มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมทำให้มีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สังคม การปกครอง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ภายในสังคมของชุมชน ต่อมาชุมชนมีการติดต่อทางสังคมทั้งประเพณีแต่งงาน การค้าขายและความสัมพันธ์ทางการทหารเพื่อความมั่นคงของรัฐหรือนครต่างๆ ต่อมามีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ ในรูปของการทำสนธิสัญญาต่างๆ การเป็นสมาชิกองค์การหรือองค์กรระหว่างประเทศทั้งองค์กรราชการและองค์กรเอกชน
ในอดีตเมื่อประมาณ 5,000 ปี ที่ผ่านมา แหล่งอารยธรรมที่สำคัญอยู่บริเวณริมแม่น้ำใหญ่ๆของโลก เช่น แม่น้ำไนล์ ไทกริส ยูเฟรติส สินธุ และลุ่มแม่น้ำเหลือง เนื่องจากเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์และสะดวกในการคมนาคม เมื่ออยู่ร่วมกันเป็นเวลานานมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะมีความมั่นคงทางกำลังทหารจึงมีการพัฒนาวัฒนธรรมทางสังคม เช่น ศาสนา จารีตประเพณี กฎหมาย และภาษา เป็นต้น
ต่อมาเมื่อรัฐมีความจำเป็นในการร่วมกลุ่มสร้างสัมพันธ์ไมตรี เพื่อผลประโยชน์ของรัฐจึงกำหนดนโยบายบางประการเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอื่นๆ และแต่งตั้งบุคคลของตนที่เป็นที่ไว้ใจและมีความสามารถเป็นนักพูดที่ดี และมีความสามารถในการโน้มน้าวใจให้ชาติอื่นๆเห็นด้วยกับนโยบายของตน เป็นผู้ถือสาส์นระหว่างรัฐ
ในสมัยโรมันในช่วงเริ่มแรกมีความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ โดยให้ความสำคัญกับกฎหมายระหว่างประเทศ และให้ความสำคัญกับศิลปการเจรจาในช่วงระยะหลัง โดยเน้นการให้ความช่วยเหลือหรือยกยอ และเน้นการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ ต่อมาให้ความสำคัญกับการแสวงหาข้อเท็จจริง และข่าวสารภายในของประเทศอื่น ต่อมาในคริสต์วรรษที่ 15 มีการส่งทูตไปประจำยังที่ต่างๆ โดยมีอิตาลีเป็นประเทศที่ดำเนินการส่งเป็นชาติแรก และต่อมามีการกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับอันดับอาวุโสของประเทศในการประชุมที่กรุงเวียนนา
ในสมัยโรมัน ( 350 ปีก่อนคริสต์ศักราช ) และสมัยฟัวดัล (คริสต์วรรษที่ 10 ) ใช้ความรุนแรงทางกำลังทหารในการทำการสงคราม และใช้องค์กรางศาสนาสนับสนุนความเชื่อในการทำสงครามทางศาสนา ซึ่งถือได้ว่าเป็นยุคมืดอย่างแท้จริง
ต่อมาในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา พลังอำนาจทางศาสนาได้ลดลง แต่ยังคงแผงในรูปศาสนาประจำชาติทำให้เกิดสงครามระหว่างศาสนาขึ้นระหว่างนิกายโรมันคาทอริกและโปรแตสแตนท์ ยาวนานถึง 30 ปี ( ค.ศ. 1918 – 1648) ผลจากสงครามทำให้ช่วยปูทางสู่ระบบรับสมัยใหม่ โดยลดฐานะจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ยังมีการทำข้อตกลงเป็นสนธิสัญญาเวสฟาเลีย ซึ่งเป็นการเป็นการแสดงให้เห็นถึงอำนาจของคริสตจักรลดลง ต่อมาในยุคสมัยของการล่าอาณานิคม( ค.ศ. 1648-ปลายศตวรรษที่ 19 ) เป็นความสัมพันธ์แบบประเทศผู้ปกครองกับประเทศที่ถูกปกครอง
