในชีวิต ถ้าเราคิดลบ สิ่งที่ไม่ดีก็จะเข้ามาในชีวิต
  • เมื่อชีวิตพบกับอุปสรรค จงคิดบวก มองวิกฤตเป็นโอกาส เราก็จะมีพลังด้านบวกเพิ่มขึ้น มีความหวังและนั่นก็หมายถึงสิ่งดีๆ.ก็จะเข้ามาในชีวิตต่อไป
  • การหัวเราะ จะทำให้คลื่นรังสีออร่ารอบๆตัวเป็นสีสดใส คลื่นบวกของสิ่งแวดล้อมจะมาออรอบๆตัวเรา เสียงหัวเราะมีพลังดึงดูดสูงมาก และมันสามารถดึงพลังคลื่นบวกแห่งจักรวาลเข้ามาสู่ตัวเรา
  • ความรู้สึก "พอ" จะทำให้ชีวิตมีความสุข และเกิดความรู้สึกอยากแบ่งปันให้ผู้อื่น ความรู้สึกนี้จะเป็นพลังดึงดูดที่ทรงอานุภาพและเป็นทางลัดที่ง่ายที่สุดในการที่จะนำความมั่งคั่งมาสู่ตัวเรา
  • จงแผ่เมตตาให้ทุกสรรพสิ่ง เพราะมีการทดลองพบว่ามีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพุ่งออกมาจากร่างกายขณะทีแผ่เมตตา
  • จงมีสติทุกครั้งที่รลึกและรู้สึกตัว ให้เข้าไปดูความรู้สึกและปรับให้เป็นบวกเสมอ
  • ความรู้สึกเป็นกรรมเก่า  ความคิดคือกรรมปัจจุบัน การจะตัดความรู้สึกต้องระดมพลังความคิดบวกให้เข้มข้น แล้วบีบอัด จนกลายเป็นความรู้สึกเชิงบวก จึงจะสามารถนำไปตัดความรู้สึกลบได้ (ระงับได้ด้วยการเจริญสติ)
  • หมั่นใช้ปัญญาวิเคราะห์ความรู้สึก ว่าจะเหนี่ยวนำให้ความคิดเป็นบวกหรือลบ
  • การคิดลบจะเกิดเป็นความรู้สึกฝังอยู่ในจิต เป็นกรรมติดตัว แต่ถ้าคิดบวก ก็จะเป็นการสกัดไม่ให้กรรมใหม่เกิดขึ้นอีก
  • จงคิดบวกเสมอไม่ว่าสถานการณ์ใด คิดแต่สิ่งดีๆทำแต่สิ่งดีๆ แล้วจิตใต้สำนึกจะดึงดูดสิ่งที่ดีๆเหมือนกันเข้ามา ชีวิตเราก็จะไปสู่สิ่งที่ดี
  • สิ่งที่สกัดกิเลสตัณหาได้มีเพียงสิ่งเดียวคือ "สติสัมปชัญญะ" เพราะเป็นตัวเฝ้าทวารทั้งขาเข้าและออก
  • ในที่สุดเราก็จะรู้ว่า ทุกสิ่งแม้แต่ความรู้สึกก็ไม่มีอยู่จริง  เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป เหมือนฟองสบู่ที่เกิดดับภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

ถ้าคิดจะใช้ความรู้จากเดอะ ท็อปซีเคร็ทเพียงข้อเดียว จงเลือกใช้การฝึกสติสัมปชัญญะทุกขณะจิตที่เราระลึกได้ จนกลายเป็นวิถีชีวิตของเรา

ถึงตอนนี้..บอกได้อย่างเดียวเลยค่ะ..ว่าดีใจมากที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา และได้รู้ถึงความเป็นอัจฉริยะของพระพุทธเจ้า..ที่ไม่มีใครเทียบได้เลย

******************************************************************

 แล้วคุณล่ะคะ....มีความคิดเห็นยังไงบ้างคะ...สำหรับดิฉันแล้วเห็นด้วยจริงๆ."สติปัฎฐานสี่"..ถ้าทำได้ในทุกอิริยาบถเนี่ย..สักวันคงเข้าสู่กระแสของพระนิพพานอย่างแน่นอน

******************************************************************