
ผมนัดเพื่อนไปรับประทานอาหารเที่ยง ที่ร้านอาหารรสดีในซอยรามอินทรา ๑๙ ผมขับรถถึงจุดนัดหมายก่อนเที่ยงเล็กน้อย จอดรถไว้ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ ที่ทางร้านจัดไว้ให้ลูกค้า
เมื่อเดินเข้าไปในร้านซี่งเป็นเพิงไม้หลังคามุงจาก เป็นร้านขายอาหารตามสั่ง เห็นการจัดร้านที่วางของทุกอย่างดูกลมกลืนกันไปหมด ทำให้รู้ว่าเจ้าของร้านเป็นผู้มีรสนิยม

ผมเลือกนั่งโต๊ะที่มุมร้านด้านซ้าย ซึ่งไม่ร้อนและมีลมโกรกตลอดเวลา สั่งผัดซีอิ้วและโอเลี้ยงมาเตรียมไว้ก่อนเพื่อนจะมาถึง
มองออกไปหน้าร้าน มีชายคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา พร้อมมองหาโต๊ะว่าง เขาใส่เสื้อผ้าสีน้ำเงิน เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้ ผมจำเขาได้ทันที เขาเป็นพนักงานเก็บขยะของกทม. ที่มาเก็บขยะในหมู่บ้านผมเป็นประจำ
" สวัสดีครับพี่...นั่งด้วยกันซิครับ " ผมส่งยิ้มและทักทายเชิญชวนให้เขานั่ง เพราะเห็นทุกโต๊ะมีลูกค้านั่งเต็มหมด เพราะเที่ยงพอดีจึงมีลูกค้ามาอุดหนุนจนเต็มทุกโต๊ะ
" สวัสดีครับ...ขอบคุณครับ...มาคนเดียวหรือครับ " เขากล่าวอย่างสุภาพ แล้วนั่งลงที่เก้าอี้ด้านตรงข้าม
" รอเพื่อนอยู่ครับ " ผมกล่าวตอบและถามไปว่า " บ้านพี่อยู่แถวนี้หรือครับ "
" ผมอยู่บางกะปิครับ...เอาขยะรีไซเคิลมาขายที่ร้านซอยถัดไป แล้วแวะมาทานข้าวครับ"เขากล่าวตอบและหันไปสั่งข้าวผัดหมูกับน้ำแข็งเมื่อพนักงานเสริฟเดินเข้ามาถาม
" พี่ครับ...พี่จำผมได้ไม๊ครับ...ผมอยู่หมู่บ้านเจริญทรัพย์ รามอินทรา ๑๐๑ " ผมถามพร้อมนึกถึงสภาพการทำงานตามหน้าที่ของเขา...มันทั้งเหนื่อย...เหม็น...และสกปรก...เขาใช้ชีวิตท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น ด้วยความไม่รังเกียจเขาทำแทนเราแม้จะเป็นอาชีพของเขาก็เถอะ...ก่อนจะได้ยินเสียงตอบจากเขา

" อ๋อ...จำได้แล้วครับ...คุณนั่นเอง " ผมเลยชวนคุยต่อว่า
" พี่ทำงานนี้มากี่ปีแล้วครับ " เมื่อได้ฟังคำถาม เขาทำท่านับก่อนจะตอบว่า
" เกือบ ๓๐ ปีแล้วครับ ผมรักงานนี้มากครับ จึงไม่อยากเปลี่ยนงาน "ก่อนกล่าวต่อไปว่า
" เหตุผล....เพราะผมจะได้ช่วยกรุงเทพให้สะอาดตาน่าอยู่มากขึ้น พี่น้องเพื่อนฝูงและประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพจะได้อวดชาวต่างชาติได้ว่ากรุงเทพของเราสะอาดทุกวัน...แถมได้เงินส่งให้ลูกเรียนหนังสือ...นี่ลูกสาวสองคนก็จบปริญญา ได้งานทำไปสองคนแล้ว...เหลือลูกชายคนเล็กกำลังเรียนเทคนิคอยู่ครับ จะจบปีหน้าครับ "
ผมได้ฟังรู้สึกดีใจไปกับเขา ท่าทางที่เขาพูดกับผม ดูเขามีความภูมิใจในอาชีพของเขามากทีเดียว แม้จะเป็นงานที่ใคร ๆ พากันทำท่ารังเกียจ (ทั้งที่ขยะเหล่านั้น...ใคร ๆ ที่รังเกียจเองนั่นแหละ...เป็นคนทิ้งไว้)
แม้เหตุการณ์จะผ่านมาหลายเดือนแล้วก็ตาม แต่ผมก็ยังจำเรื่องราวเหล่านั้น...และท่าทางที่แสดงออกถึงความภูมิใจในงานของเขาได้ดี...