ในศตวรรษที่ 19 มาร์กซ์ (Marx) อธิบายว่าสหรัฐอเมริกาขยายดินแดนไปทางตะวันตกของทวีปอเมริกาเนื่องจากความกดดันจากจำ นวนประชากรล้น และอัตราการว่างงาน ในขณะเดียวกันเลนินก็ได้ใช้วิธีการแบบมาร์กซ์ในการเขียนหนังสือของเขาที่ชื่อ จักรวรรดิ์นิยม : ลำ ดับขั้นสูงสุดของทุนนิยม (Imperialism-The Highest Stage of Capitalism) ผลของความหายนะที่มาจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำ ให้เกิดแนวความคิดใหม่ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นมา 2 แนวความคิดที่อยู่ต่างกันคนละขั้วอย่างสิ้นเชิง โดยแนวความคิดแรกตั้งอยู่บนคำ ถามว่าทำ อย่างไรจึงจะสามารถขจัดข้อพิพาทระหว่างประเทศได้ แนวความคิดนี้คือแนวความคิดอุดมคตินิยม (Idealism) และแนวคิดที่ตั้งอยู่บนคำ ถามว่าทำ อย่างไรจึงจะสร้างพลังอำนาจให้แก่ชาติตัวเองได้ แนวความคิดนั้นคือชาตินิยม-สังคมนิยม (National Socialism) หรือฟาสซิสม์ (Fascism) นั่นเอง สองแนวความคิดนี้ได้เข้ามามีอิทธิพลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศตั้งแต่สงคราม
โลกครั้งที่ 1 ถึง 2
แนวความคิดทั้งสองแนวอยู่บนพื้นฐานของการกำหนดนโยบาย แต่ทั้งสองก็มีความคิดต่างกันมาก ในขณะที่แนวความคิด อุดมคตินิยม มองว่าทุกคนเกิดมาเป็นคนดี แต่องค์การหรือโครงสร้างทางสังคมที่ไม่ยุติธรรมได้บีบรัดให้คนต้องกระทำ การทุกอย่างให้อยู่รอดดังนั้นสงครามจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้หากจะจัดการให้โครงสร้างทางสังคมเหมาะสม ด้วยเหตุนี้พวก นักอุดมคตินิยม จึงนิยมชมชอบในการใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้มีการเจรจาลดอาวุธ เพราะมองว่าอาวุธเป็นเครื่องมือของสงคราม ตัวอย่างเช่นสนธิสัญญาวอชิงตันในปี 1921 – 1922 ความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของสนธิสัญญานี้คือสามารถลดจำนวนเรือรบของหลาย ๆ ประเทศได้ แต่นั่นก็เป็นสาเหตุที่ญี่ปุ่นได้รับความคับข้องใจ ที่ได้รับโควต้าจำ นวนเรือรบน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่นำ ไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 จากแนวความคิดอุดมคตินิยมนี้ทำ ให้เกิดผลทางการปฏิบัติในโลกปัจจุบันมากมาย ทั้งในเรื่องการก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศ การก่อตั้งองค์การการค้าระหว่างประเทศและความร่วมมือทางด้านระหว่างประเทศทั้งหลายในปัจจุบัน
แนวความคิด สังคมนิยม – ชาตินิยม ก็เป็นแนวความคิดที่เน้นที่การกำ หนดนโยบายเช่นเดียวกัน แต่มุ่งเน้นที่การเจริญเติบโตและการสร้างพลังอำ นาจแห่งชาติ แนวความคิดนี้ถูกนำ มาใช้ในภาคปฏิบัติในรัฐบาลนาซีเยอรมัน ในการสร้างชาติเยอรมัน และการทำ ทุกอย่างเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของรัฐ การรุกรานดินแดนอื่นเป็นการแสดงถึง
ความเข้มแข็งของระบบ ด้วยเหตุนี้ ในปี 1931 ญี่ปุ่นบุกแมนจูเรีย ปี 1935 อิตาลีบุกเอธิโอเปีย เยอรมันบุกยึดแคว้นไรน์แลนด์ ออสเตรีย และบางส่วนของเชคโกสโลวะเกีย ในการประชุมที่มิวนิคปี 1938 อังกฤษและฝรั่งเศสไม่คัดค้านต่อการยึดครองดินแดนของฮิตเลอร์เพราะกลัวว่าจะทำ ให้เกิดสงคราม ในปี 1939 เยอรมันยังไม่พอใจและบุกยึดโปแลนด์ เป็น
สาเหตุให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
