" ใจ..ต้องเจียรไน ครับ "

  

 

 

บ้านเรียนก้านตอง... 

" ใจ..ต้องเจียรไน  ครับ " 

      จุดอ่อนๆๆๆ...ของครอบครัวไทยในปัจจุบัน..ผู้เขียนได้พบบทความนี้ในหนังสือคู่สร้างคู่สม..ฉบับต้นเดือนเมษายน ..พอได้อ่านแล้วรับรู้ได้ถึงความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับ "ครอบครัวก้านตอง" ..จึงอดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าใน.."บ้านเรียนก้านตอง" ภาคสี่นี้..เป็นความรู้สึกที่น่าใจหาย, เจ็บลึก ๆ ในอกอย่างยิ่งกับเบ้าหลอมชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นเช่นนี้ในโลกปัจจุบัน

       ๑.ครอบครัวไม่สามารถแสดงบทบาทหน้าที่ในการหล่อหลอม ปลูกฝังค่านิยม คุณธรรมแก่บุตรหลาน เพราะการมุ่งหารายได้เป็นหลัก จนไม่ให้เวลา ไม่เข้าใจต่อบทบาทหน้าที่ ขาดความเชื่อมั่นต่อบทบาทของตน จึงผลักภาระให้แก่สถาบันอื่น เช่น สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน ฯลฯ ซึ่งก็ไม่สามารถรับบทบาทแทนได้ ..(จริงหรือ ? )

       ๒.ครอบครัวขาดสัมพันธภาพที่เกื้อหนุน เอาใจใส่ต่อกัน ความเป็นครอบครัวเดี่ยวที่ขาดญาติพี่น้องช่วยประคับประคอง ค่านิยมชีวิตแบบตัวใครตัวมัน, การหย่าร้างแตกแยก, ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง ฯลฯ ..(ใช่อีกหรือเปล่า)

       ๓.ครอบครัวขาดความสามารถในการปกป้องสมาชิกครอบครัวจากภัยภายนอกต่าง ๆ ที่มาจากความรู้ไม่เท่าทันสื่อและกระแสโลก..โดยเฉพาะในเด็กและเยาวชน เช่น การ ติดยาเสพติดง่าย การยั่วยุและสำส่อนทางเพศที่สูงขึ้น การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ การติดโรคเอดส์ในเด็กสูงขึ้น การบริโภคเกินตัว วัตถุนิยม ความรุนแรงในเด็กสูงขึ้น ฯลฯ ..

       ๔.ครอบครัวขาดหลักยึดในการดำเนินชีวิตและไม่สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ผชิญได้อย่างเหมาะสม เช่น การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การแตกแยกหย่าร้างโดยง่าย ปัญหาหนี้สิน การทอดทิ้งบุตร ฯลฯ

       ๕.ครอบครัวขาดโอกาสเรียนรู้ต่อการเข้าใจสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับครอบครัวตนเองในช่วงเวลาต่าง ๆ (มีลูกอ่อน, ลูกวัยรุ่น ,พ่อแม่แก่เฒ่า ฯลฯ) และขาดโอกาสเรียนรู้เพื่อให้เท่าทันกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

       ๖.ขาดกลไก..สนับสนุนให้ครอบครัวสามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจากภาครัฐ ภาคเอกชนหรือในชุมชนมีค่านิยม ในปัจจุบันว่า เรื่องของครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว ..(ข้อมูลของกระทรวงวัฒนธรรม)

  

 

       ..อนึ่ง ผู้เขียนมีโอกาสได้ฟังและรับรู้ถึงภาพของเด็กปัจจุบันที่ปรากฎจากการฟังการสัมมนาเกี่ยวกับแนวทางการจัดการศึกษาปัจจุบัน..(ท่านผู้พูดเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง) ช่างเป็นความจริงที่น่าเสียใจกับการลงทุนลงแรงของทุกฝ่าย..และผลการจัดการศึกษาที่ปรากฎ..

      "เด็กไทย..วันนี้ ส่วนใหญ่ (๑)สุขภาพไม่แข็งแรง (๒)เครียด ไม่มีความสุข (๓)หน่อมแน๊ม..ไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไรค่ะ.. (๔)ฉาบฉวย  (๕) ก้าวร้าว  (๖) คิดไม่เป็น ทำก็ไม่เป็น  (๗)หนักไม่เอา เบาไม่สู้

