จากการออกนิเทศนักศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือของม.ราชภัฏสวนดุสิตกับกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้องค์ความรู้มากมาย ทั้งชนิด ประจักษ์(Explicit Knowledge) และ ซ่อนเร้น(Tacit Knowledge)มากมายครับล้วนเป็นองค์ความรู้ที่มีประโยชน์และสามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงได้อย่างดีเยี่ยม ต้องชื่นชม หน่วยงานทั้งสองที่มีแนวคิดทันสมัยในการพัฒนาบุคคลากรร่วมกันซึ่งผลกลับไปเกิดกับลูกเด็กเล็กแดงของชาติไทยอย่างยั่งยืน ต้องชื่นชมจริง ๆ
ในจำนวนองค์ความรู้มากมายที่ได้รับ แต่ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้คือเรื่องของการสอนวิชาการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เรามักจะพบว่าท่านผู้ปกครองจำนวนมากคาดหวังว่าเด็กเล็กที่เข้ารับการพัฒนาในศูนย์ฯต้องได้รับการสอนวิชาการ ให้อ่านออกเขียนได้ ทั้ง ๆ ที่อายุเพียง 2ขวบครึ่ง ถึง 3ขวบครึ่งหรือกว่านี้เล็กน้อย ความคาดหวังนี้ส่งผลต่อการทำงานของลูกศิษย์ผมซึ่งเป็นครูในศูนย์ฯนั้น ในฐานะอาจารย์นิเทศก์เลยต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันกับอาจารย์นิเทศก์ด้วยกันเอง นักศึกษา และผู้ปกครอง จนได้ข้อสรุปที่ผมกำลังจานำเสนอทุกท่านดังต่อไปนี้
เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจนสามารถสื่อสารได้ถือเป็นสิ่งจำเป็นในโลกยุคปัจจุบัน จึงมีการสอนภาษาอังกฤษกันอย่างแพร่หลายแต่กลับพบปัญหาว่ายิ่งสอนยิ่งเรียนก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้เสียที เด็กไทยรู้แต่หลักภาษา แต่พูดสื่อสารไม่ได้เลย ผมว่าน่าเสียดายเวลาที่ร่ำเรียนกันมา และสิ่งที่น่าแปลกก็คือ ท่านผู้ปกครองจำนวนมากชอบให้ลูกหลานเก่งหลักภาษา หรือที่เรียกกันว่าแกรมม่า เพียงเพื่อจาได้มีคะแนนสอบสูงกว่าคนอื่น ๆ ไม่สนใจเลยว่าจะพูดได้หรือไม่ เรามาเริ่มกันใหม่ดีกว่าครับ แต่คงต้องเริ่มจากเด็กเล็กก่อนดีกว่านะครับ เข้าทำนอง ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก
ครูในศูนย์เด็กเล็กควรให้โอกาสเด็กๆ ได้ยินเสียงภาษาอังกฤษ และได้เห็นอากัปกริยาของผู้พูดที่เป็นเจ้าของภาษา โดยในระยะแรกไม่ต้องสนใจว่าเด็กจะรู้ เข้าใจหรือไม่ เปรียบได้กับเด็กอ่อนที่เริ่มทำเสียงอ้อแอ้เลียนแบบแม่ และคนรอบข้างไงครับ ทั้งนี้ครูอาจเปิดหนังให้เด็กดูหรือเปิดเพลงภาษาอังกฤษสำหรับเด็กก็ได้ และให้เด็กเลียนเสียงไปเรื่อยๆ ไม่ต้องมากมายนะครับ ครูอาจเลียนเสียงไปพร้อมๆกันเป็นการฝึกก็ดีนะครับที่สำคัญครูอย่าไปสอนเด็กออกเสียงนะครับ เพราะผมไม่มั่นใจว่าออกได้จริง ถูก หรือไม่ ปล่อยให้เป็นการเรียนรู้ตามธรรมชาติดีกว่านะครับ ทำเช่นนี้ไปทุกๆ วัน ท่านจะพบว่าเด็ก ๆในศูนย์เด็กเล็กของท่านจะออกเสียงภาษาอังกฤษได้ตามแบบของเจ้าของภาษาแน่นอนครับ เวลาที่ดีที่สุดในการเปิดหนังหรือเพลง ก็ตอนก่อนนอนครับ
