ช่วงนี้ที่ห้องแล็บ Chem ของเรามีน้องๆนักศึกษามาฝึกงานทั้งหมด 10 คน...ขอย้ำว่า...10 คนค่ะ เรียกว่าแทบจะเห็นน้องๆมากกว่าจำนวนพี่ๆที่วิ่งไปวิ่งมากันอยู่เสียอีก น้อง 7 คนจากคณะวิทยาศาสตร์ม.อ.ซึ่งมาอยู่กับเรานานเป็นเดือนๆเชียวนั้นมาจากภาควิชาเคมี ซึ่งถึงแม้ชื่อจะใกล้เคียงแต่จริงๆแล้วสิ่งที่น้องเรียนนั้นเกี่ยวข้องกับงานของเราน้อยมาก น้องยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเลือดมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ถ้าได้มีโอกาสสอนน้องกลุ่มนี้ (เมื่อหมุนวนมาเจอกัน) ก็จะสอนให้น้องดูระบบ สอนวิธีการคิดการมอง ลักษณะการทำงานมากกว่าที่จะสอนรายละเอียดเรื่องของสิ่งที่ทำอยู่ เพราะอยากให้น้องเรียนรู้อะไรกลับไปใช้ในการเรียนของน้องต่อไป ซึ่งแน่นอนว่ารายละเอียดของสิ่งที่เราทำนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่น้องๆจะเรียนต่อไปเลย

ส่วนน้องอีก 3 คนที่มีเวลาอยู่กับพวกเราแค่ 4 วันเท่านั้น เป็นน้องนักศึกษาเทคนิคการแพทย์ จากจุฬาฯ กลุ่มนี้นอกจากจะสอนให้ดูระบบแล้ว เวลาที่น้องมาดูแต่ละจุดที่เราอยู่ก็จะพยายามใส่รายละเอียดที่ควรสนใจในงานที่ทำอยู่ อะไรที่คิดว่าน้องจะได้จำไปใช้ในตอนที่เรียนปี 3 ปี 4 ก็จะบอกเอาไว้เลย

เวลาที่เราอธิบายอะไรให้น้องๆฟัง น้องกลุ่มนี้ก็จะมีการถามข้อสงสัยต่างๆ แต่เนื่องจากน้องยังไม่มีพื้นฐานทางคลินิกมากนัก ก็จะทำให้ลำดับเชื่อมโยงสิ่งที่เราบอกได้ไม่เต็มที่ บางครั้งมองหน้ามองตาน้องก็พอจะดูออกว่า น้องไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็ไม่รู้ว่าจะถามพี่ยังไงก็มี ก็ได้แต่หวังว่าน้องๆจะเก็บเกี่ยวอะไรไปได้บ้างในเวลาอันน้อยนิดที่อยู่กับพวกเรานี้

แต่...สิ่งที่ทำให้เป็นที่มาของบันทึกนี้ ก็เพราะได้อ่านสิ่งที่น้องๆเขียนนั่นเองค่ะ น้องทั้ง 3 คนจะได้รับการมอบหมายจากอ.ประสิทธิ์ หัวหน้าหน่วยของเราให้เขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้ในแต่ละวันออกมา โดยให้เอามาให้พี่ๆที่เป็นคนสอนงานอ่านและเซ็นรับทราบก่อนที่จะส่งอาจารย์ น้อง 3 คนมีสไตล์การเขียนที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเราอ่านสิ่งที่น้องเขียน ทำให้เราเข้าใจลำดับการคิด และย้อนกลับมาคิดถึงวิธีที่เราอธิบายอะไรให้น้องได้ ได้ทบทวนกันว่าสิ่งที่น้องเข้าใจนั้นยังคลาดเคลื่อนตรงไหน เราก็รู้วิธีที่จะอธิบายให้น้องเข้าใจได้ดีขึ้น รู้จุดที่ยังขาดไป รู้ช่องว่างที่เราต้องเติมให้น้องต่อเรื่องราวต่างๆให้ติดกันเป็นภาพเดียว รู้สึกเหมือนที่เขียนเป็นชื่อบันทึกจริงๆค่ะว่า การเขียน...เป็นสื่อมหัศจรรย์