นอกจากนี้ยังได้ทำสัญญา Kellog Briand Pact ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ให้ประเทศสมาชิกจะไม่ใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาระหว่างกัน
เมื่อจบสงครามโลกครั้งที่สอง แนวความคิด อุดมคตินิยม ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่ามันไม่เพียงพอที่จะใช้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้แนวความคิดใหม่จึงเกิดขึ้น ได้แก่พวกแนวความคิดสัจนิยม (Realism) ซึ่งปฏิเสธข้อสันนิษฐานของ อุดมคตินิยม ผู้นำ ในแนวความคิดนี้คือ ฮัน มอร์แกนทาว (Hans Morgenthau) และ
เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ (Henri Kissinger) ซึ่งมองว่า คนทุกคนมีทั้งความดีและความชั่วอยู่ในตัวและใคร ๆ ก็มีความต้องการที่จะควบคุมคนอื่นกันทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้สงครามจึงเป็นสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้แต่ละรัฐจึงมีหน้าที่ของตัวเอง สิ่งนั้นก็คือปกป้องประเทศของตัวเองไว้
แนวความคิดนี้จะเรียกได้อีกประการหนึ่งว่าเป็น “เรียลโพลิติก” (Realpolitik) ซึ่งปฏิเสธระบบความมั่นคงร่วม (Collective Security) แต่เชื่อว่าแต่ละชาติต้องปกป้องตัวเองสำหรับแนวคิดของพวก Realist นี้ถือว่าประเทศใดก็ตามจะทำ อะไรก็ได้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ การสร้างดุลแห่งอำ นาจจึงเกิดขึ้น โดยประเทศแต่ละประเทศจะเข้ามารวมกันเป็น
พันธมิตรต่อต้านประเทศบางประเทศที่มีอำนาจมากเกินไป พวก Realpolitik เชื่อว่าความสำคัญของนโยบายต่างประเทศมีมากกว่านโยบายภายในประเทศ จะต้องให้มีกำ ลังทางการทหารที่ใหญ่โต และเน้นหนักเรื่องชาตินิยม นอกจากนี้ยังมองว่ารัฐเป็นตัวแสดงที่สำคัญที่สุด รัฐสามารถตัดสินนโยบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล และความมั่นคงของชาติเป็นประเด็นที่สำ คัญที่สุดในเรื่องความสำคัญระหว่างประเทศ
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยากที่จะบอกว่าขณะนี้โลกของเรามีสันติภาพหรือสงครามมากกว่ากัน ลองมองไปที่ยุโรป กลุ่มประเทศที่เคยรบกันจนเป็นชนวนสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หันมาปรองดอง และกำลังรวมตัวกันทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองสู่ความเป็นสหภาพยุโรป ในขณะที่ยุโรปตะวันออกบางส่วนยังรบกันในเรื่องความแตกต่างทางเชื้อชาติในดินแดนของรัฐชาติเดียวกัน ประเทศสหรัฐอเมริกาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและทางการทหารกำ ลังโดนผู้ก่อการร้ายไม่ทราบเชื้อชาติมุ่งโจมตีอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ญี่ปุ่นที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น
ประเทศผู้แพ้สงคราม แล้วอยู่ ๆ ก็รํ่ารวยขึ้นมาในช่วงสงครามเย็น และปัจจุบันก็กลับสู่ภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจอีกครั้งหนึ่ง จีนกำ ลังจะขึ้นมาเป็นผู้นำ ของโลกในภูมิภาคนี้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศภายหลังสงครามเย็นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรวดเร็ว