ในแต่ละวันครูอาจทักทายหรือใช้ภาษาง่าย ๆ ที่ใช้กันประจะก็ได้ แต่ห้ามแปลไทยนะครับ ปล่อยให้เด็กรู้ได้โดยธรรมชาติเอง เช่น มาถึงศูนย์ ก็ทักว่า Good morning จะให้เด็กยืนก็ทำท่าแล้วพูดว่าStand up please คำอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ O.K., yes, very good, sit down แต่คุณครูต้องพยายามฝึกพูดให้เป็นธรรมชาติเสียก่อนนะครับ
การสอนศัพท์ง่าย ๆและใช้ในชีวิตประจำวัน นับว่าน่าสนใจมาก โดยครูอาจเริ่มจากคำศัพท์ที่ใกล้ตัวเด็กเป็นศัพท์ที่เป็นรูปธรรมนะครับ อย่าสอนโดยให้เด็กจำแบบแปลไทยเด็ดขาดครับ ต้องสอนจำโดยจำภาพลักษณ์ของสิ่งนั้น เช่น คำว่า apple ก็ให้ดูรูป หรือ ผลจริง ผมเสนอว่าสิ่งรอบๆตัวในศูนย์สอนได้หมดเลยครับ แต่ต้องจำนะครับว่า ออกเสียงให้เป็นธรรมชาติ อย่าพูดแบบหุ่นยนต์ และคุณครูต้องพูดออกเสียงให้ถูกต้อง อย่าให้เด็กพูดพร้อมๆกันแบบที่นิยมนะครับ เพราะไม่ใช่ธรรมชาติครับ อย่าสอนมาก แต่สอนบ่อยๆไม่ต้องให้เห็นตัวอักษร ขอเพียงได้เห็นของนั้นและได้ยินเสียง เด็กๆจะเลียนแบบเองครับ ห้ามยัดเยียดเด็ดขาดครับ
วันนี้ขอเสนอเท่านี้ก่อน คราวหน้าจะมาต่อครับ ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ไปยังนักศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยตามโครงการนี้ ของศูนย์ฯจังหวัดพิจิตรว่าท่านจะได้รับการเสนอแนะในช่วงอาจารย์นิเทศก์พบนักศึกษาวันอาทิตย์ และในการสัมมนาสิ้นภาคเรียนที่3/2551นี้ครับ
ท่านที่สนใจข้อมูลรายละเอียดเชิญติดต่อได้ที่[email protected] หรือ 0814741130 ขอเชิญท่านที่ผ่านมาร่วมเสนอความคิดเห็นกันมากๆนะครับเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ซึ่งผมเชื่อว่าความคิดเห็น ข้อเสนอแนะของท่านจะมีผลดีต่อการสอนภาษาอังกฤษในบ้านเมืองเราครับ
สวัสดีครับอาจารย์ธานินทร
ผมถูกพาดพิง เลยต้องมาเยี่ยม เขียนดีมาก
ต้องขอขอบคุณทั้ง 2 ท่านอย่างยิ่งครับที่เข้ามาเยี่ยมเยือนกัน หากมีโอกาสคงได้ร่วมเวทีแลกเปลี่ยน้รียนรู้กันอีกนะครับผม
ได้ความรู้มากครับถึงจะไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็ต้องเรียนเพื่อนำไปไช่อาจารย์ทำดีแล้วครับจะแวะมาเยี่ยมอีกนะครับ บาย
เป็นหัวข้อที่ดีมากครับ ในการพูดภาษาอังกฤษให้ดีมาก ขอบคุณครับ สวัสดีคับ
ครูสอนสนุกมากคราบชอบคราบผมจะหัดพูดภาษาอังกฤษให้เก่งเหมืองครูคราบ สวัสดีคราบ