ดังนั้น...คราใดก็ตามเมื่อผมมีอันต้องทำงานที่ผมไม่ชอบ ผมจะนึกให้แลเห็นภาพ ขณะที่ตัวผมเองกำลังวิ่งเก็บขยะตามถังขยะของหมู่บ้าน ที่สกปรกและส่งกลิ่นเหม็นบูดเน่า ใส่ท้ายรถเก็บขยะ หมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่า................และเพียรกระซิบบอกเขาเบา ๆ ตลอดเวลาว่า...." ฉันรักเธอ...ที่รัก " ....แล้วผมก็ทำงานนั้นสำเร็จไปได้ด้วยดี...ทุกครั้ง
แล้วคุณล่ะครับ...คิดจะแสวงหาความพึงพอใจในงานที่คุณต้องทำหรือไม่...???...แม้งานนั้นไม่มีเกียรติให้คุณ...และคุณไม่ชอบเอามาก ๆ ...???...และด้วยเหตุผลอะไร...???...แล้วคุณรักในความเป็นเขาหรือไม่...???...หรือ...หรือ...คุณเกลียดเขา...???
โชคดีทุกท่านครับ
สวัสดีครับ
ซาบซึ้งใจค่ะ...
สวัสดีครับอาจารย์ลำดวน...
ขอบคุณครับที่อาจารย์แวะมาเยี่ยม
โชคดีครับผม
สวัสดีคะนายช่างใหญ่
งานบางอย่างไม่ชอบ แต่ต้องทำ ..
และต้องอยู่กับสิ่งไม่ชอบนั้น
.. ความอดทนมีขีดจำกัด
ความรัก .. สามารถทำได้สารพัด
"ฉันรักเธอ ... ที่รัก" ของนายช่างใหญ่ให้ข้อคิดดีคะ
อ่านแล้วเข้ากับเหตุการณ์ที่ตนเองคุยกับเพื่อนร่วมงานมาก่อนหน้านี้สักหนึ่งชั่วโมง...วันนี้เราพากลุ่มวิทยากรที่มาบรรยายไปทานข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง...ปรากฏว่า พนักงานเสิร์ฟอาหารพูดจาไม่ไพเพราะ...แขกก็ไม่เยอะ..โต๊ะเราก็ไม่ได้ขออะไรมากมายหรือเรื่องมาก...ทำไมแสดงกิริยาแบบนี้...พี่อีกคนบอกว่า มาร้านนี้บ่อย...ที่นี่บรรยากาศดี...แต่เสียอย่างเดียวพนักงานพูดไม่ไพเราะ....แล้วก็มีการเปรียบเทียบกับอีกร้านแถว มอ....ซึ่งตรงกันข้ามบังเอิญว่าตนเองมีข้อมูลร้านแถว มอ. ว่าเขาดูแลพนักงานเสิร์ฟ หรือคนทำงานในร้านดุจญาติ...ทุกคนทำงานด้วยใจบริการ ทำงานด้วยความรัก...อาจจะมีการกระซิบเคล้าเสียงดนตรีเบาๆ ในร้านแบบเดียวกับพนักงานคนที่นายช่างเหล่านี้ละค่ะ
คนทำงานอาชีพนี้เป็นคนที่น่ายกย่องและน่าเห็นใจ
เสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง
ออกบ้านไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่