      "เด็กไทย..วันนี้อยู่ท่ามกลางกระแส...(๑)เอาเงินเป็นตัวตั้ง ..สตางค์ สรณัง คัจฉามิ..(๒)บริโภคนิยม/สำเร็จรูป ...เทผงใส่ซองก็กินได้..(๓)มือใครยาว  สาวได้สาวเอา (๔)เอาอย่างตะวันตก (๕)เลียนแบบคนอื่น..หน้าต้องขาว,จั๊กกะแร้ต้องขาว whitening ไม่ว่ายี่ห้อใด จึงขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ..อายุ ๓๐ ต้น ๆ ได้เป็นคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายกันแล้ว เป็นอย่างไรบ้างคะ..ปฏิเสธไม่ได้เลยนะคะว่า..ไม่จริ๊ง..ไม่จริง

 

      ดังนั้นเมื่อครอบครัวก้านตองได้แสดงความกล้าที่จะเริ่มหาคำตอบด้วยตัวเอง นำเอาวิกฤตของชาติบ้านเมืองพลิกเป็นโอกาสสำหรับลูกสาว จึงเป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่ง เหตุผลของคุณพ่อวิคมดังได้กล่าวไว้ในภาคหนึ่ง คุณพ่อต้องการช่วยเหลือลูกในเรื่องของสุขภาพกาย สุขภาพจิต ต้องการฝึกหัดให้ลูกคิดเป็นทำเป็น เป็นคนหนักเอาเบาสู้ ไม่หน่อมแน้ม ไม่ฉาบฉวย ซึ่งหนึ่งปีที่ผ่านมาคุณพ่อวิคมและคุณแม่กรรณิการ์ทำได้ดีอย่างน่าชื่นชม

      ในภาคสาม นักการทูต บล็อกเกอร์ท่านผู้ใหญ่ที่พวกเราเคารพนับถือ อาจารย์พลเดช วรฉัตร ท่านได้กรุณาเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแสดงความคิดเห็นได้น่าฟังมาก...สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงวัฒนธรรมเป๊ะเลยค่ะ..

     "ผมจึงเห็นว่าพ่อแม่นั้นเป็นครูของลูกอยู่แล้วตามธรรมชาติ และครอบครัวก็เป็นโรงเรียนของลูกอยู่แล้วเช่นกัน ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้โรงเรียนข้างนอก      ดังนั้นแม้ครอบครัวทั่วไป ลูกไปเรียนข้างนอกแล้วก็ตาม พ่อแม่ก็ยังควรที่จะเป็นครูและสอนลูกที่บ้านด้วย

       ปัญหาที่เป็นอยู่ อาจารย์คงทราบดีว่า ผู้ใหญ่มักจะอ้างว่าไม่มีเวลาสอนลูก ซึ่งผิด บางครั้งคนเราก็ไม่เห็นความสำคัญของสิ่งใกล้ตัว ที่ควรจะรับผิดชอบเป็นประการแรก  แทนที่จะปล่อยให้เป็นภาระของโรงเรียนข้างนอก และบางครั้งสิ่งที่สำคัญที่สุดของตัวเอง คนเราก็ลืม   "จัดการ" ก็คือ   ใจของตัวเอง  ..ใจต้องเจียรไนครับ.. เรามัวแต่ห่วงภายนอก   เพื่อให้ได้มาซึ่งลาภ ยศ สรรเสริญและสุข แต่ลืมจัดการกับสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในใจตนเอง คือ ใจ ที่มีค่าดั่งเพชร.. ต้องเจียรไนเพชรเม็ดนี้ก่อนเพื่อนเลยครับ..

      ตัวอย่างที่อาจารย์นำเสนอ คุณพ่อคุณแม่ของน้องก้านตองกำลังเจียรไน "น้องก้านตอง" ให้เป็นเพชร ก็แสดงว่า "ใจของทั้งสองท่านเป็นดั่งเพชรแล้ว"

     

           ดังนั้น ในภาคสี่นี้เราจะมาติดตามดูว่า คุณพ่อวิคมและคุณแม่กรรณิการ์ที่มีใจเป็นดั่งเพชร  " กำลังเจียรไนเพชรเม็ดน้อย "   เม็ดนี้ อย่างไร...

           จากคำถามที่ทิ้งท้ายไว้ในภาคสาม..ถึงวิธีการจัดการศึกษาของบ้านเรียนก้านตองว่า คุณพ่อและคุณแม่ทำอย่างไร  สอนอะไรบ้าง..สอนอย่างไร..สอนที่ไหน..ใช้สื่อการสอนหรือไม่  อย่างไร  ก็ขอนำเสนอจากการมีโอกาสไปประเมินและรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต  สอบถาม  พูดคุย  ดูผลงานที่ปรากฏของน้องก้านตอง    พบว่า....