ช่วยให้เด็กรุ้นใหม่เข้าใจภาษาอังกฤษมากขึ้น ช่วยในการศื่อสารได้ชัดเจน
ผมชอบเรื่องนี้มากอ่านเเล้วสนุก
ได้เนื้อหาสาระดี ทำให้เด็กๆได้มีความรู้ทุกด้านเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ
ขอชื่นชมนิยมค่าราคาครู เรารับรู้คนฝึกพูดคือพื้นฐาน
หากฝึกได้ธรรมชาติจะอยู่นาน ถ้ามุ่งผ่านค่าประเมินเดินผิดทาง
ภาษาอื่นหมื่นแสนแทนความหมาย ดีจะตายมีครูผู้ถากถาง
สอนให้พูดตั้งใจจริงชี้แนวทาง ไม่ปล่อยวางแนะนำจำแก่นใจ
ผมปลูกฝั่งยังลูกตั้งแต่เกิด ไม่ใช่เลิศไม่ใช่เก่งมาจากไหน
เพราะว่าเชื่อดั่งแนวคิดครูเขียนไว้ สอนพูดได้ดั่งใจหวังชังโชคดี
พ่อก้บแม่ที่แท้สำคัญยิ่ง ถ่ายโยงจริงตั้งมั่นไม่หายหนี
เราอยู่ใกล้ฝึกลูกทุกนาที พูดทุกที่มีสติวิถีตรง
สนับสนุนที่คุณครูให้ดูหนัง ซาวด์แท๊คดังต้นภาษาไม่น่าหลง
ฟังทุกวันเด็กได้ยินต้องมั่นคง ข้อตกลงไม่ไขว้เขวเฉเปลี่ยนแปลง
คำง่ายๆฝึกหัดนัดกันพูด คำว่าNudeก็สื่อได้ใช่แสลง
หยิบคำสั้นหมั่นหาเวทีแสดง ไม่เกินแกงเด็กเป็นก่อนสอนทุกวัน
ลูกของผมสี่ปีมีแววแล้ว ไม่เจื้อยแจ่วไม่เจี่ยมเจียมเยี่ยมดั่งฝัน
แค่โต้ตอบอัตโนมัติเราก็มัน ภาษาผมก็แค่นั้นงูงูปลา
นิสัยเด็กตรงกับที่คุณครูบอก เด็กจะลอกเลียนแบบเรื่องภาษา
ห้ามยัดเยียดเห็นด้วยเต็มอัตรา ผมก็กล้ายืนยันดันเจอจริง
ขอให้ครูมีกำลังใจในการสอน ถ่ายผ่องตอนมีกำลังตั้งใจยิ่ง
สนับสนุนแนวคิดครูให้ทำจริง เผยแพร่วิ่งฝึกภาษาพัฒนาเจริญ....
สวัสดีครับ อาจารย์ ผม อนุรัตน์ ตามณี สทค 1 เลขที่ 28
อยากถามอาจารย์ว่า คน อังกฤษ กับ อเมริกัน ใช้ภาษาเหมือน กัน หรือ เปล่า หรือ แค่ แตกต่าง ที่เสียง ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
กำลังหาข้อมูลอยู่ค่ะ โชคดีที่มาเจอเรื่องที่อาจารย์เขียน ซึ่งตรงกับที่มองหาพอดีค่ะ และรบกวนเรียนถามเรื่องเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก 5-7 ขวบน่ะค่ะ คื่อตอนนี้ลูกทั้งสองคนเรียนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษาค่ะโดยเรียนผ่านการเล่น คนโต 7 ขวบเรียนมาสองปีพูดและฟังได้ระดับหนึ่งแล้ว ส่วนคนเล็ก 5ขวบเพิ่งเรียนได้ 6 เดือนก้พอรู้ว่า teacher ต้องการให้ทำไรได้บ้างแล้ว แต่คำที่พูดออกมาเค้าไม่สามารถเขียนได้ แต่ตอนนี้ว่าจะให้หยุดเรียนกับเจ้าของภาษาน่ะค่ะ แต่ให้มาเรียนกับคนไทยแต่เคยใช้ชีวิตในอังกฤษมา ปะมาณ 11 ปีและมีประสบการณ์สอนเด็กมาหลายปีแล้วค่ะ โดยการเรียนครั้งนี้เป็นการเรียนแบบเน้นคำศัพท์โดยผ่านการเล่นและดูสื่อทางโทรทัศน์ค่ะ ไม่ได้เน้นการสนทนาสำหรับเด็กในวัยนี้ค่ะ จึงไม่ทราบว่าเด็กวัยนี้เหมาะกับการเรียนแบบไหนกันแน่ค่ะ รบกวนหน่อยขอคำแนะนำด้วยค่ะ
คุณ tman ครับ