ยากที่จะคาดเดา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยใหม่เริ่มต้นขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อยู่บนพื้นฐานของความขัดแย้งระหว่างโลกประชาธิปไตยและโลกคอมมิวนิสต์ในเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเมืองแต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังสงครามเย็น ความขัดแย้งในยุโรปตะวันออก ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้ทำ ให้คนทั้งหลายเกิดความไม่มั่นใจว่าการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยใช้รูปแบบของความขัดแย้งระหว่างโลกประชาธิปไตยและโลกคอมมิวนิสต์ยังใช้ได้หรือไม่ นอกจากนี้การทำ ความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยใช้การมองเรื่องความมั่นคงอย่างเดียวเป็นการเพียงพอหรือไม่ เพราะเหตุการณ์ปัจจุบันทำ ให้ความ
สัมพันธ์ระหว่างประเทศเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ อาทิเช่น ยาเสพติด ผู้ก่อการร้าย หนี้ ระหว่างประเทศ การไม่พัฒนา และการทำ ลายทรัพยากร แม้กระทั่งแนวความคิดเรื่องรัฐชาติยังกลายเป็นประเด็นปัญหา เนื่องจากปัญหาในโลกปัจจุบันได้ทวีความซับซ้อนเกินกว่าที่รัฐบาลใดรัฐบาลเดียวจะลงมือแก้ไขปัญหาได้ ตัวอย่างเช่นที่กำ ลังเกิดขึ้นในโลก
ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกากำ ลังเป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้ายจากทั่วโลก แต่สหรัฐอเมริกาซึ่งมีความสามารถที่สุดก็ไม่สามารถต่อกรกับผู้ก่อการร้ายตามลำ พังได้ ต้องขอความร่วมมือในระดับโลกเพื่อปราบปรามผู้ก่อการร้าย ในขณะที่สหรัฐอเมริกาก็ขอนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำโลกในด้านการปราบปรามผู้ก่อการร้าย
ความสำคัญของประเด็นทางเศรษฐกิจประเด็นทางเศรษฐกิจเคยเป็นประเด็นสำคัญลำ ดับสองในช่วงสงครามเย็น แต่ในยุคปัจจุบัน ประเด็นทางเศรษฐกิจกลายเป็นประเด็นการเมืองลำ ดับสำคัญ (High Politics)ขึ้นมา ประเด็นทางเศรษฐกิจเป็นประเด็นที่ผู้นำ ในชาติต่าง ๆ หันมาจับมือหารือแก้ไขปัญหา นอกเหนือจากการหารือในเรื่องประเด็นทางความมั่นคงเพียงประการเดียวที่เคยมีมาก่อนในอดีตสิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้คือ การที่ประเด็นเศรษฐกิจมีความสำคัญมาก
ขึ้นนั้น ไม่ได้หมายความว่าประเด็นทางความมั่นคงจะลดระดับความสำคัญลงแต่ประการใด ประเด็นทางความมั่นคงยังเป็นประเด็นที่มีความสำคัญในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก แต่เมื่อประเด็นทางความมั่นคงคงตัว ไม่เกิดปัญหามาก สังคมระหว่างประเทศจะมาให้ความกับประเด็นด้านเศรษฐกิจแทนการเชื่อมโยงกันของเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำ ให้เรื่องทางเศรษฐกิจเป็นที่ถกเถียงกันมากในโลกปัจจุบัน โลกทั้งโลกกำ ลังเชื่อมโยงกันด้วยเศรษฐกิจ ภาวะทางเศรษฐกิจที่เกิดในมุมหนึ่งของโลกทำ ให้เกิดผลกระทบต่อส่วนอื่น ๆของโลก ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีความพยายามที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในทุก ๆแห่งของโลกให้ได้
นายยศพนธ์ นิกาแก้ว
ขอบคุณที่คุณได้แบ่งปัน เอื้อเฟื้อ ความรู้กับสังคม และคนอื่น ขอให้คุณมีความรู้ ความฉลาด ความสามารถเพิ่มขึ้น ๆ หลายร้อยเท่า