ยอมสกปรก เสี่ยงภัยสารพัด
ลองคิดดูถ้าไม่คนทำงานอาชีพนี้ เมืองไทยขยะเต็มเมืองไปหมดแล้ว
สนับสนุนคนทำดีด้วยคนครับผม
สวัสดีครับอาจารย์หมู
"ความรัก"ทำให้เรามองโลกสวยงามทุกฤดูกาล...หากโลกนี้ไม่มี"ความรัก"คงอับเฉาน่าดูนะครับ...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับอาจารย์ noktalay
น่าเสียดายแทนเจ้าของร้านนะครับ...เหมือนเจ้านายซื้อบ้านราคา ๑๐ ล้าน ไว้ให้คนใช้อยู่...ยังไงยังงั้นครับ...ความรู้สึกเป็นเจ้าของหรือมีส่วนร่วมในการอาศัยอยู่หรือทำงานไม่มี...น่าสงสารเขาครับ...แต่เขาคงคิดว่า...ไม่ได้งานที่นี่ก็หาที่อื่นทำได้...มักเป็นเช่นนี้แล...ไม่มีความรักให้กับสถานที่ทำมาหากิน...เหมือนเห็บหมัดก็ว่าได้ครับ...อาศัยชั่วคราวเท่านั้นจ้า...อย่ามาทวงบุญคุณ
ขอบคุณครับ
สวัสดีอาจารย์วัชรา ทองหยอด
เห็นควรสนับสนุนการทำงานของเขาครับ...เช่นแยกขยะให้เป็นหมวดหมู่...เขามาเก็บได้ไม่ต้องเสี่ยงภัย...อะไรที่ใช้ได้อีกเขาก็ได้เอาไปขายหรือใช้ต่อได้ครับ
ขอบคุณครับ
เอ้...จะใช้คำให้ที่เหมาะสมกับการรักในอาชีพของคนเก็บขยะดีน๊า..เอาเป็นว่า...ความศรัทธาในอาชีพของตนเองดีกว่า..ทึ่งกับความคิดของเค้านะ...แต่นึกๆแล้วก้อนึกถึงสมัยเด็ก (จนถึงปัจจุบัน) พ่อของกัสจัง..มักจะพูดอยู่บ่อยๆว่า..ดูลุง...ซิ (ไม่เอ่ยนามดีกว่าเพราะเป็นคนแถวๆ บ้านบอกก้อคงไม่รู้จัก) เห็นมะเค้าปั่นจักรยานขายไอติม...(ไอติมกะทิสมัยคุณโบราณค่ะ) ยังสามารถส่งลูกเรียนปริญญาเมืองนอกเมืองนาได้ ทั้งๆที่จบแค่ป.4 (แบบประมาณพูดให้คิด..และก้ออาวเป็นแบบอย่างคนมีมานะ ขยัน อดทน แล้วก้อศรัทธาในอาชีพของตัวเอง จ้า)
สวัสดีครับคุณกัสจัง...
คงไม่ใช่พ่อผมหรอกครับอาจารย์...เพราะพ่อผมเข็นไม่ได้ปั่นรถขายไอศครีมโบราณ...ท่านส่งพวกผมเรียนจบปริญญาไป ๔ คน...ผมก็ยึดถือเป็นแบบอย่างของความมานะอดทนจนทุกวันนี้...ดังนั้นเมื่อเห็นรถขายไอศครีมผ่านมาผมจะยิ้มแล้วซื้อกินทุกทีครับ...อิอิ...คิดถึงตัวเองยามที่ช่วยพ่อขายไอศครีมอ่ะครับ...ถ้าขายหมดเร็วจะได้ไปแตะฟุตบอล...ฮาฮา
ขอบคุณครับ