อ่านข้อความของคุณแล้ว ต้องรีบมาตอบเลยครับ เพราะผมคิดว่าคุณกำลังจะทำลายโอกาสที่ดีของลูกชายคนเล็กครับเพราะการที่เขาได้สัมผัสกับเจ้าของภาษาได้ฝึกทักษะ ฟัง และพูดกับเจ้าของภาษา ถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก เสมือนกับการตอกเสาเข็มหรือการวางฐานรากของบ้าน หากฐานรากไม่ดีเสียแล้วทุกอย่างก็ไม่ดีตามไปหมด แต่ว่าผลจะแสดงออกมาเมื่อไรเท่านั้น เอง หากสังเกตดูให้ดีจะพบว่าลูกชายคนโตเรียนแล้วพบว่าทักษะในการสื่อสารโดยเฉพาะฟังและพูดเขาทำได้อย่างดี แล้วท่านลองย้อนดูคนไทยจำนวนมาก จะพบว่าล้วนมีปัญหาทักษะฟัง พูดกันทั้งสิ้น แต่ทักษะเขียนนั้นเขียนกันได้ดีมาก ซึ่งในการติดต่อสื่อสารลำดับแรกเลยเราไม่ต้องการการเขียนนะครับ เราต้องการให้คนฟังและพูดได้ก่อน แล้วจึงพัฒนาการเขียน หรือการอ่านในลำดับต่อไป
หากสังเกตในโรงเรียนทั่วๆไปจะพบว่า คุณครูเร่งสอนให้เด็กเขียน a b c และเขียนเป็นคำ ๆ คุณพ่อคุณแม่ก็มีความสุขเมื่อเห็นว่าลูกเขียนได้แล้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่พูดได้หรือไม่ ไม่ทราบ ฟังได้หรือไม่ไม่ทราบ อยากจะบอกแบบไม่กลัวโดนด่าว่า คุณครูภาษาอังกฤษจำนวนมากยังไม่กล้าพูด หรือพูดไม่ได้ หรือฟังไม่ได้เลย แต่ที่เราเห็นๆกัน คือคุณครูเปิดเทปฟังก่อน และดูเฉลยที่มากับบทเรียน
ดังนั้นเมื่อลูกชายของคุณได้เรียนกับเจ้าของภาษา ได้ฝึกทักษะฟังและพูดกับเจ้าของภาษาเองเลยย่อมตอบได้อย่าง 100 % ว่าลูกของท่านโชคดีมากมายมหาศาลครับ ผมขอยืนยันครับ และขอว่าให้เขาเรียนต่อไปเลยรับรองว่าดีแน่
หากมีเวลาจะมาตอบให้มากกว่านี้ครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์ พอดีดิฉันกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก ลูกชายอายุ 2.10 ปี ดิฉันเริ่มสอนภาษาอังกฤษกับเขาตอนอายุ 2.5 ขวบ แบบวิธีธรรมชาติ เรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัวและใช้ภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวันดิฉันจะพูดคุยกับลูกเป็นภาษาอังกฤษเป็นส่วนใหญ่และก่อนนอนก็จะเปิดการ์ตูนภาษาอังกฤษให้เขาดูเขาชอบมากขอดูทุกวันก่อนและชอบเรียนแบบสำเนียงภาษาพูดตามตัวการ์ตูนตอนนี้ก็สามารถฟังคำสั่งเป็นภาษาอังกฤษและพูดภาษาอังกฤษกับแม่ได้ค่อนข้างดีและตอนนี้ลูกชายเรียนกับอาจารย์ชาวฟิลิปปินส์ได้ 5 เดือนแล้วค่ะ พอกลับมาบ้านดิฉันก็จะต่อยอดให้โดยการพูดกับลูกเป็นภาษาอังกฤษให้เขาคุ้ยเคยและสามารถพูดได้ ถ้ามีคำแนะนำดีๆ ก็อย่าลืมนำมาให้อ่านอีกนะคะ
ขออนุญาตแนะนำเว็บสื่อการสอนภาษาอังกฤษดี ๆ สำหรับเด็กครับ
มีตัวอย่างวีดีโอให้ดูพร้อมรายละเอียด
แวะชมได้ที่นี่ครับ
www.color2sky.com