          ๑. การจัดกระบวนการเรียนรู้  : คุณพ่อวิคม,คุณแม่กรรณิการ์และน้องก้านตอง เรียนรู้ร่วมกัน จากแหล่งเรียนรู้ทุกประเภท  จากการทดลอง  จากประสบการณ์ตรงตามแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ   ที่คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้จัดหาและพาไป อาทิ  สมาคมวายเอมซีเอ  บ้านอาจารย์เทพศิริ สุขโสภา  ร้านหนังสือ  ห้องสมุดประชาชน   สนามเทนนิส   สระว่ายน้ำ   ล้านนาการดนตรี  และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ อีกมากมาย    ซึ่งทำให้ "น้องก้านตอง" เกิดแรงจูงใจ อยากเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง  และเรียนรู้ด้วยความสุข

          ๒. คุณพ่อและคุณแม่..จะเน้นความต้องการและความสนใจของน้องก้านตองเป็นหลัก  ในการเรียนรู้จะไม่มีการกำหนดเวลาและวิธีการที่ตายตัว  แต่จะปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นตามความพร้อมของน้องก้านตองและตามสถานการณ์  เช่น การเรียนวิชาภาษาไทยที่คุณแม่จะเป็นผู้ดูแล  ก็จะบูรณาการไปกับวิทยาศาสตร์  สถานที่เรียน ได้แก่ ห้องรับแขก  ห้องทำงาน  บริเวณลานหน้าบ้าน  ห้องนอน  และแหล่งเรียนรู้นอกบ้าน  ฯลฯ และก็จะสอดแทรกวิชาการงานอาชีพ  งานบ้าน งานครัว  วิชาคุณงามความดี  ไปด้วยทุกครั้ง   น้องก้านตองจะได้เรียนพิมพ์ดีด  คอมพิวเตอร์  พื้นฐานง่าย ๆ เช่น Microsoft Word  Photoshop  โปรแกรม Paint  เป็นต้น  โดยคุณพ่อจะเป็นผู้สอน  

          ๓.  ในการจัดตารางเรียนในรอบสัปดาห์  คุณพ่อวิคมกับคุณแม่กรรณิการ์ ได้กำหนดไว้ตามแผนจัดการเรียนรู้ที่กำหนด  ได้แก่ วันจันทร์ ช่วงเช้า จะเรียนภาษาไทย และ วิทยาศาสตร์   พิมพ์ดีด และคอมพิวเตอร์   วันอังคาร  เรียนคณิตศาสตร์  เทนนิส  ว่ายน้ำ    วันพุธ  ภาษาอังกฤษ  วิทยาศาสตร์  สังคมฯ   วันพฤหัสบดี-วันศุกร์ก็จะสลับเปลี่ยนกันไป  วันเสาร์ก็จะเรียนตีขิม  ร่วมกิจกรรมที่บ้านครูเด็บบี้  วันอาทิตย์ ก็ร่วมกิจกรรมที่วายเอ็มซีเอ  ตีขิมที่ล้านนาการดนตรี  และทีบริทิช เคาน์ซิล ฯลฯ

          ๔. คุณพ่อวิคมและคุณแม่กรรณิการ์จะให้น้องก้านตองได้เรียนรู้เชิงวิเคราะห์  ได้คิดค้นหาต้นเหตุของปัญหา  และวิธีการแก้ปัญหานั้น ๆ ได้ด้วยตนเอง  เช่นการเรียนรู้ด้วยโครงงาน ที่น้องก้านตองจะมีความสุข และสนุกมากกับการเรียนรู้ด้วยวิธีนี้   ในแฟ้มพัฒนางานของน้องก้านตอง จะเห็นผลงานที่เป็นโครงงานวิทยาศาสตร์หลายโครงงานเชียวค่ะ..   รวมทั้งงานเขียนเชิงสร้างสรรค์..นิทานเรื่องต่าง ๆ

.....สำหรับรายละเอียด ในเรื่องนี้  ผู้เขียน อยากให้คุณพ่อวิคมและคุณแม่กรรณิการ์ได้ขยายความเพิ่ม  เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพชัดเพิ่มมากขึ้น และจะเป็นประโยชน์แก่ครอบครัวที่สนใจ...นะคะ...การสัมผัสผู้ปฏิบัติโดยตรงน่าจะเป็นสิ่งวิเศษสุด..

        ๑. การจัดการเรียนรู้..ตลอด ๑ ปีที่ผ่านมา

        ๒. อุปสรรคปัญหาที่พบ

        ๓. สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ได้แก้ปัญหาไป..ในระหว่างการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านมา

        ๔. ความภาคภูมิใจที่พบค่ะ..

  

..รอคุณพ่อและคุณแม่น้องก้านตองแป๊บหนึ่งนะคะ..

..คุณพ่อวิคม..คุณแม่กรรณิการ์ช่วย ศน.อ้วนด้วยนะเจ้าคะ..