เราต้องอดอยากให้ได้

 

    มาอยู่อินเดีย สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกเข้าใจ ความหมายของคำบางคำ ทางพระพุทธศาสนา หรือคำพูดของคนไทยโบราณๆ ที่ได้ยินบ่อยๆ มาชัดเจนเอาที่นี่ ทั้งนี้ เพราะที่นี่ คือห้องเรียนชีวิต ที่มีบทเรียนให้เรา ได้เรียนรู้กันแบบถึงหัวใจ

   อย่าว่าแต่แค่เป็นเมืองเทวทูต ที่เห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต่อหน้าต่อตา เลย แต่อาการสัมผัสต่างๆที่เราได้รับ ก็เป็นการส่งสะท้อนกระทบใจ ได้เกือบจะทุกเรื่องราว วันนี้ ผู้เขียนขอบันทึกเกี่ยวกับเรื่อง อาหารการกิน ของทั้งไทย และอินเดียที่นี่ มาดูซิว่า เกิดอะไรขึ้นกับ กายใจของตนบ้าง

   เรื่องกินนั้น เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ ผู้เขียน คิดว่า ตัวเองกินง่ายแล้ว ไม่เคยพกพาอาหารไทยติดตัวไปต่างถิ่นต่างแดน ก็จริงนะ แต่ที่จริงกว่า คือความเคยชินกับรสชาด กลิ่น ความอร่อย มันฝังเข้าไปอยู่ในลิ้น ในใจของผู้เขียนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ดังนั้นหลายครั้งที่อยู่ที่นี่ อินเดีย ผู้เขียนจึงรู้สึกว่าตัวเองต้องอดอยาก อดใจกับความอยากในอาหารที่ เราอยากกิน และคิดถึงรสชาดของมัน

  พูดถึงอาหารไทยก่อน มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผู้เขียนอยากกินก๋วยเตี๋ยวมาก บ่นลอยๆ ที่เล่นทีจริง จนเกิดแนวร่วม บางคนก็บอกต้อง"โกเด้ง"(ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นชื่อดังในไทย) ความอยากก็พาให้จินตนาการไปว่า เมื่อนี่ เมื่อนั่น จะได้กินก๋วยเตี๋ยว และแล้วต่อมาสองวัน แม่ครัวก็ทำก๋วยเตี๋ยวตามที่ผู้เขียนอยากกิน ข่าวสารมาเร็ว ตั้งแต่สวดมนต์เย็น มีคนพูดว่า "สมใจหมอแล้ว พรุ่งนี้ ก๋วยเตี๋ยวน้ำ"  ครั้นพอเช้าทำวัตรเสร็จ เพื่อนร่วมมื้ออาหาร ก็บอกต่อๆอีก ก๋วยเตี๋ยวๆๆ

   มาถึงตอนนี้นึกขำตัวเอง มีความอยากจนได้ที่เหมือนกัน เดินไปโรงอาหาร ก็นึกถึงก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ หอมกระเทียมเจียว  เมือได้กินแล้ว ก็คงสมใจหายอยาก

  ก็บอกชื่อบันทึกแล้ว ว่าอยู่อินเดียต้องอดอยาก เป็นเช่นนั้น ก๋วยเตี๋ยวในฝันที่เป็นจริง ก็เป็นเพียง การต้มเส้น กับเครื่องรวมกัน ในหม้อเดียว ข้น เพราะอืดไปหน่อย เลยคล้ายโจ๊ก โธ่! ฝันสลาย ขณะกินจึงเกิดความคิดว่า เราต้องอดอยากให้ได้ ที่คิด ที่จินตนาการ เป็นสิ่งล่อใจ ให้เราหลงไป ถ้ากำหนดไม่ทัน ก็คงเกิดความไม่พอใจ หงุดหงิด โทษโน่น โทษนี่  จนเกิดเวรจนได้

  นี่เป็นการอดอยากในอาหารไทย ส่วนเกี่ยวกับอาหารอินเดียนั้น ผู้เขียนก็มีประสบการณ์ กินข้าวบ้านแขกมาหลายบ้านเหมือนกัน ไม่ใช่ผู้เขียนจะติดใจรสชาดความอร่อยอะไรหรอก เพียงแต่ ผู้เขียน อยากตอบแทนความมีน้ำใจที่เขามีต่อผู้เขียน ด้วยการขอให้ได้กินข้าวบ้านเขาบ้าง และทุกครั้งผู้เขียน ก็ตั้งใจไว้ว่า จะกินอาหารทุกอย่างที่เขาจัดหามาให้ ไม่เลือกกิน คนอินเดีย เป็นคนมีน้ำใจ เขาจะกุลีกุจอ พิถีพิถัน กับอาหารที่จะต้อนรับแขกที่มาบ้านมาก กับเวลาที่อยู่บ้านเขา ไม่นานนัก แต่เขาสามารถทำอาหารเป็นสิบๆอย่าง ทยอยออกมา ให้ได้ชิมกัน จนกว่าจะจบด้วยอาหารหลัก

    แรกๆ ผู้เขียนก็กินอาหารของเขาได้ดี เพราะเป็นรสชาดใหม่ กลิ่นใหม่ รูปลักษณ์สีสันแปลกใหม่หมด แต่เมื่ออาหารออกมามากชนิดเข้า ผู้เขียนก็เริ่มต้องมีอาการอดอยากอีก อดที่จะอยากมีน้ำจิ้มไทยๆ มาจิ้มอาหารพวกนี้ คงอร่อยขึ้น หรือถ้า จะมีรสอื่นบ้าง นอกจากรสเค็มมากกับเต็มน้อยนี้เท่านั้น คิดๆไป แล้วก็มีอาการไม่อยากกินอาหาร ที่เขายกมาอีก เพราะ กลิ่น รสชาติ เหมือนๆกัน แต่ตั้งใจแล้ว ที่จะกินด้วยความตั้งใจตอบแทนน้ำใจคนทำ ผู้เขียนเลย นำอาหารใส่ปากกิน ท่าทางเอร็ดอร่อย(เพื่อนที่ไปด้วยบอก) แล้วก็มานึกถึงบทสวด ก่อนกินอาหารของที่นี่ทุกวัน เรื่องการพิจารณาอาหาร ว่ากินอะไร เพื่ออะไร ปฏิสังขา โยนิโส.....เรากำลังกิน สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นยาแก้หิว เป็นยาประสานน้ำใจ..

    ขอบคุณอินเดีย ขอบคุณทุกสรรพสิ่ง ที่เกิดขึ้นมา และสอนใจผู้เขียนได้ สอนการรู้จักการอด-อยาก ที่ผู้เขียนไม่เคยรู้ ไม่เคยทำมาก่อน ณ ที่เมืองสวรรค์ ชั้นที่ชื่อ ไทยแลนด์